Experiences in Taiwan [KMUTT x NPUST]
ก่อนอื่นบอกเลยนะครับ
ผมได้มีโอกาสไปไต้หวัน ร่วมกันเพื่อนร่วมเดินทางอีก 17 คน รวมบุคลากรและอาจารย์ นะครับ ซึ่งเป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตครับ ซึ่งต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย จึงอยากเขียน Note นี้ขึ้นเพื่อขยายสิ่งที่ผมได้รับมาจากประสบการณ์ครั้งนี้ครับ และบันทึกไว้เป็นความทรงจำ
*เจ้าบ้านต้อนรับเป็นกันเอง ค่อนข้างอบอุ่นมาก ถึงแม้ว่าจะติดเรื่องกำแพงภาษาบ้างนิดหน่อย เนื่องจากภาษาหลักที่นี่จะเป็นภาษาจีน (แบบดังเดิม) เลยสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษครับ
ประเทศไต้หวัน การเดินทางจากประเทศไทย จะเป็นระยะทั้งหมดประมาณ สองพันกว่ากิโลเมตรครับ ซึ่งเมืองที่ได้มีโอกาสไป คือเมืองเกาสง และ National Pingtung University of Science and Technology (NPUST)
ก่อนอื่นบอกเลยว่าเนื่องจากไฟล์ทกว่าจะถึงที่นี่ค่อนข้างมืดแล้ว อย่างแรกที่มองหากันเลย ตัดสินใจจะใช้ Internet โดยเลือกที่จะใช้ SIM Card ของไต้หวันกัน Internet 4G ที่นี่สัญญาณดีมาก สวิงอยู่ 3G 4G ตลอดมี Edge มาให้เห็นบ้างเป็นบางครั้ง แรงเลยทีเดียว
ที่นี่อาหารการกินจะหายากนิดนึงนะครับ เนื่องจากเวลารับประทานอาหารส่วนใหญ่ที่นี่จะอยู่ช่วง 5 โมงเย็น ถึง 1 ทุ่ม เลยต้องสั่งอาหารข้าวกล่อง ซึ่งสตาฟทาง NPUST มาต้อนรับเป็นอย่างดี
บ้านเมืองที่นี่ค่อนข้างเป็นระเบียบมากครับ รถถ้าเทียบกับเมืองไทยยังถือว่าน้อยกว่า มีการใช้รถจักรยานยนต์เป็นหลักค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะภายในมหาวิทยาลัย NPUST ซึ่งใหญ่มาก (เดินทางจากหน้ามหาวิทยาลัยถึงหอพักชาย ใช้เวลา 40–60 นาที เลยทีเดียว)
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
บริเวณหน้าหอพักชาย ภายใน NPUST
การจัดการบ้านเมือง
ที่นี่บ้านเมืองค่อนข้างเป็นระเบียบมาก เมืองเกาสงมีรถค่อนข้างเยอะ แต่ไม่มีปัญหาเรื่องรถติดเท่าไหร่ ส่วนขยะในเมืองแทบไม่มีเลยทีเดียว การแยกขยะที่นี่ทำกันค่อนข้างจริงจัง เหมือนเป็นธรรมเนียมปกติในบ้านเมือง อย่างเช่นเวลาทานอาหารเสร็จ จะแยกเศษอาหารลงถังหนึ่ง ซองใส่ตะเกียบถังหนึ่ง ตะเกียบลงถังหนึ่ง และกล่องกระดาษลงอีกถังหนึ่ง และที่นี่ถุงพลาสติกจะใช้เฉพาะที่ขอ (บางครั้งก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม) หรือเฉพาะของขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้ถุงเท่านั้น
ตลอดที่ได้มีโอกาสเห็นในเมืองเกาสง จะไม่พบสุนัขจรจัดเลย และได้มีโอกาสไปดูศูนย์ดูแลสุนัขจรจัด ซึ่งจัดอยู่ภายในมหาวิทยาลัย NPUST พบว่าสุนัขทุกตัวจะถูกฝังชิป RFID เพื่อใช้ในการตรวจสอบ และขึ้นทะเบียน ทำให้รู้ว่าสุนัขตัวนั้น ใครเป็นเจ้าของ (จังหวะนี้ช็อคเล็กน้อยครับ ที่เจ้าหน้าที่ของทางศูนย์ ฉีดชิปใส่สุนัขให้เห็นกันสดๆเลย โดยตำแหน่งที่ฉีดเป็นหลังคอของสุนัขครับ)
อาหาร
อาหารในไต้หวันนั้นรสชาติส่วนใหญ่ อาจจะไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าไหร่ เนื่องจากถ้าเทียบกับอาหารของไทยเรา ที่นี่จะเน้น รสชาติที่จืดกว่าและมันกว่า ซอสปรุงรสที่นี่จะเน้นซอสถั่วเหลือง แต่ว่าการทำซอสถั่วเหลืองของที่นี่มีความหลากหลายมากและให้รสที่แตกต่างกัน ตามวัตถุดิบที่ใช้ในการหมัก เช่นหมักจากสัปปะรด เป็นต้น
แต่โดยส่วนตัวที่ประทับใจอาหาร 3 กลุ่มครับ
1.กลุ่มเกี้ยว หรือติ่มซำ ที่นี่ทำรสชาติจะต่างจากไทยเราด้วยลักษณะของเครื่องเทศและเครื่องปรุง จะมีหนึ่งในเกี้ยวที่ถูกแนะนำเยอะมากคือ เกี้ยวที่มีน้ำซุปอยู่ด้านใน
2.เต้าหู้ หลายคนอาจจะไม่ชอบเต้าหู้แค่นึกถึงกลิ่นก็ไม่ค่อยชอบแล้ว เป็นไปได้อยากให้ลองครับ เนื่องจากเต้าหู้ที่นี่การปรุงรสจะแตกต่าง โดยลักษณะการใส่เครื่องเทศและลักษณะของเต้าหู้ที่บางครั้งรับประทานไป ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเต้าหู้ หนึ่งในเมนูแนะนำขึ้นชื่อคือ “เต้าหู้เหม็น” ถือว่าดีเลยทีเดียว (กลิ่นหลังปรุงเสร็จแล้ว ไม่ได้เหม็นขนาดกินไม่ได้นะ

3.ของทอด จากเท่าที่ทดลองชิมมา พบว่าของทอดที่นี่ถือว่าดีมากครับ ทักษะการทอดจะไม่ค่อยอมน้ำมันเลย ที่ประทับใจมากคืออกไก่ทอดและเทมปุระ แป้งบางกรอบ รสชาติถือว่าผ่าน
Packaging ที่ใส่ในอาหาร
อันนี้ได้รับความรู้เพิ่มเติม เนื่องจากมีน้องที่เรียนสาขา Printing ไปด้วยกันนะครับ ที่นี่จะใช้กล่องกระดาษเป็นหลักในการใส่อาหาร โดยจะใช้หมึก Soy Ink (เห้นว่าเป็นหมึกที่สกัดจากถั่วเหลือง ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยในสายงานพิมพ์) และกล่องกระดาษจะถูกเคลือบด้วย Wax อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ใส่อาหารได้ปลอดภัยครับ
งานอาสา นวัตกรรม ชุมชน ตัวอย่างจากไร่ หมิงฉวน (Ming Chuan Farm)
ไร่หมิงชวน เป็นฟาร์มสัปปะรดที่ขึ้นชื่อในเกาสง โดยเป็นฟาร์มสัปปะรดแบบ Organic ที่สมบูรณ์ ผมมองว่าเป็นการทำฟาร์มที่ผสมผสานการพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในตัว (ในไทยก็เริ่มมีฟาร์มในลักษณะแบบนี้ขึ้นมาแล้วเช่นกัน) แต่มีหลายจุดที่น่าสนใจมาก
1.ฟาร์มหมิงฉวน ใช้การกำจัดศัตรูพืชโดยการสร้างวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต อย่างเช่นการใช้แมวจับหนู นก ผีเสื้อ กบ ผสมผสานกันไป (ในไทยเราก็มีการใช้แบบนี้)
