ผมเปลี่ยนไป !!!
เมื่อเปลี่ยนงาน อะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะเงินเดือน (อิอิ) เเต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะมีหลายๆ สิ่งที่เราต้องปรับตัว ในทางที่ดีนะ)
ผมชื่อเเทน เคยเป็นนักข่าวอาเซียนอยู่สถานีโทรทัศน์เเห่งหนึ่ง ปัจจุบันดำรงตำเเหน่ง Content Writer/ Editor อยู่ที่ Scale360 บริษัทฟินเทคเเละอีคอมเมิร์ซสัญชาติอังกฤษย่านอโศก ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญจากสายข่าวมาสาย startup ซึ่งเพียงอาทิตย์เเรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ ผมก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง…….ที่เข้ามาเปลี่ยนเเปลงการทำงาน เเละ ชีวิตผม 3 สิ่งด้วยกัน
- อย่างเเรกเลยคือ know-how ครับ ไอคำว่า fintech มันคืออะไรกัน? มันคืออะไรฟินๆรึปล่า? 555 ความจริงคำนี้ผมก็เคยได้ยินมาบ้างจากที่เคยทำข่าวในอาเซียน มันก็คือเทคโนโลยีการเงินนั่นเเหละ ตอนทำข่าว ผมก็เคยสัมภาษณ์คนที่ทำพวกนี้มาหลายคน ตอบดีมาก ได้รับความรู้มาเยอะเลย Fittech กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกการเงินของเรา เอาง่ายๆ คนยุคมิลเลนเนียลอย่างพวกเรา ไม่ว่าเราจะซื้อของ จ่ายเงิน โอนเงิน หรือ เรียกรถ ก็ผ่านอินเตอร์เน็ตหมด เราจะทำอะไรก็ต้องใช้ IOT (Internet of Things) เชื่อมต่อโลกออนไลน์ เเละ ออฟไลน์เข้าด้วยกัน ทำให้ธุรกิจเเบบเก่าถ้าไม่ปรับตัว ก็จะกลายเป็นพวก Disruptee หรือ สูญพันธุ์ไปในที่สุด เหลือเเต่ธนาคารใหม่ๆ ,บริษัทที่ทำด้าน block chain , cryptocurrency เเละ ธนาคารเก่าๆที่พร้อมปรับตัวเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้ เอาง่ายๆคือ เเถวนี้เถื่อน ไม่เเน่จริงอยู่ไม่ได้ 555เเต่สุดท้าย พอทำข่าวเสร็จ ผมก็กลับมานั่งถามตัวเองว่า ที่สัมๆมาอ่ะ มันเอาไปทำไรได้ฟระ??? คืองี้ครับผมมีความฝัน ว่าอยากทำ start up ไอคำที่วัยรุ่นเขาฮิตกันเเหละครับ พูดกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลย ผมก็อยากทำกับเขาบ้าง เคยคิดจะทำเเอปเช่ารถเป็นของตัวเอง ฝันไปไกลครับ เป็นพันล้านเลย เเต่ลืมคิดไปว่า เรายังไม่มีอะไรเลย ไม่ใช่เเค่เงินทุนนะครับ เเต่ประสบการณ์ด้านสตาร์ทอัพเราก็ยังเท่ากับศูนย์ เเล้วระบบการจ่ายเงินล่ะ? การออกเเบบเเอปล่ะ? การวางระบบล่ะ? การบริหารงานล่ะ? เเต่เเล้ววันหนึ่ง เสียงโทรศัพท์จาก HR ของ Scale360 ก็ดังขึ้น ผมไม่รอช้า ตอบรับการสัมภาษณ์ทันที โชคเข้าข้างผม หลังจากนั้นไม่นาน ทางบริษัทเมตตา ตอบรับการทำงาน วันเเรกที่เข้ามาทำนี่ทุกอย่างคือใหม่หมดเลยครับ มีทั้งเเผนก UX/UI (User Experience and User Interface), front-end, back-end, QA (Quality Assurance), BA (Business Analysts)…..