Course Writing นิ่งๆไว้เดี๋ยวดีเอง

หลังจากที่ได้ผ่านคอส writing มาตั้งแต่ปลายเดือนธันวา ก็มีความคิดว่า อยากจะสรุปสิ่งที่ได้เรียนมา ไว้ในนี้ แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสนั้นซักที ถ้าเราเอาแต่เรียนๆ แล้วไม่ตอบในห้อง ไม่สรุปลงกระดาษ แล้วพูดออกมาเป็นภาษาตัวเอง มันไม่เข้าหัวจริงๆนะ

ในที่สุดดดดด ก็มีเวลามาสรุปซะที
อืมมม แล้วจะเขียนอะไรดีล่ะวะทีนี้…?

Course Syllabus

  1. Writing a sentence
    - Idiomatic expressions
    - Sentences structure (6Feb16)
  2. Writing a paragraph 
    - The writing process
    - Paragraph structure (13Feb16)
    - Unity and outlining
    - Coherence (20Feb16)
    - Logical Order
    - Concrete support
  3. Writing an essay
    -The essay body
    - Pattern of essay organization
  4. Application letter & Resume
    - Statement of support
  5. Elements of Style

แต่ก่อนจะเข้าเรื่อง ไม่รู้ว่าอันนี้จะอยู่ใน Sentence structure หรือไม่ แต่เอามาแทรกก่อน

อันนี้จะบอกว่า เวลาจะดูประโยคอะไรในภาษาอังกฤษ เราต้องคอยระวังตัว Subject กับ Verb ให้ดี โดยสิ่งที่ต้องระวังใน subject ก็จะมีพวก article a/an/the เป็น countable หรือ uncountable ทำ relative clause ได้มั้ย หรือ เป็น participial หรือป่าว ส่วนเรืองที่ต้องระวังถ้าเห็น Verb ก้จะมี tense โดยเฉพาะเติม s/es ใน present sim เป็น verb ที่ต้องการกรรมหรือไม่ หรือสามารถใช้ในรูป verb pattern ใดๆได้รึป่าวอะไรประมาณ เดี๋ยวจะมาขยายความเรื่อง tense กับ verb patterns ต่อข้างล่าง

Article

ถึงแม้ในภาษาไทยเราจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็ตามที่ ซึ่งเราอาจจะไม่เข้าใจไอเดียของมัน แต่จริงๆแล้ว article มันก็มีเรื่องราวในตัวของมันเอง ซึ่งมันก็น่าประหลาดที่ a/an/the นั้นจะมีเรื่องราวในตัวมันเองได้ขนาดนี้ อาจจะยังไม่เห็นภาพ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้

She is the wife of the President.
She is a wife of the President.

ประโยคแรกแปลออกมาได้ว่า เธอเป็นศรีภรรยาของท่านประธาน
ส่วนประโยคที่สองแปลได้ว่า เธอเป็นภรรยาคนหนึ่งของท่านประธาน

เห็นมั้ยว่าถ้าใช้ article ผิดชีวิตเปลี่ยนขนาดไหน

ไอ้บ้านี่มันโคตรรรสำคัญเลยนี่หว่า

อีกนิด การใช้ a/an เรารู้รึป่าวว่าต้องใช้ยังไง ?

ช่ายยย เราต้องใช้กับ Noun นับได้ เอกพจน์ แต่ว่า… แล้วอันไหนเราจะใช้ “a” หรือ อันไหนเราจะใช้ “an” ล่ะ ?

เราจะใช้ “an” กับตัวที่ขึ้นต้นด้วย “เสียงสระ อ.” ไม่ใช่ตัวที่ขึ้นต้นด้วย A/E/I/O/U ที่เข้าใจกันมาแต่อย่างใด อาจจะยังไม่เห็นภาพเดี๋ยวต้องยกตัวอย่าง

a European country
an MBA program
an hour
a home
a University

ยังไม่หมด แล้ว “the” ที่บอกใช้เน้นความสำคัญเนี่ย มันก็มีเรื่องราวที่สามารถถ่ายทอดให้คนอ่านรับรู้ได้เหมือนกัน

  • ถ้าเราทำงานเกี่ยวกับสถานที่พวกนี้ ไม่ต้องใช้ “the” เช่น sea/hospital/school/prison/church
tourist: I will go to the sea.
seaman: I will go to sea.
teacher/student: have a class at school.
parents:have an appointment at the school.
  • พวก animal/invention/musical instrument จะมีวิธีการใช้ “the” ที่เหมือนกัน
a tiger/a cellphone/a piano แปลว่า ไอ้เนี้ย 1 ตัวหรืออัน
tigers/cellphones/pianos แปลว่า ไอ้สิ่งนี้หลายอันเลย
*the tiger/the cellphone/the piano สิ่งนี้อันนั้นน่ะ หรือ สิ่งจำพวกนี้
the tigers/the cellphones/the pianos กลุ่มของสิ่งจำพวกเนี้ยที่เห็นหลายๆอันเนี้ยย

Verb patterns

ถ้าจะให้พูดมันก็คล้ายๆสูตรสำเร็จเหมือน Collocations นั่นหละ Verb ตัวนี้ต้องตามด้วย Ving เท่านั้นอะไรประมานนี้ โดยจะมีตัวอย่างประมานนี้

V + N + V1 (let her go)
V + V1 (help move this box)
V + N + adj (keep it safe)
V + N + N (consider Jack a good boy)
V + N + to-inf (I would like you to come back)
V + to-inf (learn to do this task)
V + N +adj

Tense

สิ่งที่อยากจะเพิ่มเติมในการเขียน writing นั้น มีแค่ Present Simple เท่านั้น ปกติในวคามคิดของเรา เราจะคิดว่า present sim เป็นความจริงในปัจจุบัน แต่หาใช่อย่างงั้นไม่ Present sim นั้น เป็นความจริงทั้งในอดีต-ปัจจุบัน- และอนาคต ถ้าให้ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ เขาเป็นแม่ฉัน นั่นคือเขาเป็นแม่ฉันตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบันและก็ยังคงเป็นต่อไปในอนาคตนั่นเอง

อีกตัวอย่างนึงที่น่าสนใจคือ “Present sim ที่มีความหมายเป็นอนาคต!!!” ฮ้าว…ไหงเป็นงั้นไปได้ล่ะ ข้างบนอธิบายซะดิบดี คือ Present sim จะมีความหมายเป็นอนาคตได้นั้น ต้องอยู่หลัง time conjunction เท่านั้น

Future simple + time conjunction + Present simple(ความหมายอนาคต)

I will leave as soon as she arrives.

เธอก็ยังไม่ได้มาถึงเนอะ แล้วฉันก็ยังอยู่


Idiomatic expressions

หรือพวก collocations ต่างๆที่เราควรจะรู้ไว้ เพื่อเอาไปแต่งประโยคได้เร็วขึ้น คล้ายๆกับสูตรสมการที่เอาตัวแปรมาใส่แล้วเราก็ได้ประโยคที่สมบูรณ์ถูกต้องได้ใจความ เนื่องจากใน ภาษาอังกฤษ Noun บางตัวก็ใช้ได้เฉพาะกับ Verb บางตัว หรือ Verb/adjective บางตัว ก็ใช้คู่กับ prepo บางตัวเท่านั้นอะไรอย่างงี้ การที่จำพวกนี้ได้ มันจะออกมาเร็วกว่ามานั่งคิดว่า จะใช้ยังไง แล้วก็พูดตะกุกตะกักออกไปเนอะ

All Idiomatic expressions I have learned so far…

จริงๆแล้วมันมีเยอะมากกกกก จนเราต้องคิดว่าน่าจะทำบทความแยกออกมาอีกอันนึงไปเลยดีกว่า

Sentences structure → How to write a good sentence

จะถูกอธิบายใน How to write a good sentence โดยในชีทนี้จะแบ่งออกเป็น 8 หัวข้อหลักๆ

  1. Never translate from Thai to English “verbatim”

อยากให้คิดไว้เสมอว่า การแปลจากภาษาไทยไปอังกฤษคำต่อคำนั้นมันไม่สามารถใช้ได้ในทุกกรณี มันจะต้องมี

  • verb patterns
  • Idiomatic expressions

และทั้งสองตัวนี้เราได้อธิบายไว้ข้างบนเรียบร้อยแล้ว ลืมยัง…

2. Be clear

การจะทำให้เห็นภาพชัดเจนนั้น ประธานของประโยคจะต้องเป็นตัวบุคคลที่สามารถสร้างภาพให้ชัดเจนในหัวได้ ดังนั้นจะไม่ใช่ประธานที่เป็น การ/ความ และการทำให้ประโยคนั้นชัดเจน เราจะต้องเอา new information ไปไว้ท้ายของประโยค และหนึ่งประโยคต้องมีเป้าหมายที่จะสื่อแค่อย่างเดียวเท่านั้น

There was precision in the preparation of the data.
 — They precisely prepared the data.
A need for reevaluation of his condition by a doctor exists.
 — A doctor should reevaluate his condition.
Determination of foreign policy takes place at the presidential level.
 — The President determines foreign policy.

3. Avoid passive

ประโยค passive voice เกิดจาก Vt หรือ Verb ที่ต้องการกรรม มาแปลงให้เป็น passive voice

แต่ก็จะมีบางทีที่เราเอา Verb พวกนี้ {take place, occur, happen, emerge, appear, disappear, vanish, collapse} ซึ่งเป็น Vi มาทำเป็น passive voice ซึ่งมันผิดโว้ยยยยยย ถ้าเห็นพวกนี้ห้ามทำเป็น passive เด็ดขาดเลย

ถ้าเราไม่รู้หรือไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนลงมือทำ ก็ช่างมันเถอะ

The records were kept in the safe.

ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าใช้ passive voice นะ

4. Be coherent

*เรื่องนี้จะไปเกี่ยวข้องกับ FANBOYS ใน ประเภทของประโยค

การเขียนอะไรออกมาก็เหมือนกับการเล่าเรื่องนั่นแหละ แต่ละประโยคต้องมีความสอดคล้องกัน เป็นเรื่องเดียวกันและปะติดปะต่อให้มันไหลไปในทิศทางเดียวกัน คนอ่านจะเข้าใจง่ายและไม่สับสนว่าคนเขียนจะสื่อเรื่องไหนอะไรและอย่างไร

นอกจากความสอดคล้องกันในแต่ละประโยคแล้ว ในแต่ละ paragraph ก็เช่นกัน โดยในแต่ละ paragraph ก็จะมี transition ทั้งตอนขึ้นต้นประโยค หรือในช่วงกลางประโยคเพื่อบอกแนวทางให้คนอ่านรู้ว่าเรากำลังจะสื่อไปในทิศทางไหน จะเสริมประโยคก่อนๆ หรือจะหักล้าง หรือไม่ก็พูดอีกเรื่องไปเลย

ตัวอย่าง transitions

บอกเรื่องอื่นๆ : besides, therefore, as a result,however
บอกเป็นนัย : fortunately, perhaps, allegedly, it is important to note that
บอกข้อจำกัด :For the most part, in many ways, under these circumstances,to a certain extent, from a partial point of view, politically speaking
บอกเวลาสถานที่ : at that time, later, on December 14, in Cologne
บอกเป็นการเน้น : In regard to, as for, turning now to, as far as something is concerned

อื่นๆที่หาเจอจาก internet

บอกข้อมูลเพิ่ม : additionally, in addition, furthermore, moreover, similarly
บอกข้อมูลที่ขัดแย้ง : however, though, nevertheless, on the other hand
บอกสรุป : so, therefore, as a result, in consequence, consequently, thus, hence
บอกตัวอย่าง : for example, for instance, to illustrate,that is
บอกเน้นยํ้า : in fact, indeed, even, as matter of fact
บอกลำดับ : first, second, finally, in conclusion, to sum up

ตัวอย่างประโยค

This issue is under investigation. Under this circumstances, it is not right for me to make a comment.
Under no circumstances, my you smoke in this area.
To a certain extent, the free trade agreement between Thailand and Japan will benefit both countries and foster regional cooperation.

ส่วนข้างล่างจะเป็นตัวอย่างของ เอาใจความสำคัญไว้ท้ายประโยค(ในข้อ 2) เพื่อที่เราจะได้เอาประโยคต่อไปมาต่อท้าย เพื่อขยายความ, เสริม หรือขัดแย้งต่อไป

No one can explain why that first superatom exploded and thereby created the universe in few words.
 — No one can explain [in few words] why that first superatom exploded and thereby created the universe.
This country needs a monetary policy that will end the violent fluctuations in money policy.
 — What this country needs is a a monetary policy that will end the violent fluctuations in money policy
The domestic oil prices must eventually rise to the level set by OPEC seemed inevitable.
 — It is inevitable that he domestic oil prices must eventually rise to the level set by OPEC

5. Be concise = cross out useless word

  • redundant pairs
    full and complete, true and accurate, hopes and desires, each and every, first and foremost, any and all, basic and fundamental, questions and problems
  • redundant modifiers
    completely finish, past memories, each individual, various different, basic fundamentals, true facts, important essentials, free gifts
  • redundant categories
    during that period of time, in an accurate manner, large in size, heavy in weight, round in shape

6. Write in the Affirmative

ปกติเราจะใช้คำว่า not, do not does not did not ต่างๆมาแต่งประโยค แต่จริงๆแล้ว ถ้าเราเลี่ยงการใช้ not พวกนี้ จะๆด้ประโยคที่สละสลวยกว่าเป็นไหนๆเลย

Not many -> few
Not the same ->different
Not different -> the same, similar
did not -> failed to
does not have -> lack, face a shortage of
did not remember ->forgot
did not accept -> rejected
did not consider -> ignored 
did not allow -> prevented
not able -> unable
not certain -> uncertain
not clearly -> unclearly

//เหลือเพิ่มตัวอย่าง

7. Parallelism

เดี๋ยวจะพูดต่อหัวข้อนี้ต่อใน sentense

8. Balance sentence structure

ก็คือ Idiomatic expressions / collocation ที่ได้เขียนไว้ก่อนแล้วนั่นเอง


Sentences structure → Type of sentences

ในส่วนที่สองของหัวข้อ Sentences structure จะพูดเกี่ยวกับประเภทของประโยคนั้นมีด้วยกันกี่ประเภท โดยจะแบ่งออกเป็น

  • Simple Sentence
  • Compound Sentence
  • Complex Sentence
  • Compound-Complex Sentence

Simple Sentence

simple sentence ก็คือประโยคง่ายๆธรรมดาๆที่มีประธาน 1 ตัว กริยา 1 ตัว หรืออาจจะมีมากกว่านั้นก็ได้ แต่ concept มันคือจะไม่มีอะไรซับซ้อน และมีแค่ประโยคเดียว

Yuy and Tubb read books,watch YouTube and listen to Kygo’s musics at the weekend.
The government succeed in keeping the SARS epidemic at bay.

Compound Sentence

เป็นการนำเอา 2 ประโยค ที่มีนำ้หนักหรือใจความสำคัญเท่ากันมาเชื่อมกัน เวลาเชื่อมเราจะใช้ตัวเชื่อมในการเชื่อม และตัวเชื่อมมีด้วยกัน 3 แบบ

  • FANBOYS
  • Conjunctive adverb
  • ;

FANBOYS เป็นชื่อย่อตัวหน้าของทั้ง 7 คำนี้

For And Nor But Or Yet So

*for แปลว่า “เพราะว่า” ส่วนใหญ่มักจะใช้ในประโยคที่ค่อนข้างไฮโซเลยไม่ค่อยได้เห็นกัน
*yet จะมี element of surprise มันจะเป็นทำนองสิ่งที่ทำให้เราตกใจในประโยคถัดไป

