สงครามที่เปลี่ยนไป สงครามเทคโนโลยี

NTHS
NTHS
Nov 1 · 2 min read

ในปัจจุบันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของเราไปแล้ว อย่างที่มีหลาย ๆ คนได้กล่าวไว้ว่า “Smartphone เป็นอวัยวะที่ 33 ของคน” แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีที่เราใช้กำลังจะเปลี่ยนไป จากการเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างความสะดวกสบายกลายไปเป็นอาวุธในสงครามการแข่งขันด้านเทคโนโลยี หรือ สงครามเทคโนโลยี

ที่มาภาพ https://asia.nikkei.com/Spotlight/Comment/US-China-tech-rivalry-defies-simple-Cold-War-metaphors

สงครามเทคโนโลยี เป็นคำที่เปรียบเทียบถึงการแข่งขันของประเทศ หรือบริษัทต่าง ๆ โดยใช้ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ตนเองคิดขึ้นมาเพื่อก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งทางด้านเทคโนโลยีของโลก จะเห็นว่าในช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมานั้นการแข่งขันทางเทคโนโลยีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ Steve Jobs ได้ทำการเปิดตัว iPhone รุ่นแรกออกมา ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางเทคโนโลยี จากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้เข้าใกล้กับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น โดยเปลี่ยนมันเป็นโทรศัพท์มือถือหรือที่เรียกว่า Smartphone และจุดประกายให้หลาย ๆ บริษัทเริ่มหันมาพัฒนา Smart device กันมากขึ้น

ในระยะเวลาที่ผ่านมาผู้นำทางด้านเทคโนโลยีโลกนั้นส่วนมากเป็นบริษัทจากประเทศฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกา สับเปลี่ยนกันขึ้นครองตำแหน่งเจ้าแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ในช่วง 4 ถึง 5 ปีมานี้ บริษัทที่มาแรงด้านเทคโนโลยีกลับเป็นบริษัทจากประเทศฝั่งตะวันออก เช่น จีน, เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นต้น ทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้น และข้อพิพาทด้านความปลอดภัยและสิทธิบัตรต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายระหว่างเจ้าแห่งเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา และ จีน

ที่มาภาพ https://tnw.to/5cPlD

สงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน พัฒนามาจากสงครามการค้าระหว่างสองประเทศและเริ่มส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ Huawei Technologies สามารถตีตลาด Smartphone และอุปกรณ์ต่าง ๆ จากอเมริกาได้สำเร็จ จนมีกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์บางกลุ่มพบว่าอาจมีการลักลอบส่งข้อมูลผู้ใช้บางอย่างกลับมายังประเทศจีน ทำให้สหรัฐอเมริกาเริ่มตั้งข้อสงสัย และตรวจสอบในที่สุด จะเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการแข่งขัน และกีดกันทางการค้าอื่น ๆ ตามมาดังนี้

  1. สหรัฐอเมริกาเพิ่มชื่อ บริษัท Huawei Technologies เข้าไปอยู่ในรายชื่อบริษัทที่ห้ามใช้เทคโนโลยีจากอเมริกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล
  2. จีนประกาศจะยุติการส่งออกแร่ Rare Earth ซึ่งเป็นแร่ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Smartphone, tablet หรือ computer laptop
  3. เกิดความไม่ไว้วางใจในอุปกรณ์โครงข่าย 5G ของ Huawei ไปทั่วโลก ซึ่งเป็นผลมาจากประเทศต่าง ๆ เริ่มกังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลที่จะถูกในโครงค่ายดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่ถูกและคุณภาพดี

ทั้ง 3 ประเด็นข้างต้นนั้น เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในแวดวงเทคโนโลยี และธุรกิจ เพราะถือได้ว่าเป็นการทะเลาะกันของ 2 ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของโลก

ถึงแม้ในปัจจุบันนี้ข้อพิพาทบางอย่างจะได้รับการแก้ไขไปแล้วอาทิ การยุติการส่งออกแร่ Rare Earth ของจีน หรือโครงข่าย 5G ของ Huawei เริ่มถูกนำมาใช้แล้วในบางประเทศโดยเฉพาะประเทศในยุโรปที่กำลังเร่งพัฒนาก้าวไปสู่ 5G แต่สำหรับกรณีที่บริษัท Huawei ถูกเพิ่มชื่อไปในบัญชีบริษัทที่ห้ามใช้เทคโนโลยีจากอเมริกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล นั้นมีผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งทางฝั่งสหรัฐอเมริกา และจีนเอง รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ใช้บริการจากทั้งสองประเทศ อย่างประเทศไทยเป็นต้น และการที่สหรัฐอเมริกาเพิ่มบริษัท Huawei เข้าไปในบัญชีดังกล่าวนั้นทำให้ บริษัทหลาย ๆ บริษัทในสหรัฐอเมริกาที่ทำการค้าร่วมกับ Huawei อย่าง Google และ Microsoft ต้องสูญเสียคู่ค้าไป และในส่วนของ Huawei เองนั้นก็ต้องรับมือกับการถูกกีดกันทางค้า และความไม่ไว้วางใจจากประเทศอื่น ๆ เองด้วย ทำให้โครงการระหว่างประเทศในประเทศอื่น ๆ ต้องพักไปชั่วคราวก่อน

ที่มาภาพ https://www.independent.co.uk/news/world/americas/us-politics/donald-trump-xi-jingping-north-korea-history-lesson-10-minute-china-us-talks-mar-a-lago-florida-a7681611.html

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ประเทศแล้วก็ได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย ประการแรกเลย คือ คนไทยเองในช่วง 3 ถึง 4 ปีมานี้นิยมใช้สินค้าจากจีนอยู่มาก และเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนไทยเองไม่กล้าที่จะซื้อ หรือใช้เทคโนโลยีที่มาจากประเทศจีน ประการต่อมาคือ ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับทั้ง 2 ประเทศทำให้การที่เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ไทยเองก็ไม่สามารถจะกำหนดแนวทางไปทางใดทางหนึ่งได้ เนื่องจากยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ต่อทั้งสองประเทศเอาไว้ ส่งผลให้เราได้แต่รออยู่บนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศจนกว่าจะยุติลง

ดังนั้นแล้วในขณะที่สงครามเทคโนโลยี และสงครามการค้าของทั้งสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป เราเองก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ไว้ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือไม่ก็ตามในอนาคต โดยต้องเริ่มจากการติดตามข่าวสารอยู่เสมอ ๆ โดยเลือกรับข่าวสารจากหลากหลายแหล่งเพื่อเปรียบเทียบและชั่งน้ำหนักของข่าวได้ ต่อมาคือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง 5G, AI หรือ Machine Learning และอื่น ๆ จะทำให้เราตามทันแนวโน้มของเทคโนโลยี และไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดหรือผูกมัดกับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง

จะพบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาสงครามเทคโนโลยีเกิดขึ้นมาตลอด จนปะทุเป็นสงครามการค้าขนาดใหญ่ที่สามารถกำหนดแนวทางเศรษฐกิจโลก ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์กับสงครามเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาตลอดเพียงแค่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการทำสงครามไปเรื่อย ๆ เท่านั้น จากการสู้รบด้วยพละกำลังของคน ไปเป็นสู้รบกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ และในตอนนี้ก็เป็นการสู้รบกันด้วยความก้าวของเทคโนโลยี และความแข็งแกร่งทางเศรฐกิจแทน ดังนั้นเราเองก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อก้าวทันโลกและรับมือกับสงครามรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
    Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
    Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade