3 Days 2 Nights in Berlin (Part 1 — The beginning of the journey)

สวัสดีครับ ผมและเพื่อนเป็นนิสิตฝึกงานจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเราก็ได้เลือกที่จะมาฝึกงานในเมือง Offenburg ประเทศเยอรมันนี เป็นระยะเวลา 3 เดือน

เราได้ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆมากมาย รวมถึงทั้ง Berlin ด้วย โดยทริปนี้เป็นทริปค้างคืน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) ในเมืองหลวงอันสวยงามของเยอรมันนี โดยเริ่มต้นจากจองโรงแรมผ่าน Agoda 2 คืน (คืนละ 50 EUR ต่อคน) และจองตั๋วรถไฟความเร็วสูงผ่าน Bahn (ไป-กลับ 100 EUR)โดยรวมๆแล้วประมาณ 200 EUR ต่อคน

รถไฟออกจาก Offenburg วันพฤหัสบดี ตอน 23:30โดยเส้นทางการเดินทางไป Berlin คือ

Offenburg — Karlsruhe Hbf — Mannheim Hbf — Berlin Hbf

แต่ปรากฏว่ารถไฟจาก Offenburg — Karlsruhe Hbf กลับออกช้าไป 7 นาที แต่ Bahn เค้าก็ดีตรงที่ส่งเมลล์มาเตือน แล้วแนะนำเส้นทางทางเลือก (Alternative routes) ปัญหาคือว่า ถ้ารถไฟล่าช้า เราจะไม่สามารถขึ้นรถไฟจาก Karlsruhe Hbf — Mannheim Hbf ได้ทันเวลา เพราะระยะเวลาในการต่อรถไฟ มันค่อนข้างใกล้กัน (จะทันก็ต่อเมื่ออีกขบวนล่าช้าด้วย) ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลา ตี 1 ทุกอย่างปิดหมด แม้กระทั่งออฟฟิศของสถานีรถไฟ ซึ่งเรามี 2 ตัวเลือก คือ

  1. เสี่ยงไป Karlsruhe Hbf แล้วหวังว่าอีกขบวนจะล่าช้าเหมือนกัน
  2. เลือก alternative route

ทุกทางเลือกมีผลลัพธ์ที่ต่างกันเสมอ ถ้าเราเลือกข้อ 1 แล้วปรากฏว่า อีกขบวนไม่ล่าช้า เราก็ต้องรออีกขบวนตอน ตี 5 (ซึ่งเป็น direct train ถึง Berlin ตอน 11 โมงเลย) หรือถ้าเราเลือกข้อ 2 แต่เราก็ไม่มั่นใจว่า ตั๋วที่เรามีอยู่ตอนนี้จะใช้กับขบวนอื่นได้หรือไม่ เพราะว่าได้ซื้อแบบจองที่นั่ง แย่สุดคือต้องซื้อตั๋วใหม่ (130 EUR)

เราต้องตัดสินในกันภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เป็นอะไรที่กดดันมาก สุดท้ายเราก็เลือก ข้อ 2 ซึ่งต้องนั่งกลับไป Offenburg เส้นทางรถไฟใหม่ของเราคือ

Offenburg — Frankfurt Hbf — Berlin Hbf

พอกลับมาถึง Offenburg ซึ่งเป็นที่ที่เราจากมากเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว เหมือนเริ่มต้นการเดินทางใหม่

รถไฟมาถึง ผมก็ได้ถามพนักงานตรวจตั๋วว่า รถไฟของเราล่าช้า แล้วเราเลือก alternative route เราต้องซื้อตั๋วใหม่มั้ย เค้าบอกว่า ไม่ต้อง (ไม่รู้ว่า เพราะมันเป็นนโยบาย หรือ วันนั้นคนตกรถไฟเยอะ หรือเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยวหัวดำ)

อย่างไรก็ตาม เราก็มาถึง Berlin กันแบบครบ 32 ประการ

สถานีรถไฟ Berlin

มีคนบอกว่าเป็นสถานีที่ซับซ้อน และค่อนข้างใหญ่ ซึ่งหลังจากมาถึงแล้ว บอกได้เลยว่า ใช่!!

หลังจากลงรถไฟ เราก็ไปซื้อบัตร Public transport ก่อน เป็นแบบ One day ticket คือ ใช้ได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถราง รถบัสสาธารณะ ในราคาคนละ 8 EUR/คน/วัน (รถสาธารณะที่นี่ ไม่มีคนตรวจตั๋ว แต่เราต้องเอาไปปั้ม หลังจากขึ้นรถ)

จากนั้นก็ตรงดิ่งไปโรงแรมที่จองไว้ โดยนั่ง S-Bahn ไป แล้วเดินอีก 15 นาที

ตอนจองโรงแรมก็เอะใจอยู่ว่า ทำไมราคาค่อนข้างถูก แล้วในเว็บก็เขียนว่า ห้องขนาด 45 ตร.ม. (ใหญ่ไปมั้ย) พอมาถึงจริงๆ ก็ตามที่เว็บเขียนไว้เลย ห้องค่อนข้างใหญ่

โรงแรมดูดี มีราคามาก เรามากัน 5 คนก็จองไป 2 ห้อง นอนแบบ 3 คน และ 2 คน หัวเตียงมีไฟแบบ RGB ปรับได้น่าจะหลายสี 5555

วันนี้เป็นวันแรกของทริป หลังจากจัดของในโรงแรมกันเสร็จแล้ว แล้วทุกคนก็เหนื่อยๆจากการเดินทาง เราเลยวางแผนกันว่า วันนี้ไปช็อปปิ้ง แล้วตอนเย็นก็ค่อยไปถ่ายรูปที่ Brandenburg Gate

ซึ่งโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากแหล่งช็อปปิ้ง (ตรง ดาวๆ คือที่ช็อปปิ้ง)

ที่นี่ของให้ซื้อมีค่อนข้างเยอะ ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และรองเท้า ผมและเพื่อนๆก็โดนกันไปหลายอยู่ อ้อ ข้อดีของเป็นนักท่องเที่ยวคือ ทำ Tax refund ได้ ประมาณ 12 % ของราคาสินค้า (แต่ต้องบอกทางร้านว่าขอแบบฟอร์มด้วย) แล้วค่อยไปเอาเงินคืนที่สนามบินอีกทีนึง

หลังจากช็อปปิ้งกันเสร็จ กลับมาพักที่โรงแรม แล้วออกไปหาอาหารเย็นกิน ก่อนจะนั่งบัสไป Brandenburg Gate ตอนนั้นเป็นเวลาสัก 4 ทุ่ม

บัสที่นี่ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาด หรือตกรถ ทุกๆป้ายรถบัส จะมีจอบอกอยู่ตลอดว่า สายในจะมาถึงในกี่นาที

Brandenburg Gate ตอนกลางคืนเปิดไฟสวยมาก คนถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ

Brandenburg Gate
Brandenburg Gate

หลังจากนั้น เราก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Reichstag Building ซึ่งเป็นรัฐสภา

Reichstag Building
Reichstag Building

ตรงข้ามกันรัฐสภาก็เป็น Marie-Elisabeth-Lüders-Haus ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานของรัฐบาลกลาง ตอนกลางคืนก็จะมีแสดง Multimedia wall กับฉายหนังความเป็นมาของ Germany และรัฐบาล (มั้ง คิดว่า เพราะฟังไม่ออก)

Marie-Elisabeth-Lüders-Haus
Marie-Elisabeth-Lüders-Haus

จากนั้นก็นั่งบัสกลับโรงแรม แล้ววางแผนเที่ยววันถัดไป

เราไปต่อ Part 2 กันเลยนะครับ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.