การใช้ประโยค fanboys จะใช้ยังงี้

Sentences 1, FANBOYS sentence 2

ยกเว้น nor

Sentences 1, Nor HelpingV S + V

Conjunctive adverb เป็น adverb ที่เอามาใช้เชื่อมประโยค ทำหน้าที่คล้ายๆ FANBOYS

  • for →

and → also, besides, additionally, in addition, furthermore, more over, as well, too…
แถมการเรียงลำดับ conjunctive adv ของ and ให้
- First, To begin with
- additionally, In addition
- Further more
- more over
- Finally

  • nor →
  • but → in contrast, on the other hand
  • or → otherwise
  • yet → however, never the less, nonetheless, still
  • so → according, therefore, hence, thus, as a result, consequently, for instance, for example

การใช้ประโยค Conjunctive adv. จะใช้ยังงี้

Sentences 1;Conjunctive adv, sentence 2

นอกจากนี้ Conjunctive adv. ยังสามารถแยกประโยคให้เป็น 2 ประโยคอีกด้วย ดังนั้นเมื่อแยกเสร็จแล้ว ทั้ง 2 ประโยคนั้นจะกลายเป็น simple sentence

Sentences 1. Conjunctive adv, sentence 2

หรือเราจะเอาไว้ขั้นระหว่าง subject กับ verb ในประโยคที่ 2 ก้ได้

Sentence1. S2, conjunctive adverb, V2 ( แต่ก็ใช้ได้กับแค่บางตัวเท่านั้นแหละ )

อันสุดท้าย ; อื้ออ แค่แปะไอ้เจ้านี่ขั้นไว้ระหว่างประโยคก็ทำให้มันเป็น comound sentence ได้แล้ว อะไรมันจะง่ายสิ้นคิดขนาดนี้

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ที่ไม่เข้าพวกเลย คือไอ้ thereby กับไอ้ on the contary ดูเอาละกันว่ามันแปลกประหลาดจากตัวอื่นยังไง

thereby ดังนั้นจึงจะทำอะไรได้…

Sentence1, thereby + Ving

Jazzy will turn 20 years old in August, thereby having the right to vote.

on the contrary ที่จริงแล้ว, จริงๆแล้ว…

Sentence1 (-); on the contrary, sentence (+,-)

It is not a good project; on the contrary, It is a great mistake.

Complex Sentence

คล้ายๆกับ compound sentence แต่จะต่างกันตรงที่ 2 ประโยคที่เอามาเชื่อมกันนั้นมีนํ้าหนักไม่เท่ากัน เราจะเรียกประโยคที่ให้ความสำคัญมากกว่าว่า main clause ส่วนอีกประโยคที่เอามาเสริมหรือขยายความนั้นเราจะเรียกว่า subordinate clause โดยไอ้เจ้านี่แหละ จะแบ่งออกเป็น 3 อันย่อยๆ

  • Adverb Clause เอาไว้ใช้ขยาย Verb
  • Adjective Clause เอาไว้ใช้ขยาย Noun
  • Noun Clause พวกกลุ่มคำหรือวลีต่างๆ

การใช้งานจะใช้ต่อกันไปเลย

Sentence1 when Sentence2 หรือ When Sentence1, sentence2

Adverb Clause อย่างที่บอกไป เอาไว้ใช้ขยาย Verb โดยแบ่งออกเป็นหลายๆกลุ่ม

Time: when,whenever,while, before, after, as soon as, since, until
 — I met Jack while I was walking along the street.
 — While I was walking along the street, I met Kack.
 — I will leave as soon as she arrives.

Place: where, wherever, everywhere, anywhere
 — I will follow you wherever you may go.

