AppWar ว่าด้วยวงการ StartUp กับ คนทำงานรุ่นใหม่ (Gen Y )

AppWar - แอปชนแอป

หลังจากผิดหวังมากับหนัง Along with the gods 2 ไปหมาดๆ นี่ต้องบอกเลยถ้าในหนังไม่มี ยมฑูตด็อกชุน ผมคงเดินออกจากโรงไปละ เหมือนมีดีแค่ CG กับ ใส่ดราม่ามาเยอะๆแบบดูจงใจเกินไป หลังจากดูจบด้วยความเฟลๆ กับ เวลาเหลือๆเลยพาผมไปดู AppWar ต่อครับ ซึ่งต้องบอกเลยว่า ตอนแรกไม่ได้คาดหวังเอาไว้สูงนะ แต่หลังดูจบแล้ว ปลื้มปริ่มเลยครับ

Review AppWar

หนังจะพาเราไปพูดถึงวงการ StartUp ที่เป็นที่ยอดนิยมสำหรับการทำธุรกิจสมัยนี้ ว่าเค้าเริ่มมาจากอะไร ทำงานกันยังไง รวมไปถึงความสัมพันธ์ต่างๆรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน, คนรัก และ คู่แข่ง หนังมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว ไม่น่าเบื่อแม้แต่นิด นักแสดงแต่ละคนเล่นได้ดีมากๆ นางเอกตอนแรกผมเฉยๆนะ พอดูจนจบเรื่องถึงกับหลงสเน่ห์อย่างแรง แต่ถ้าให้ติคงเป็นน้องอร BNK48 ครับที่ยังเล่นได้ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นการแสดงครั้งแรกของน้องเค้า แล้วน้องเค้าก็ไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพด้วย ผมขอบอกใบ้นิดๆว่าจริงๆหนังนี้มันมีความเป็นหนัง Romantic Comedy เกือบ 60% เลยครับ แล้วมีเน้นเรื่อง StartUp เป็น Background เบาๆ ถ้าคุณไปดูหนังเรื่องนี้ คุณจะได้รู้ครับว่า StartUp เป็นยังไง และ ก็ไม่ได้ง่ายแบบที่ใครหลายคนคิด มันมีความเสี่ยงในตัวของมันเอง ถ้าคุณได้ดูหนังเรื่องนี้คุณจะเข้าใจคน Gen Y มากยิ่งขึ้น แถมยังมี Passion ในการดำเนินชีวิตอีกด้วยครับ (ผมยอมรับเลยว่า ดูจบแล้วแบบอยากไปเปิด StartUp ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย)

Score : 8/10

Review StartUp : โลกความจริงมันโหดร้าย

หลังจากที่ผมดูเรื่องนี้จบแล้ว ประกอบกับเจอประสบการณ์จริงมา ก็เลยตกผลึกเอามาเขียนแนะนำกันครับ สำหรับคนที่ อยากทำ StartUp หรือ ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้กัน ไปเริ่มกันเลยครับ

วิถี และ การทำงานของStartUp

ต้องบอกก่อนว่า StartUp ก็คือบริษัทเปิดใหม่ โดยมักจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่นำมาแก้ปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา แต่ส่วนมากจะเป็นบริษัท IT ซะส่วนใหญ่ เช่น ถ้าเราอยากเช็คราคาน้ำมันประจำวัน ต้องการรู้ว่าพรุ่งนี้มันจะขึ้น หรือ ลง และ แต่ละปั๊มมีเจ้าไหนที่ถูกที่สุด เราก็สามารถทำแอปขึ้นมาได้แล้ว (แอปที่ว่าเนี่ย เป็นได้หมดทั้ง เว็บไซต์, แอปมือถือ, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ฯ)
 
จริงๆก็ไม่แปลกเพราะโลกเราในปัจจุบันมันพัฒนาไปไกลแล้ว และ บริษัทไหนที่ไม่เอาระบบ IT มาใช้เลย อาจจะทำให้คุณตามเค้าไม่ทันได้ ซึ่งธุรกิจ StartUp เนี่ยคุณก็จะได้เห็นการทำงานประมาณนี้