2. วิทยากรที่มาต้อนรับและให้คำแนะนำตลอดการเดินทั่วฟาร์มหมิงฉวนเป็นนักศึกษาจาก NPUST จุดนนี้น่าสนใจมากที่มหาวิทยาลัย NPUST มีส่วนร่วมกับชุมชนค่อนข้างชัดเจน ทั้งด้านการฝึกงานรวมไปถึงการทดลอง ซึ่งลงไปกับชุมชนจริง
3.จุดโฟกัสของฟาร์มหมิงฉวนให้ความสำคัญหลักกับ “สัปปะรด” แน่นอนว่าปกติเรามักจะเห็นฟาร์มแบบผสมผสาน แต่สำหรับฟาร์มหมิงฉวน จะโฟกัสที่สัปปะรดเป็นหลักโดย นำสัปปะรดมาทำผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น พุดดิ้ง ไอติม ซอส แยม นมสัปปะรด สัปปะรดแบบตากแห้งหรือ การจัดเวิร์คชอปทำพายสัปปะรด โดยมีการแยกชิ้นส่วนของสัปปะรดที่หวานและเปรี้ยว เพื่อนำไปใช้ในการแปรรูปต่างกัน
4.สร้างความสวยงาม ตรงนี้อาจจะแปลกนิดนึงแต่จากที่ถามว่า เค้าบอกว่าความสวยงามจะทำให้คนประทับใจ และจะจดจำฟาร์มเค้าได้และอยากจะกลับมาอีก โดยที่นี่จะมีสระเลี้ยงกบ ปลูกดอกไม้หลายชนิด แล้วก็สัปปะรดที่นี่จะมี 2 พันธุ์ที่เห็นได้ชัดคือ สำหรับรับประทาน กับ สวยงาม ซึ่งเป็นสัปปะรดสีม่วงครับ ดอกจะใหญ่กว่าสัปปะรดทั่วไป
5.นวัตกรรมหรือภูมิปัญญาที่ถูกแทรกเข้ามาในการปลูกสัปปะรด สัปปะรดที่นี่ทุกลูก จะมีการ “ใส่หมวก”!! ซึ่งหลักจากสอบถามพบว่า สัปปะรดที่นี่ค่อนข้างไวต่อแสงแดด ถ้าถูกแสงแดดจะเกิดอาการถูกแดดเผาครับ อันนี้ได้จากตอนเวิร์คชอปเก็บสัปปะรดในไร่
*หนึ่งในการสร้างคุณค่าของไร่หมิงฉวนนั้นคือ Story หรือเรื่องราวที่มีของฟาร์ม และความออแกนิคของการเพาะปลูก ทำให้ไร่หมิงฉวนมีความน่าสนใจและทำให้ผู้ไปเยือนอินไปกับเรื่องราวที่นั้นได้เป็นอย่างดี

:)
ศูนย์ดูแลสัตว์สงวน
Section นี้ไม่มีรูปเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ให้ถ่ายรูปเพราะกลัวสัตว์จะตื่นกลัวครับ จุดนี้ที่ประทับใจมากคือความใส่ใจในพฤติกรรมสัตว์ ที่นี่จะมี Volunteer หรืออาสาสมัครเข้ามาช่วยงานอยู่เรื่อยๆ (มหาลัยที่นี่มีเรื่องชั่วโมงอาสาด้วย)
ลักษณะของศูนย์ดูแลที่นี่จะเน้นการเข้าใจในพฤติกรรมและจิตวิทยาของสัตว์ อย่างเช่นการดูแลเต่า จะต้องแขวนอาหารไว้เพื่อให้เต่าได้ใช้คอตามลักษณะทางธรรมชาติ การดูแลเสือที่จะปล่อยสัตว์เป็นเพื่อคงสัญชาตญาณในการล่า หรือจะเป็นกรงนกที่มีการสั่นสะเทือนเหมือนกับต้นไม้
ยกตัวอย่างเคสหนึ่ง ที่นกถูกตัดปีกชั้นในทำให้บินไม่ได้ ทางศูนย์ได้นำนกกลุ่มนี้มาอยู่ด้วยกัน และออกแบบตัดแต่งกิ่งไม้เพื่อให้นกสามารถเดิน หรือกระโดดไปมาได้ เนื่องจากธรรมชาติของนกไม่เหมาะกับการยืนอยู่ที่เดิมนานๆ
พิพิธภัณฑ์พุทธ (Fo Guang Shan Buddha Museum)
พิพิธภัณฑ์พุทธ Buddha Museum