Cause: because, since, as

Contrast (but ใน fanboys): while, where as
*การใช้จะแปลกๆกว่าชาวบ้านนิดนึง Sentence1, where as/while Sentence2 การใช้เหมือน fanboys เลยเนอะ

Contrast (yet ใน fanboys): although, though, even though

Purpose: so that, in order that

Condition: 5 if นั่นเอง

Adjective Clause

ชื่อก็บอกอยู่เนอะว่าเป็น adjective ดังนั้นสิ่งที่มันจะขยายก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็น Noun สิ่งที่เอาไว้ใช้ขยายคำนามคงเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้นอกจาก Relative Clause ไม่ว่าจะเป็น Defineing Relative กับ non-Defining Relative

I was born in Bangkok, which is the capital of Thailand.
Bangkok,where I was born, is the capital city of Thailand.

Noun Clause

จะเป็นคำนามโดดๆก็ได้หรือจะเป็น กลุ่มคำนวม วลี หรืออะรก็ตาม ที่มารวมกันได้เป็นคำนามคำนึง

Noun → dog
phase → a little dog
Noun Clause → That/Wh-word + S + V

— say, mention, state, cite, agree, believe, think, is convinced, conclude, show, indicate, point out + that + S + V
 — know, have no idea, have idea, wonder, wondering, ask, explain, forget, remember + wh-word + S + V

That you send him an invitation card shows your kindness.
whatever you say is correct.

Compound-complex Sentence

ตามชื่อเลย ก็เอาประโยค compound กับ complex มาจับทำยำแซลม่อนกัน สิ่งที่ต้องนึกไว้เสมอในการทำประโยค compound-complex นั้น จะมี compound ได้แค่ที่เดียวเท่านั้น

Complex Sentence, but Complex Sentence

ใช้กับประโยคที่ไม่ซับซ้อนมาก เชื่อม ideas ต่างๆ ดังนั้นจึงมักจะใช้กับ ประโยคตัวอย่าง

Parallelism

เป็นคำคู่กึ่งสำเร็จรูปที่เอาไว้ใช้แปะ แล้วตัวที่เอามาจับคู่กันจะมีนํ้าหนักเท่ากันทันที แต่สิ่งที่เอามาจับคู่นั้น ต้องเหมือนกันด้วยนะ ถ้าเป็นนามก้นามเหมือนกัน verb ก็verbเหมือนกัน to-inf ก็ to-inf เหมือนกัน อะไรประมานนี้

__but__
__or__
__but__
__,__, and/or __
not only ___ but also ___
both__and__
either__or__
neither__nor__

Sentence problems

เป็นเรื่องสุดท้ายที่จะพูดกันก่อนที่จะไปเข้าเรื่อง paragraph ถ้าเราจะเขียนอะไรเป็นภาษาอังกฤษแล้วมันจะผิดหลัก grammar มันจะไปอยู่ในพวกนี้แหละ ไม่หนีไปไหนไกล

  • Fragment Sentence
  • Choppy Sentence
  • Run-on & Comma Splice
  • Stringy Sentence

Fragment Sentence

— ขาด Main Clause เพราะพอเราขึ้นด้วย Subordinate แล้วก็คาไว้งั้นเลย

(xxx)The desire of all humankind to live in peace and freedom, for example

— ขาด Verb แท้ เพราะเวลาที่เขาขึ้นต้นด้วย Noun Clause แล้วลืมไง

(XXX) The best movie I saw last year.

Choppy Sentence

เหมือนประโยคที่เด็กเขียน เป็น Simple Sentence ยาวๆ ไม่มีคำเชื่อมประโยค ไม่มีการไหลของแต่ละประโยค

(xxx) Wind is an enduring source of power. Water is also an unlimited energy source. Dams produce hydraulic power. They have existed for a long time. Windmills are relatively new.