  • ทำงานกันเป็นทีม : สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับธุรกิจ Startup คือทีมงาน เนื่องด้วยธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ ทีมงานจึงไม่ได้เยอะมาก อาจจะเริ่มด้วยกลุ่มคนเล็กๆประมาณ 5–10 คน ถ้ามีคนเยอะขึ้นเรื่อยๆก็ต้องแตกเป็นกลุ่มใหม่ เพื่อที่คนจะได้ไม่เยอะเกินไป สาเหตุที่ต้องทำงานเป็นกลุ่มขนาดเล็ก เพื่อให้ได้คุยกันมากขึ้น รู้ถึงprocess งาน เข้าใจในงานมาก และ สนิทกับเพื่อนร่วมงานด้วย โดยทีมงานจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆตามหนังเลย ก็คือ Programmer : พัฒนาโปรแกรม, Designer : ออกแบบดีไซน์ของโปรแกรม และ Marketing : ฝ่ายการตลาด ซึ่งจริงๆเนี่ย มันมีมากกว่านั้น เช่น Business Leader (ซึ่งในหนังนี้ จูนก็รับตำแหน่งนี้ไป แถมยังควบ Marketing อีก) , ฝ่ายการเงิน ไรงี้
  • Agile Software Development : แทบเป็นสิ่งที่ StartUp เกือบทั้งหมดใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นของตัวเองกันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีประสิทธิภาพกว่าการพัฒนาแบบ Waterfall แล้วยังตอบโจทย์กับยุคสมัยปัจจุบันอีกด้วย 
    ซึ่งการทำงานแบบ #Waterfall นั้นเราจะรับ Requirements มา และ พัฒนาแอปให้เสร็จถึงค่อยส่งมอบให้ลูกค้า หรือ นำมา Launched ให้คนทั่วไปได้ลองใช้กัน จึงทำให้ใช้เวลานาน กว่าจะทำออกมาเสร็จอาจจะไม่ตอบโจทย์ ณ เวลานั้นก็ได้ หรือ ถ้ามีคนมาจ้างทำแอป แล้วพอเราทำเสร็จ เราก็พบว่าจริงๆลูกค้าไม่ได้ต้องการแบบนี้ ก็คงจะเสียเงิน และ เวลาไปน่าดู (เหมือนในรูป จริงๆลูกค้าแค่ต้องการชิงช้ายางไว้นั่งใต้ต้นไม้ แต่สิ่งที่ Business, Programmer และ แผนกอื่นๆคิด ไม่ได้ตรงตามที่ลูกค้าต้องการเลย) #Agile นั้นจะมีการทำงานเป็นรอบๆเรียกว่า Sprint (1 Sprint จะประมาณ 1–2 อาทิตย์) ซึ่งในแต่ละรอบเนี่ยลูกค้า หรือ เจ้าของโปรเจคจะมาสั่งงานว่าต้องการอะไร โดยมักจะเป็นฟีเจอร์เล็กๆ ซึ่งจะใช้เวลาทำไม่นาน และ พอครบ Sprint เราก็จะส่งมอบงาน และ คุยงานกับลูกค้า หรือ เจ้าของโปรเจค ทำให้ได้งานที่ตรงตามความต้องการ หรือ ถ้าเกิดงานผิดพลาดก็ยังสามารถแก้ไขได้ทัน
Agile vs Waterfall
  • Scrum methodology : ถ้าพูดถึง Agile คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึง Scrum ซึ่งก็คือวิธีการทำงาน โดยเราจะแบ่งงานใหญ่ๆที่ลูกค้า หรือ เจ้าของโปรเจคให้เราทำในแต่ละ Sprint ออกเป็นงานย่อยๆเรียกว่า Storyboard โดยจะมองว่า 1 Story Board เป็น 1 Feature ก็ได้ 
    จากนั้น เราจะมีกระดานซึ่งจะแบ่งงานเป็น 4 ส่วน ได้แก่ To Do(งานที่ต้องทำ), In Process(งานที่กำลังทำ), Ready(งานที่เสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ Test) และ Done(งานที่เสร็จแล้ว Test แล้วใช้งานได้ปกติ) ซึ่งเรายังสามารถเอามาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อีกด้วย อย่างน้อยก็นำมาใช้ในการจัดการชีวิต ลองเอาไปใช้ดูครับ แล้วชีวิตคุณจะง่ายขึ้นเยอะเลย
StoryBoard

Internship กับ StartUp

การฝึกงานดูจะเป็นเทรนด์ หรือไม่ก็วิชาบังคับของเด็กสมัยนี้แล้วครับ สำหรับผมตอนเรียนปี 3 นี่โดนให้ไปฝึกตอนปิดเทอมฤดูร้อน(วิชาบังคับ) นี่ยังไปเจอบางคนอยู่แค่ปี 2 เอง คือ มาฝึกงานเพราะอยากฝึก ถือว่าขยันมากๆ การฝึกงานกับstartup เนี่ยเป็นอะไรที่ผมแนะนำเลยนะ เพราะ startup เป็นบริษัทที่พึ่งเปิดใหม่ สิ่งที่เราจะได้ฝึกนี่ก็คือเราไปช่วยเค้าทำงานจริงๆจังๆเลย แล้วระบบงานของบริษัทมันก็ยังไม่ลงตัว งานที่จับก็จะได้จับเยอะมาก เรียกว่าจับฉ่ายเลย แล้วการฝึกงานเนี่ยเหมือนคุณจะได้ไปลองทำงานจริงๆ เรียนรู้ประสบการณ์จากพวกพี่ๆเค้า เราจะได้รู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้ว่าเรายังต้องปรับปรุงในเรื่องไหน แล้วมันจะมีผลต่อโปรเจคจบของเรา และ ปี 4 (ปีสุดท้ายของมหาลัย) ของเราครับ บางที่นี่เค้าถึงกับจองตัวเลยนะ ถ้าเรามีความสามารถ จบมหาลัยแล้วมาทำงานต่อได้เลย ไม่ต้องไปหางานให้เสียเวลา นอกจากนี้ยังทำให้เราได้เตรียมพร้อมก่อนไปทำงานจริงอีกด้วย

StartUp 9 ใน 10 เจ๊ง

จากผลการวิจัยพบว่า Startup ถึง 90% ไปไม่รอดครับ ซึ่งสาเหตุหลักๆก็ได้แก่ ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด, ขาดสภาพคล่องทางการเงิน, เพื่อนในทีมไม่ค่อยเข้าขากัน, ไม่สนใจคู่แข่ง, ราคา, UI ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้, ไม่มี Business Model และ ทำการตลาดที่ไม่ดี ดังนั้นถ้าใครที่อยากไปทำงานกับบริษัท Startup ก็ต้องคิดหน่อยนะครับ มองที่บริษัท เป้าหมาย และ การดำเนินการของเค้า ว่าเราพอฝากความหวัง และ เป้าหมายของเค้า ทำให้เราพร้อมร่วมเดินทางไปได้แค่ไหน

สาเหตุหลักที่ทำให้ Startup ไปไม่รอด

เงินทุนนั้นสำคัญไฉน

สิ่งที่ในหนังได้เน้นให้คนได้ดูก็คือ การทำ Startup เนี่ย จะต้องมีเงินทุนครับ ซึ่งในตอนแรกเริ่มเนี่ยก็คงไปขอใครเค้าไม่ได้แหละครับ ก็คงมาจากออกเงินกันเอง, พ่อแม่ และ พอมันเวิร์คไปเรื่อยๆเราก็ค่อยขยับไปขอองค์กร หรือ นักลงทุนสำหรับลงทุนด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆคือ เราเลือกที่จะจัดระดมทุนเอง เช่น Kickstarter, Indiegogo หรือ เลือกขอเงินลงทุนจากหน่วยงานภายนอกพวก Venture Capital, หน่วยงานรัฐ ก็ยังได้ อ่านเพิ่มเติมที่นี่

