Dunkirk หนังที่สนุกแค่ระดับ 7 แต่ความน่าสนใจระดับ 10

REVIEW

30 July 2017

…[ภูมิศาสตร์ในเรื่องดันเคิร์ก]

ก่อนที่เราจะมาเล่าเรื่อง Dunkirk เราต้องรู้ภาพใหญ่ของประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้เสียก่อน สังเกตภาพในแผนที่ด้านล่างนี้นะครับ ประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ คือประเทศที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ Dunkirk โดยตรง สถานการณ์ในหนังคือเป็นช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันได้ยึดเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศสโดยรอบจนเกือบหมดแล้ว เหลือแค่จุดสีแดง ซึ่งจุดนั้นคือ Dunkirk เป็นเมืองหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส และเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฝรั่งเศส ทีนี้เราจะสังเกตเห็นว่า จาก Dunkirk เมื่อข้ามทะเลไปนิดเดียว จะเป็นชายฝั่งทะเลของประเทศอังกฤษ มีเมืองท่าอีกเมืองที่เราต้องรู้จัก ชื่อว่าเมือง Dover ซึ่งจะมีการกล่าวถึงในเรื่องนี้ด้วย

[เริ่มเข้าสู่เนื้อเรื่อง]

นาซีเยอรมนี = ประเทศเยอรมัน

สัมพันธมิตร = ประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส

ย้อนกลับไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม ถึง 4 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1940 หลังจากที่ฝ่ายนาซีเยอรมนีเข้าโอบล้อมฝรั่งเศสจนล่าถอยไปถึงเมือง Dunkirk ฝ่ายทหารของฝรั่งเศส ได้ตรึงกำลังเอาไว้ในเมือง ส่วนทหารอังกฤษที่ส่งกำลังมาช่วยฝรั่งเศส ซึ่งเป็นป้อมปราการสุดท้ายก่อนจะถึงอังกฤษ ได้เตรียมตัวที่จะถอนทัพกลับประเทศก่อน ทางเดียวที่ไปได้นั้นคือ นั่งเรือจาก Dunkirk ไปลงที่ Dover

ผู้กำกับ Christopher Nolan ได้เล่าภาพรวมของเรื่องจากแผ่นกระดาษที่ปริวเข้ามาอยู่ในมือของทหารนายหนึ่ง ซึ่งก็คือภาพด้านล่างนี้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้รู้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นี้มาก่อน ก็คงจะดูไม่ทันอยู่ดี คาดว่าผู้กำกับคงคาดหวังว่าคนดูจะทำการบ้านมาก่อนแล้ว หรือดูให้งงก่อน แล้วค่อยไปตามอ่านทีหลังก็ได้มั้ง

[Operation Dynamo]

Operation Dynamo หรือยุทธการไดนาโม เรียกว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ เนื่องจากทางทหารของฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่สามารถนั่งเรือออกจาก Dunkirk ได้ เพราะเรือรบที่กองทัพอังกฤษส่งมา ไม่สามารถจอดเทียบฝั่งได้ เนื่องจากน้ำตื้นเกินไป ทางกองทัพอังกฤษจึงขอความช่วยเหลือจากประชาชนที่มีเรือเล็ก เดินเรือไปรับทหารสัมพันธมิตรที่ Dunkirk แต่ระหว่างการขนย้ายทหารออกมา บรรดาเรือเล็กเรือใหญ่ที่กำลังอพยพ ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝั่งนาซีเยอรมนีเข้าโจมตี ทำให้มีทหารสัมพันธมิตรตายเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายด้วยความเก่งของกองบินรบฝ่ายสัมพันธมิตร จึงสามารถกำราบกองบินรบของนาซีเยอรมนีลงได้ ทำให้ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรได้รอดชีวิตกลับบ้านจำนวน 330,000 นาย แต่ความจริงแล้วเหตุผลที่รอดกลับไปได้ ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุไว้มากกว่านั้น ซึ่งตรงนี้เหมือนหนังจะไม่ได้เล่า

[การเปลี่ยนใจของฮิตเลอร์]

Adolf Hitler ผู้นำสูงสุดของฝั่งนาซีเยอรมนีได้เกิดเปลี่ยนใจ ปล่อยให้ทหารสัมพันธมิตรกลับ Dover แบบง่ายๆ เหตุผลเพราะฮิตเลอร์มองว่า มีคนอังกฤษบางส่วนที่มีเชื้อสายเดียวกับเยอรมัน ทำให้เขาคิดว่าคนพวกนี้เป็นเชื้อชาติเดียวกัน น่าจะจับมือเป็นพันธมิตรกันได้ แต่แล้วฮิตเลอร์กลับคิดผิด เพราะอังกฤษไม่ยอมเป็นพันธมิตรด้วย แถมสุดท้ายนาซีเยอรมนีเป็นผู้แพ้สงครามอีก จึงกล่าวได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของฮิตเลอร์เลยก็ว่าได้