Run-on Sentence & Comma Splice

— Run-on Sentence มันคือเอา 2 ประโยคมาแปะกันดื้อๆเลย ไม่มีตัวเชื่อมตัวอะไร

(xxx) My family went to Australia then they emigrated to to Canada

— Comma Splice ก้คือการเอา comma ไปใส่มั่วๆ ระหว่าง 2 ประโยค

(xxx) My family went to Australia then they emigrated to to Canada

วิธีแก้มีด้วยกันหลายวิธี ทั้งใส่ จุด . แยกเป็นสองประโยค หรือใส่ ; หรือทำเป็นประโยค compound ไม่ก็ complex ไปเลย

comma จะเห็นตรงที่…
compound → FANBOYS
complex → where as/while, subordinate ขึ้นต้นประโยค และ Relative Clause

Stringy Sentence

ประโยคที่ยาาาาาาวววววววววมากๆ เพราะดันมี compound sentence เกิน 1

(xxx) _________, but_________, so_________
(xxx)_________;however_________, so _________

Writing a paragraph

ต่อจากการเขียนหนึ่งประโยค พอเราเอาหลายๆประโยคมารวมกันเราก็จะได้หนึ่ง paragraph แต่กว่าจะได้ซักหนึ่ง paragraph นั้นเราต้องทำอะไรบ้าง

  • Audience
  • Tone of your writing
  • Purpose

Audience

ก่อนที่เราจะเริ่มเขียนอะไรซักอย่าง เราต้องรู้ก่อนเลยว่าคนที่จะมาอ่านงนเขียนของเราเนี่ยเป็นใคร มีความรู้มากน้อยแค่ไหน ความสนใจเขาเป็นอย่างไร แล้วมีความคาดหวังอะไรจากการอ่านงานเขียนของเรา

Tone of your writing

มันก็ต่อเนื่องมาจากใครเป็นคนที่จะอ่านนั่นแหละ ถ้าคนที่มาอ่านนั้นเป็นคนที่มีการศึกษาสูง มีตำแหน่งสูง หรือ เราต้องส่งจดหมายที่ค่อนข้างเป็นทางการไปให้แก่เขา เราต้องเขียนงานที่มีคุณภาพ เป็นทางการ และภาษาที่เราใช้ก็จะสูงตามไปด้วย กลับกัน ถ้าเขียนให้เพื่อน พ่อแม่พี่น้อง ที่ไม่ต้องการอะไรพวกนั้น ลักษณะก้จะต่างกันไปเลย

Purpose

เหมือนเราตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า “เราจะเขียนมันไปทำไมวะ” นั่นแหละ ในที่นี้เราจะแบ่งงานเขียนออกเป็น 3 แบบ

  1. descriptive เขียนบรรยายทั่วไป บอกเล่าข้อมูลให้คนอ่านทราบ
  2. analytical มีการวิเคราะเหตุ-ผล ต่างๆในการกระทำนั้นๆให้คนอ่านได้รับทราบ
  3. critical แสดงความคิดเห็นของเราลงบนหัวข้อนั้นๆไปด้วย และ บางทีต้องมีการโน้มน้าวจิตใจของคนที่กำลังงานของเรา
ก่อนจะเขียน → เขียน draft ขึ้นมาซักอัน → ตรวจทาน

ก่อนจะเขียน…เราต้องทำไงบ้างนะ ?

ต้อง…มีหัวเรื่อง

แน่นอนล่ะ ถ้าไม่มีหัวเรื่องให้เริ่มเขียนเราก็ไม่รู้จะเขียนอะไรออกมาเนอะ แต่ในบางครั้งเขาก็ไม่ได้ให้มาจริงๆนะ

แต่สิ่งที่ต้องทำคือ ทำหัวข้อที่เราจะเขียนนั้นชัดเจนและแคบลงที่สุดก่อนที่จะเขียน

เผื่อยังไม่เห็นภาพ ถ้าได้หัวเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทย

Thailand → The problems of Thai’s education.

ต้อง…มีการระดมข้อมูล

พอคิดหัวข้อเสร็จเรียบร้อยเราก็ต้องมานึกกันต่อว่าเราจะเขียนอะไรลงไปดี ในนี้การรวบรวมข้อมูลว่าจะเขียนอะไรดี ส่วนใหญ่จะมีด้วยกัน 3 แบบ listing, freewriting, clustering

listing เหมือนเวลาทำ list จ่ายตลาดแหละ ว่ามีอะไรบ้าง

free-writing จะอารมณ์ประมาน นึกอะไรได้ก็เขียนลงไป แต่ถ้านึกอะไรไม่ออกก็เป็นแบบรูปข้างล่าง

clustering เหมือนการทำ listing นั่นแหละ แต่วิธีการมันจะเหมือนแตกตัวลูกโป่งออกมา

การรวมรวมข้อมูลตามหัวข้อที่เรา

ต้อง…เขียน outline การเขียน outline นี่ก็เหมือนการทำให้งานเราเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมากลายๆละ เอาที่คิดออกจากใน listing หรือ clustering มาเขียนลงไป