พิพิธภัณฑ์พุทธที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ มีเจดีย์ทั้งหมด 8 หลัง แต่ละหลังจะมีเรื่องของคำสอนและเก็บเรื่องราวที่แตกต่างกันไป พื้นที่ค่อนข้างกว้างมากและสวยงาม ที่นี่เป็นศาสนาพุทธ แต่เป็นพุทธศาสนาแบบจีน ซึ่งจะแตกต่างจากของประเทศไทยครับ แล้วก็ในไต้หวันประชาชนส่วนใหญ่จะนับถือ พุทธ กับ ลัทธิเต๋า เป็นหลัก ที่นี่มีเรื่องราวของพุทธประวัติ คำสอนที่ค่อนข้างเยอะมาก
ภาพพิมพ์นูน จิตรกรรมฝาผนัง
ที่นี่จะมีการสอนวิธีการชงชา ซึ่งเป็นวิธีการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง (Shen หรือจิตวิญญาณ)
โดยชาในไต้หวันจะนิยม ชาอู่หลง (Oolong) กับ ชาดำไต้หวัน (Taiwan Black Tea) เป็นหลักครับ
สำรับสำหรับการชงชา
ภาพหลังการชงชาเสร็จ
ตลาดกลางคืน หรือ Night Market
ที่นี่ Night Market คนค่อนข้างเยอะมาก ศูนย์รวมของกินเลยก็ว่าได้ จุดที่น่าสนใจของตลาดที่นี่ อย่างแรกคือเรื่องขยะครับ เป็นตลาดที่ค่อนข้างสะอาด ไม่มีขยะตามท้องถนน หรือตามทางเดิน
เต้าหู้เหม็น หนึ่งในเมนูอาหารขึ้นชื่อ โรยด้วยผักดองไต้หวัน
ที่นี่แออัดมากครับ ของกินเยอะมากเช่นกัน อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ มีการเปิดโต๊ะ Casino กันแบบเปิดเผยและถูกกฎหมายด้วยนะครับ (ตอนแรกคือว่าเป็นเกมส์แบบงานวัดในไทย แต่ปรากฎว่าเป็นเงินจริงจ้า)
Blackjack ก็มา
เห็ดทอดร้อนๆ
การเรียนการสอนระดับประถมศึกษา
จากตัวกิจกรรมทำให้ได้มีโอกาสไปสอนหนังสือ (สอนเลขไทย) ให้กับนักเรียนประถมที่เกาสง พบว่าบรรยากาศของห้องเรียนประถมที่นี่จะมีเด็กเพียง 10–15 คน ต่อห้องเรียน ต่อครูประจำชั้น 1 คน เท่านั้นครับ และนักเรียนที่นี่มีการแข่งขันสูงมาก (แม้แต่เด็กประถม 1) ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หากมีคนทำล่วงหน้าปุ้บ ที่เหลือจะพยายามแย่งกันออกมาทันที (อย่างเช่นการขออาสาคนออกมาเขียนกระดาน)
มาสอนนับเลขไทยกัน

:) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙
ทะเลสาปจิงซือ (Jing -Si Lake)
เป็นทะเลสาปที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัย ค่อนข้างใหญ่และบรรยากาศสวยงามมาก ใช้เวลาเดินเท้าเข้ามาจากหน้าป้ายทะเลสาปประมาณ 20 นาที ทางจะเป็นทางลาดชันครับ จะมีบ่อทะเลสาป 2 แหล่งใหญ่ๆ คำว่าจิงซือ (Jing-Si) ในภาษาจีนมีความหมายว่า Calm down and look to the future หมายถึงการให้ใจเย็นลงและมองไปที่อนาคต
ทะเลสาปจิงซือนอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย โดยแหล่งน้ำที่นี่จะใช้เป็นแหล่งสำหรับการบำบัดน้ำ โดยน้ำภายในมหาวิทยาลัยจะถูกบำบัดก่อนปล่อยลงในทะเลสาปจิงซือ