[การเล่าเรื่องแบบใหม่]

Dunkirk เป็นหนังที่มี 3 เส้นเรื่อง และเล่าในช่วงเวลาที่ต่างกัน ความไม่ธรรมดามันอยู่ตรงนี้

  1. เส้นเรื่องที่หนึ่ง
    ก่อนเหตุการณ์ 1 สัปดาห์ เป็นมุมมองของเหล่าทหารที่อยู่บนชายฝั่ง Dunkirk โดยพวกเค้าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองรอดกลับบ้าน
  2. เส้นเรื่องที่สอง
    ก่อนเหตุการณ์ 1 วัน เป็นมุมมองของประชาชนธรรมดา 3 คน ที่ออกเรือเล็กจาก Dover มาช่วยพาทหารที่ Dunkirk กลับบ้าน
  3. เส้นเรื่องที่สาม
    ก่อนเหตุการณ์ 1 ชั่วโมง เป็นมุมมองของเหล่านักบินขับไล่ของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่กำลังยิงสกัดเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายนาซีเยอรมนี ซึ่งต้องการทำลายเรือที่จะขนทหารฝ่ายสัมพันธมิตรไปอังกฤษ

[ความโครตสมจริงของหนัง]

ทหารในเรื่องนี้ไม่เหมือนเรื่องอื่น ทหารเรื่องอื่นจะเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ มีความเก่งเกินมนุษย์ธรรมดา แต่ทหารเรื่องนี้ขี้ขลาด หรือจะเรียกว่าแสดงธาตุแท้ของมนุษย์ที่ต้องการเอาตัวรอดออกมาก็ได้

ฉากถ่ายทำที่เน้นใช้ของจริง CG น้อย แถมถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม IMAX 70MM บวกกับการ Color Grading สีย้อนยุค ทำให้หนังยิ่งดู Real ขึ้นไปอีก

เสียงเอฟเฟ็คไม่ว่าจะเป็นเสียงปืน เสียงระเบิด เสียงเครื่องบิน ทำออกมาได้เหมือนจริงจนบางฉากมีสะดุ้ง ความรู้สึกเหมือนตอนยิงปืนครั้งแรกที่เขาชนไก่ ใครที่ไม่ได้เป็นทหารคงไม่คุ้นกับเสียงพวกนี้เท่าไร ฟังแล้วมีตกใจเป็นธรรมดา ซึ่งไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับหนังเรื่องไหนเลย

[เรื่องที่ไม่ชอบในหนัง]

รู้สึกว่า ความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละคร เป็นสิ่งสำคัญสำหรับหนังสงคราม เพราะมันจะนำพาไปสู่จุดพีคของหนังได้ ความกดดันของตัวละครจากการเล่าเรื่องสามเส้นเรื่องแบบนี้ มันทำให้อารมณ์ไปไม่สุด มันเหมือนจะ 100% แต่ก็ไม่ 100% สักที อยู่ที่ 70–80% แล้วก็ตัดไปเล่าเรื่องอีกมุมมองต่อ พูดภาษาชาวบ้านคือ อินไม่สุด พีคไม่สุด หดหู่ไม่พอ น้ำตาไม่ไหล ดีใจไม่สุด ประมาณนั้นแหละ

[เรื่องที่ชอบในหนัง]

ไอ้ความที่มันไม่เล่าเรื่องแบบหนังตลาดทั่วไปเนี่ยแหละ คือเสน่ห์ของความแปลกใหม่ พอมาสัมผัสจริง โอเค ความสนุกมันอาจจะไม่ถึงที่สุด แต่ความน่าสนใจนี่มันสุดจริงๆ เหมือนโนแลนเขาสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการเล่าเรื่อง เชื่อว่าเดี๋ยวต้องมีหนังเรื่องอื่นทำตามหลังจากนี้แน่นอน

[สรุป]

เหตุการณ์ Dunkirk ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษเลย ลองคิดดูว่า หากอังกฤษไม่สามารถอพยพทหารของตัวเองกลับบ้านได้ และประกาศยอมแพ้ อังกฤษจะเป็นอังกฤษแบบทุกวันนี้หรือเปล่า เส้นเวลานี่มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นจริงๆเลยนะ…

つづく

End Credits

เสียง Soundtrack นาฬิกาเดิน อันนี้ชอบมากโดยส่วนตัว ฟังแล้วรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นด้วยเวลา