//อธิบาย I A 1 a

เขียน draft ขึ้นมาซักอัน

▢ มี topic sentence รึยัง (topic + controlling idea)
▢ มี support sentence และ ตัวย่างรึยัง 
▢ check logic ว่ามันสอดคล้องกันมั้ย
▢ เขียนชัดเจนแล้วรึยัง พยายามเขียนเหมือน “ตอนเล่าเรื่อง”
▢ แจกแจงรายระเอียดในสิ่งที่อธิบายไป โดยใช้ how & why

ตรวจทาน

อาจารย์ได้พูดในชั้นเรียนว่า

งานเขียนก็เหมือนไวน์ ต้องมีการบ่ม ไม่ใช่เหมือนขนมปังที่เสร็จออกมาจากเตา แล้วเอาออกมาส่งเลย

สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ดูว่า ถูกแกรมม่ารึยัง ตรรกะความถูกต้องเข้ากันได้ในแต่ละหัวข้อที่เขียนมาหรือป่าว ความชัดเจนในแต่ละหัวข้อ รวมถึงการขยายความว่าในแต่ละหัวข้อที่เขียนๆไปนั่น อธิบายได้ละเอียดมากน้อยแค่ไหน อะไรประมานนี้


Paragraph structure

ใน 1 Paragraph เนี่ย มันจะมีโครงสร้างหลักๆอยู่แค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นแหละ

  1. Topic Sentence = topic + controlling ideas
  2. Supporting Sentences = lots of sentences
  3. Concluding Sentence = concluding signal + concluding sentence

Topic Sentence

ประโยคจั่วหัว ไม่มีไรมาก แค่ สั้น ง่าย กระชับ เสร็จสรรพในประโยคเดียว

Supporting Sentences

จะเป็นส่วนที่ยากที่สุดของการเขียน เพราะว่า มันจะต้องเจาะลึกลงไปในสิ่งที่เราพูดมา แจกแจงรายระเอียดทั้งนิยาม ความหมายและยกตัวอย่าง

ในส่วนนี้จะประกอบไปด้วยสองส่วนใหญ่ๆ คือ สิ่งที่เราได้จั่วหัวไว้ใน 
Topic sentence → controlling ideas แล้วเราก็เอามาขยายความต่ออีกซักประโยคสองประโยค

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่ต้องมีอย่างที่สอง คือ ส่วนที่เรานำมาเสริมเพื่อให้ ส่วนแรกนั้น ดูมีนํ้าหนักนุ่มสลวยและจัดทรงง่ายนั่นเอง จะมีอยู่ 3 แบบหลักๆ การอ้างสถิติ(Statistic) อ้างคำพูดของคนอื่น(quotation) และการยกตัวอย่าง(examples)

Concluding Sentence

การจบ paragraph ที่สวยงามนั้น ประโยคที่ลงท้ายมันก็คือประโยคที่แค่เอาประโยคจั่วหัวมาพูดอีกซักรอบโดยที่ปรับเปลี่ยนคำแค่นั้นเอง (Restate the main point)

//แปะ รูป

Unity and outlining //ไม่ค่อยสำคัญ

— ต้องมีแค่ main idea เดียวเท่านั้น

— และในทุกๆประโยคต้อง สนับสนุน main idea

Coherence //ไม่ค่อยสำคัญ

ลองนึกว่าเรากำลังเล่าเรื่องราว อันนึงให้คนอื่นฟัง นั่นแหละความต่อเนื่องล่ะ

  1. repeating key
  2. use consistent pronoun
  3. use transition signal