โดยแหล่งแรก จะใช้รับน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว เพื่อพักน้ำ
และแหล่งที่สอง จะถ่ายน้ำจากแหล่งแรก เพื่อปรับสภาพ ก่อนจะนำไปใช้ต่อครับ
Panorama
ในมหาวิทยาลัย NPUST มีศูนย์สำหรับฝึก “นักฝึกสุนัข”
เพื่อให้นำไปใช้ในงานด้านต่างๆ อย่างเช่น การช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางการได้ยิน / ผู้พิการ
หรือจะเป็นการฝึกสุนัขเพื่อให้ดมกลิ่นหารากไม้ที่เป็นโรค รวมไปถึงการฝึกสุนัขเพื่อใช้ในการฝึกเด็กที่มีสมาธิสั้น อย่างเช่นสุนัขจะไม่ยอมเล่นด้วยจนกว่าเด็กจะอ่านหนังสือนานๆ
เจ้าหมาน้อย “ดีดี้”
สาธิตการดมกลิ่นรากไม้ที่ติดโรค
ค่าครองชีพ ใกล้เคียงกับย่านแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย
ที่ไต้หวัน อย่างแรกสกุลเงินที่นี่จะใช้ “ดอลล่าไต้หวัน” ซึ่ง ณ วันที่ 15/03/60 มีอัตราแลกเปลี่ยนไทยอยู่ประมาณ 1.16 บาท / 1 ดอลล่าไต้หวัน
ของที่แพงจะเป็นพวก น้ำดื่ม (ที่นี่จะนิยมดื่มชา) หรือกลุ่มน้ำอัดลมอย่างโค้กราคาค่อนข้างสูง (20 เหรียญ ++ สำหรับขวดเล็ก)
สำหรับมื้ออาหารจะเริ่มต้นที่ 30 เหรียญ เฉลี่ยต่อมือจะอยู่ประมาณ 60–80 เหรียญครับ
และสำหรับใครที่สนใจอยากเรียนต่อที่นี่
* ค่าเรียนในระดับปริญญาตรี เริ่มต้นประมาณ 24000 เหรียญ / เทอม
** หอพักภายในมหาวิทยาลัย NPUST อยู่ประมาณ 6000 เหรียญ / เทอม
หาดทรายมฤตยู (Cijin Seaside Park)
หรือหาดทรายสีดำ แต่ก่อนที่จะถึงชายหาด เนื่องจากวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน (30–32 องศา) เจ้าบ้านจึงพาเราไปกินน้ำแข็งไส ร้านขึ้นชื่อในเกาสงครับ ซึ่งเราได้สั่งนำแข็งไส + ผลไม้ตามฤดูมา ซึ่งจะหากินได้เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น (ช่วงท้ายของ Spring ก่อนเข้า Summer)
เมนูนี้สำหรับ 7 คนเลยทีเดียว น้ำแข็งไส + ผลไม้ตามฤดู
จุดที่น่าสนใจอย่างนึงคือการตกแต่งภายในของร้านด้วยหมึกและปากกาของผู้มาเยือน
หน้าร้าน (ผมอ่านชื่อร้านไม่ออก >< ถามเค้าแล้วแต่จำไม่ได้)
การตกแต่งภายใน
หลังจากดื่มด่ำกับความเย็นของน้ำแข็งไสกันชื่นใจแล้ว ก็มาข้ามเรือเฟอรี่ข้ามฟากกันครับ
ภาพท่าเรือ
เรือข้ามฟาก
เมื่อเดินทางมากถึง ที่นี่ใช้รถมอเตอไซขึ้นเรือกันได้ด้วยนะครับ
รอขึ้นเรือ
เมื่อเดินทางมาถึงจะพบกับตลาดคนเดิน (ได้กลิ่นอาหารทะเลอยู่ตลอดเวลา)
แล้วก็มาถึงชายหาด Cijin Seaside Park สำหรับชายหาดที่นี่ ทรายจะเป็นสีดำทั้งหมดนะครับ ค่อนข้างละเอียดมาก ที่น่าสนใจคือบริเวณรอบหาด หรือบริเวณที่เรียกว่า Park นั้น จะห้ามไม่ให้มีการตั้งร้านค้าครับ ร้านค้าจะถูกจัดอยู่ในโซนรอบนอก (ตลาดคนเดิน)