เอาเป็นว่าเขาพูดอะไรกันนี่ภาษาเอเลี่ยนเลยก็ว่าได้ (ก็เว่อร์ไป 555) เเต่เเล้วผมก็ค่อยๆ ตีเนียน เอ้ยย ซึมซับความรู้ เเละพยายามเชื่อมโยงเเผนกเเละระบบการทำงานต่างๆ ผ่านไป 2–3 วันจึงพอเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร คือจริงๆ ผมทำด้าน content หลักๆ ก็จะเกี่ยวกับการสื่อสารทั้งภายในเเละภายนอกองค์กร เเต่ระหว่างการทำงาน ผมก็ได้เรียนรู้ ลักจำ know-how ไปด้วยในตัว บริษัทนี้ดูเเลลูกค้าทั้งด้าน e-commerce เเละ ธนาคารไร้เงินสด (Digital Banking) เเม้ผมจะไม่ได้เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ เเต่ผมก็พอจะเก็บเกี่ยวความรู้คร่าวๆ เช่น เวลามีคนให้มาเเก้คำต่างๆในเเอป ก็จะพลอยเรียนรู้ไปด้วยว่า ‘flow’ หรือขั้นตอนการทำงานของเเอปในเเต่ละหน้าต่างเป็นอย่างไร ไอที่เราเห็นเเอ๊พที่ใช้กันง่ายๆ ความจริงเเล้ว การวางระบบ flow เอาแค่ระบบการโอนเงินว่าจะใช้คำต่างๆ ในแอปว่าอะไรนี่ก็ซับซ้อนเอาเรื่องเหมือนกันนะ
2. ‘ความมีวินัย’ คือที่นี่ไม่ใช่ค่ายทหารนะครับ 555 เเต่ต้องบอกก่อนว่างานข่าวที่ผมเคยทำมาจะค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องเวลา ทำให้เราเคยตัวไปบ้าง ทีเเรกก็คิดว่า สบายเเล้วเรา ไม่ต้องออกไปทำข่าวบ่อยๆ เเต่ความจริงเเล้ว ผมกลับต้องเจอกับความท้าทายครั้งใหม่ นั่นก็คือ ความมีวินัย อดทน ตรงต่อเวลา เลิกเเถว! (เเฮ่) ไม่ขนาดน้านนน คือผมเคยชินเองเเหละ กับการเข้างานสายๆ สักบ่าย 2 (ความสามารถส่วนบุคคล ห้ามลอกเลียนเเบบ) เลยต้องปรับตัวมากกว่าคนอื่นๆ ที่การตื่นเช้าเป็นเรื่องธรรมดา เเต่ ต้องบอกเลยว่า ผมได้เปลี่ยนเเปลงการใช้ชีวิตหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น การนอนเเต่หัวค่ำ ตื่นเเต่เช้า เข้างานให้ทัน 9 (กว่าๆ) ได้เดินออกกำลังกายไปขึ้นรถใต้ดินไป-กลับตกวันละ 5 กิโล ระหว่างทางได้เห็นชีวิถีวิตยามเช้าที่ผมเเทบจะไม่เคยตื่นทัน ตั้งเเต่เรียนมหาลัย ผมก็พึ่งมารู้นะว่าคนเรามีเวลาเท่ากัน เเต่คนที่ตื่นก่อนจะได้ทำอะไรเยอะกว่าใครเพื่อนเลยล่ะ (ไม่ได้โม้)
เเต่เดี๋ยวก่อน อย่าพึ่งคิดว่าที่นี่เขาเคร่งครัดต้องสแกนนิ้วนะยืนยันการเข้าออกงานนะ เพราะที่นี่เขามีนโยบาย flexi hour คือไม่เคร่งครัดว่าต้องเข้ากี่โมง ออกกี่โมง เเต่ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ ว่าควรมาทำงานกี่โมง เเละ กลับกี่โมง ตามสถานการณ์ของงาน เเละเพื่อนร่วมงาน พูดง่ายๆ คือ โตเเล้ว รับผิดชอบตัวเองซะ! เเต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้นหรอก เรามีกิจกรรมคลายเคลียดหลังเลิกงาน ไม่ว่าจะเป็น ตีปิงปอง บอร์ดเกมส์ ตีเเบด เตะฟุตบอล ยันนวดเเก้ปวด (ต้องจองก่อนนะ)
3. สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทำงานที่นี่ คือ ‘teamwork’ ครับ ที่นี่เราทำงานเป็นทีมครับ ทุกคนมีอิสระทางความคิด ซึ่งความคิดเหล่านี้จะถูกนำมาพูดคุยกันในที่ประชุม ทั้งภายในแผนก ระหว่างแผนก ทั้งบริษัท หรือ กระทั่งต่อสายตรงไปหารือกับทีมงานที่อังกฤษ ซึ่ง เเน่นอนครับ ประชุมเยอะ ก็ต้องมีเเผนเยอะ ซึ่งไอสิ่งที่เราเสนอไป มันไม่ใช่เเค่เสนอสิครับ เพราะเราต้อง ลงมือทำ! เเต่การทำเเคมเปญต่างๆ ให้สำเร็จก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกๆ คนในทีม ตั้งเเต่น้องที่ทำกราฟฟิก เพื่อนที่คอยตัดต่องานให้ ช่างภาพ เเละที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ คุณ Gareth ไดเรคเตอร์ เเละ พี่เนม เมเนเจอร์ของทีม ที่คอยให้คำเเนะนำดีๆ (ขอค่าโฆษณาด้วยจ้า) เเละ ที่ผมชอบมากๆ คือคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ Gen Y อายุ 20–30 ดังนั้นไอเดีย เเละการสื่อสาร ก็จะเป็นเเบบคนยุคมิลเลนเนี่ยล อิสระเสรี เเบ่งปันความรู้ ร่วมพัฒนาตัวเเอ็พได้ทุกอย่าง ไม่ต้องรอให้ ‘ผู้ใหญ่’ สั่งการอย่างเดียว ซึ่งเขาก็มีกิจกรรม ‘Knowledge Sharing’ ประมาณว่า ใครมีอะไรดีๆ เจ๋งๆ ก็เอามาเเชร์กันหลังเลิกงาน โดยทั้งผู้สอน เเละผู้เข้าร่วม จะได้รับคะเเนนจิตพิสัยด้วยนะ
ออ เรายังมีการประชุม stand up ทุกเช้าด้วยนะ ผมชอบไอเดียนี้ เเทนที่จะนั่งในห้องประชุม เเต่ เราเป็นสตาร์ทอัพ เลยยืนคุยกันเป็นวลกลมกลางออฟฟิศเลย อารมณ์เเบบสามัคคีชุมนุม รอบกองไฟอะไรประมาณนั้น เเต่ละคนก็ต้องรายงานทุกคนในทีม ว่าเมื่อวานทำอะไรบ้าง เเละวันนี้เราจะทำอะไร ทำให้ทั้งทีมได้ update ให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งวันเเรกที่เข้าไปก็ยัง blank blank ไม่ค่อยรู้ว่าจะทำอะไรดี เเต่ก็พอตีเนียนทำตัวกลมกลืนไปด้วย จนหวันหลัง เริ่มหยิบปากกามาจดละว่าเราทำอะไรไปบ้าง
อีกคำที่ได้เรียนรู้จากที่นี่ คือ ‘Agile’ วันเเรกๆที่ผมมา เห็นเเต่คนยุ่งกันหมด เลยเกรงใจ ไม่กล้าถาม กะว่าจะรอให้เสร็จทีเดียวเเล้วค่อยให้เขาดู เเต่ boss บอกว่า ถามได้ตลอดเลย เพราะ Agile คือระบบการทำงานเเบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วยๆ กันปรับตรงนู้นนิด ตรงนี้หน่อย งานอาจไม่เสร็จสมบูรณ์ภายในวันเดียว เเต่หัวใจของการทำงานทึ่นี่คือ teamwork ซึ่งผมก็ว่ามันดีนะ เพราะถ้าเราต่างคนต่างทำงาน สุดท้ายก็ต้องมานั่งเเก้กัน จูนกันอยู่ดี
นอกจากการทำงานเเล้ว ที่นี่เขายังมีวัฒนธรรมการกินที่เเสนจะอบอุ่น คือที่เก่าผมใครหิวก็กิน เเต่ที่นี่เขาเดินเเถวเรียงหน้ากระดานไปกินพร้อมกันทุกวัน กินที่เดียวกัน ถึงเราจะห่อข้าวมาเอง ก็ขอเดินตามเดอะเเก๊งไปด้วย ไปไหนไปกัน! เเต่อย่าเอาไปกินร้านเขาบ่อยๆนะ เดี๋ยวป้าจะมองตาขวางเอา 555
หลายคนฝันว่าจะได้ทำงานที่ใช่ หรือ ‘dream job’ เเละคิดว่ามันต้องเป็นงานที่ ‘ถูกใจ’ เราที่สุด…. ตื่นครับตื่นนน!!! นี่มันโลกความจริงนะ ไม่มีที่ไหน perfect หรอก ต่อให้ย้ายงานไปอีกเป็นสิบที่ เเต่ถ้าเรามองกลับกัน ผมว่า ‘dream job’ มันมีอยู่ทุกที่นั่นเเหละ เพราะงานทึ่ดี คืองานที่เปลี่ยนเเปลงตัวเราในทางทึ่ดีได้ ไม่ได้หมายความว่า งานจะต้องสบายเสมอไป มีอุปสรรค ความท้าทายใหม่ๆ ให้คิดกับทีมอยู่ตลอดเวลา เเต่สิ่งที่สำคัญคือ เราได้อะไรจากการทำงาน?
เเละนี่คือ 3 สิ่งที่เปลี่ยนเเปลงชีวิตผม ที่ Scale360…
ออ เกือบลืม ประกันกลุ่มที่นี่ เอาไปเเลกตั๋วหนัง จ่ายเเค่ร้อยเดียว! ก่อนกลับก็เเวะเทอมินอลดูสักเรื่องสองเรื่อง 555 …… จบเเล้ว