พูดคุยหนัง AppWar

Spoiler Alerts !!! : บทความต่อจากนี้ อาจจะมีข้อมูลสำคัญจากหนังนะครับ ถ้าใครยังไม่ได้ดูก็แนะนำให้ดูก่อนนะครับ ^^
  • ในหนังเนี่ยเราจะเห็นได้ว่าแอพ Inviter เขียนออกมาดี แต่ UI ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ (จริงๆฝ่าย design อย่างไต๋มันก็เสนอบอมบ์เนี่ยแหละ แต่บอมบ์ค่อนข้างอินดี้พอควร ก็แบบคิดว่าของที่ตัวเองทำดีอยู่แล้ว เลยไม่เปิดรับของเพื่อนที่ออกแบบมา) ขณะที่แอพ amJoin UI สวยน่าใช้ แต่บัคกระจาย (เพราะไม่ได้มีโปรแกรมเมอร์ที่เก่งพอ) ผมชอบที่หนังมันทำให้ทั้งสองทีม มีทั้งข้อดี กับ ข้อเสีย กันไปคนละทาง แต่ไม่โอเคกับที่ แต่ละทีมควรจะหาวิธีมาแก้ข้อเสียตรงนั้น แทนที่จะส่ง Spy ไปสืบความลับของคู่แข่งมากกว่า
  • ผมชอบ โมเม้นท์ที่ บอมบ์ กับ จูน เจอกัน คือทั้งสองคนเนี่ยชอบอะไรแปลกๆ แบบที่คนทั่วไปเค้าไม่ชอบกัน ซึ่งก็เลยเกิดไอเดียให้สองคนนี้ เค้ามาทำแอพหาเพื่อนที่สนใจสิ่งที่เหมือนกัน เนี่ยละครับ จุดเกิดของ Startup เรามีปัญหา เราก็หาวิธีมาแก้ปัญหา
  • ในหนังไม่ได้พูด แต่สื่อให้เห็นถึง โชคชะตา หรือ จะเรียกว่าความบังเอิญก็ได้ ที่จูนได้เจอบอมบ์ตามงาน startup ต่างๆ ได้ไปเจอที่ร้านอาหารอินเดีย และ ได้ไปเจอกันที่เกมยิง Laser อีก นี่ถ้าบังเอิญ ก็โคตรจะบังเอิญแล้ว ผมชอบโมเม้นท์แบบนี้นะ โมเม้นท์แบบที่รู้จักกัน แบบไม่ได้จงใจเกินไป เหมือนแบบเจอกันบ่อยๆแล้วก็รู้จักกันไปเองอะ คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกับเรา นี่ผมคิดว่าตัวเองก็คงคล้ายๆบอมบ์ ชอบเพลงอินดี้ ชอบBNK48 ในขณะที่เพื่อนๆไม่ฟังเพลงแนวนี้เลย จะหาคนไปดูคอนเสิร์ต BNK48 ด้วยกันยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย 555
เมื่อไรผมจะโชคดีแบบเจ้าบอมบ์บ้าง ได้เจอจูนของผมสักที
  • ตอนจบนี้ทำเอาผมคาดไม่ถึงเหมือนกันนะ ไม่คิดว่าจะหักมุมแบบนี้ จริงๆผมว่าถ้าทั้ง 2 บริษัทยอมรวมทีมแต่แรก ตั้งแต่ตอนที่ไป Present งานกับคุณแทนไท ก็คงไม่มีตอนจบแบบนี้ ผมเสียดายเลย อยากให้ Happy Ending ซะหน่อย สุดท้ายทั้ง 2 คนก็กลายเป็นมนุษย์เงินเดือน เมื่อ Passion หมดไป เราก็คงไม่อยากทำในสิ่งๆนั้นแล้วละครับ

Summary

สุดท้ายนี้ผมอยากให้รู้ครับว่า Startup ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่แค่มีไอเดียดีๆ ทำProduct ได้แล้วคุณจะไปรอด ความเสี่ยงเนี่ยมันมีตั้งแต่คุณเริ่มที่จะทำมันแล้วครับ

ผมชอบที่หนังพูดไว้เลย ว่าคนรุ่นพ่อแม่ พวกเราเนี่ยคงไม่เข้าใจพวกเราหรอกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ส่วนมากก็มักอยากให้ลูกกลับมาช่วยธุรกิจของที่บ้าน, เป็นพนักงานเอกชน, รับราชการ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ ก็ชีวิตเรานิครับ เราเลือกเดินได้ :D ถ้าคุณพึ่งจบใหม่ หรือ กำลังเรียนมหาลัยอยู่ ผมขอให้คุณเติมไฟของคุณให้แรงๆ แล้วทำมันไปเลยครับ ลองดูสักนิด มีคนเคยบอกผมไว้ว่า ล้มตอนนี้ไม่เป็นไรครับ ล้มได้ เพราะยังไงเราก็ยังมีพ่อแม่ค่อยหนุนหลังเรา แต่พอเราโตขึ้น มีอายุขึ้น มีครอบครัว นั่นแหละครับ เวลาจะทำลายไฟของคุณไปเอง คุณจะเริ่มมองหาความมั่นคงมากกว่า ที่จะไปเดินทางตามความฝันครับ สวัสดี

Credits :