บรรยากาศของ Cijin Seaside Park
เหรียญดอลล่าไต้หวัน
สกุลเงินที่มีตำนาน เกิดขึ้นจากปัญหาทางการเมืองระหว่างจีนไต้หวัน ไต้หวันเป็นประเทศหนึ่งที่ยังไม่ถูกประกาศว่าเป็นประเทศ (ยังคงเป็นอาณานิคมหนึ่งของจีนเนื่องจากยังไม่ได้รับการรับรอง) แต่ประเทศไต้หวันเองได้ประกาศสกุลเงินใหม่ขึ้น คือ Taiwan Dollar
เหรียญของไต้หวันมีจุดน่าสนใจอย่างหนึ่งคือรูปที่ประทับอยู่บนเหรียญนั้น จะเป็นรูปของผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของประเทศ
เหรียญกษาป 1,5,10 ดอลล่าไต้หวัน
เหรียญกษาปของที่นี่จะนิยมใช้ 1 , 5 , 10 , 50 ดอลล่าไต้หวันครับ โดยเหรียญ 20 จะออกมาเฉพาะช่วงเทศกาลสำหรับเก็บสะสม
ขอจบบันทึการเดินทางไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ
สรุปจริงๆแล้วผมรู้สึกประทับใจความเจริญของเมือง เนื่องจากจริงๆไต้หวันเป็นประเทศที่ค่อนข้างเล็ก (เป็นเกาะ) ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างจำกัด ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการ วิธี นวัตกรรมต่างๆเพื่อช่วยให้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และเนื่องจากเป็นเกาะเล็ก ทำให้นโยบายต่างๆถ้าหากลงทำจริง จะเกิดผลได้เร็วครับ เนื่องจากการควบคุมปัจจัยต่างๆทำได้ค่อนข้างง่ายกว่าประเทศที่มีขนาดใหญ่
สิ่งที่อยากฝากเอาไว้หลังจากที่ผมได้มีโอกาสออกมาเปิดโลก คือจริงๆแล้ว มุมมองการคิดในการพัฒนาบ้านเมือง เค้าคิดแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มจนจบ อย่างกระบวนการงดใช้โฟม หรือการ Recycle ได้ทำพร้อมกับพัฒนานวัตกรรมด้าน Packaging ทำให้การรณรงค์เห็นถึงโทษและประโยชน์ชัดเจน รวมไปถึงสิ่งที่นำมาทดแทนครับ
*จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ใช่แค่เพียงรณรงค์การลดใช้โฟม แต่ส่งเสริมการใช้กระดาษชานอ้อยหรือ Packaging อื่นที่ปลอดภัยและย่อยสลายได้ง่ายแทนในราคาที่เท่ากัน?
**จะเกิดอะไรขึ้น หากการแยกขยะ ไม่ใช่เพียงแยกและท้ายสุดจับไปรวมกัน แต่นำไป Recycle และกลับมาเห็นได้จริง
เป็นแค่มุมมองเล็กๆ ที่ผมอยากสะท้อนในสิ่งที่เป็นไปได้ ที่จะนำกลับมาพัฒนาบ้านเมืองของเรา มันไม่จำเป็นต้องเกิดจากด้านบนเพียงอย่างเดียว แค่เพียงทุกคนเห็นว่ามันต้องเปลี่ยน และเริ่มช่วยกันเปลี่ยนทีละน้อยครับ
ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบครับ

:)
และที่สำคัญ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพเพื่อนๆไทย เพื่อนๆไต้หวัน และบุคลากรทุกท่านที่ทำให้เกิดโอกาสนี้ขึ้นครับ
