CSM by Bas Vodde [1st day — part 1]

เริ่มเช้ามาด้วยความตื่นเต้น จะเรียนรู้เรื่องมั๊ย จะฟังรู้เรื่องมั๊ย แต่จบด้วยความรู้แทบจุก

http://www.onedesk.com/scrum-methodology-vs-agile-methodology/

class เริ่มต้นด้วยการให้จัดกลุ่ม และแนะนำตัวกันในกลุ่มว่าเป็นใคร มาจากไหน ให้แต่ละคนแชร์คำถามที่คาดหวังว่าจะได้คำตอบจาก class นี้ จากนั้นให้เลือกมา 1 คำถามเป็นคำถามของกลุ่ม

จากนั้นจะเป็นกึ่งบรรยาย โดยจะประกอบไปด้วย

  • Traditional Software Development
  • Perfection
  • Influences of SCRUM
  • Agile Manifesto & Principles

หลังจากพักเบรคกลับเข้ามา จะได้เจอกิจกรรมเรื่อง Self-managing โดยกิจกรรมมีโจทย์ดังนี้

ให้เดินในพื้นที่ที่ตีกรอบไว้ โดยให้เปรียบแต่ละก้าว(ก้าวชิด นับ 1) นั้นเป็นงานที่ส่งมอบ

รอบที่ 1 ให้จับคู่ โดยให้แบ่ง Role ออกเป็น 2 Role ประกอบไปด้วย

  • Manager มีหน้าที่
    - ออกคำสั่ง (เดิน หยุด เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา)
    - ตรวจสอบคุณภาพ(ดูว่าก้าวถูกตามกติกาหรือไม่) 
    - ติดตามความก้าวหน้า(นับจำนวนก้าว)
  • Worker มีหน้าที่เดินตามคำสั่งของ Manager เท่านั้น

โดยรอบแรกนี้ ต้องการให้ทำได้ประมาณ 30 ก้าว ในระยะเวลาที่กำหนด

ผลการดำเนินกิจกรรม รอบที่ 1

1. เมื่อเริ่มกิจกรรม เกิดความวุ่นวาย โกลาหล ตะโกนกันโหวกเหวก โวยวาย

2. แทบจะไม่มีคนทำสำเร็จ

กิจกรรมรอบที่ 2

รอบนี้ยกเลิก Role ออกให้ต่างคนต่างเดิน นับเอง สั่งเอง และเพิ่มจำนวนก้าวในเวลาประมาณเดิม

ผลการดำเนินกิจกรรม รอบที่ 2

  1. เสียงโวยวายตะโกนสั่งกันในรอบแรก หายไป
  2. ความวุ่นวายเกิดขึ้นเพียงช่วงแรกหลังจากนั้นทุกคนจะสังเกตุรูปแบบการเดินของคนรอบ ๆ
  3. แทบทุกคนทำสำเร็จตามเป้าหมาย

เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมก้อได้สรุปว่าในการสร้าง self-managing นั้นประกอบไปด้วย

  1. Clear goal — เมื่อทุกรู้เป้าหมายที่จะทำจะทำให้สามารถช่วยกันให้ไปถึงจุดหมาย (Goal = 100 ก้าว)
  2. Fix team — การที่มีทีมคงที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันจะทำให้เกิดรูปแบบของการทำงานร่วมกันโดยที่ไม่ต้องมีคนสั่ง (เปรียบเสมือนการเดินเมื่อเดินไปซักพักทุกคนจะสังเกตรอบตัวและค่อย ๆ ปรับให้สามารถเดินโดยไม่ขวางกันได้ ซึ่งถ้าอยู่ดีใส่คนเพิ่มก็อาจจะทำให้รูปแบบชงักลงไปได้
  3. Trust — เมื่อมีความเชื่อใจเกิดขึ้นทุกคนก็พร้อมจะทำในหน้าที่ตัวเอง และช่วยเหลือคนอื่น
  4. Condition/Limit — รับทราบข้อกำหนดและเงื่อนไขในการทำงาน (ห้ามเดินออกนอกกรอบ / ก้าวให้ถูก)
  5. Empowerment — การให้อำนาจคนทำงานสามารถทำงานได้เอง (ทุกคนตัดสินใจในการก้าวเองไม่ต้องรอคำสั่งใคร

กิจกรรมก่อนกินข้าวกลางวัน FATBURGER

https://en.wikipedia.org/wiki/File:Fatburger_logo.svg

เป็นเรื่องเล่าที่เหมาะกับช่วงเวลาอาหารกลางวันมา เป็นเรื่องที่ Bas เล่าให้ฟังดังนี้

Fat Burger เป็นร้านอาหาร fast food (อารมณ์เดียวกับ KFC, MC) ที่มี สโลแกนของร้านว่า Fresh Burger วันนึงขณะร้านกำลังจะปิดมีลูกค้ารายหนึ่งเดินเข้ามา พร้อมกับสั่ง Deluxe Burger Double Cheese, Big french fry and Big Coke พนักงานรับ order ก้อคิดเงินบอกกับลูกค้าว่าทั้งหมด 4$ ลูกค้าก้อควักเงินออกมาวางบนโต๊ะ 1$ จากนั้น Bas ก็โยนโจทย์ไปว่าแต่ละกลุ่มลอง discuss ว่าจะทำอย่างไรดี โดยส่วนใหญ่ก็จะได้คำตอบประมาณ

  • บอกลูกค้าว่าเงินเท่านี้ซื้ออะไรได้บ้าง
  • มี Option ให้เลือก เพื่อให้พอกับเงิน
  • ไม่ขาย
  • กลุ่มผมโดนถามกลุ่มสุดท้ายเลยแอบเกรียนใส่ เล็กน้อย บอกว่าทำให้ทุกอย่าง แต่ตัดเอาไปแค่ 1/4 พอ

โดยแต่ในละคำตอบ Bas ก้อจะเน้นว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือ Deluxe Burger Double Cheese, Big french fry and Big Coke ซึ่งตอนท้าย Bas ก้อบอกว่า สิ่งที่พนักงานคนนั้นทำก้อคือ เปิดประตูออกไปดูข้างนอกเจอ ซากกระรอกตายอยู่ พนักงานก้อเอามาถอนขนและย่างทำเป็นเนื้อ ส่วนเฟรนฟาย กับ โค้ก ก้อไปรวม ๆ ที่ลูกค้าคนอื่นกินเหลือมาเทรวม แล้วก้อให้ลูกค้าไป ซึ่ง Bas ก็สรุปให้ฟังว่าการที่พนักงานตัดสินใจเองอย่างนั้น ทำให้ลูกค้ารับความเสี่ยง ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของพนักงาน

จบภาคเช้า แบบน่ากินข้าวมาก แต่จากโจทย์นี้ทำให้เราต้องสะอึกอีกครั้ง เอาไว้มาเล่าต่อนะครับ ไม่สามารถเขียนจนจบวันได้จริง ๆ