กองโบราณคดีใต้น้ำทำการขุดค้นส่วนท้ายเรือ Photo: Pongsatorn Sukhum / THAIWRECKS

[ไทย] Wreck of the 1881 steamship “FRANCIS GARNIER”

การพิสูจน์อัตลักษณ์เรือกลไฟของบริษัท Messageries Fluviales de Cochinchine ที่อับปางในอ่าวไทย

ภูมิหลัง

หลายครั้งที่เรื่องราวอันน่าทึ่งของเรือจมหลายลำในประวัติศาสตร์ ได้รับการเปิดเผยให้โลกรู้จากความบังเอิญในการค้นพบข้อมูลหรือหลักฐานเพียงแค่ชิ้นเดียว

เรื่องราวของเรือจมเกาะมันนอกก็เช่นกัน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 หลังจากได้อ่านรายงานเกี่ยวกับแหล่งเรือจมเกาะมันนอก (MN’51) ของกองโบราณคดีใต้น้ำ ผมรู้สึกสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติมเพราะรายงานนี้มีส่วนคล้ายกับข้อมูลที่ผมค้นคว้าไว้เมื่อหลายปีก่อนเกี่ยวกับเรือ FRANCIS GARNIER ซึ่งเป็นเรือกลไฟสัญชาติฝรั่งเศสที่อับปางในทะเลระยองเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ผมติดต่อไปยังอาจารย์เอิบเปรม วัชรางกูร ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำในขณะนั้นเพื่อเล่าให้ท่านฟังถึงข้อมูลที่มีอยู่และความประสงค์ที่จะขอร่วมไปดำน้ำสำรวจ ณ หมายนั้นด้วย

หลังจากเวลาผ่านไปสองปี ผมจึงได้รับโอกาสในฐานะผู้สังเกตการณ์ให้ไปร่วมดำน้ำกับกองโบราณคดีใต้น้ำที่แหล่งเรือจมเกาะมันนอก จังหวัดระยอง ในช่วงวันที่ 17–18 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เพื่อช่วยรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมในการยืนยันและพิสูจน์อัตลักษณ์เรือ โดยผมได้สรุปข้อมูลและประวัติเรือ FRANCIS GARNIER ไว้ในเอกสารนี้

ขอขอบคุณ อาจารย์เอิบเปรม วัชรางกูร อดีตผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ คุณสิร พลอยมุกดา คุณวงศกร ระโหฐาน และ จ.อ.ประเสริฐ สอนสุภาพ ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีในระหว่างการร่วมดำน้ำสำรวจแหล่งเรือจมมา ณ ที่นี้

บริษัท คมนาคมทางแม่น้ำ แห่ง อาณานิคมโคชินไชน่า

ในปี พ.ศ. 2423 Jules Rueff ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิวผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลได้ก่อตั้ง บริษัท Messageries Fluviales de Cochinchine (MF) โดยจดทะเบียนที่กรุงปารีสด้วยทุนจดทะเบียนหนึ่งล้านห้าแสนฟรังค์ เพื่อประกอบธุรกิจเดินเรือจากอาณานิคมโคชินไชน่า (Cochinchine) ขึ้นแม่น้ำโขงโดยใช้เมืองไซ่ง่อนเป็นศูนย์กลาง ต่อมาไม่นานก็ได้สัมปทานไปรษณีย์ทางเรือในลุ่มแม่น้ำโขง สัญญานี้ได้รับการต่ออายุหลายครั้งจนกลายเป็นการผูกขาดถึงสามสิบห้าปี และเป็นแหล่งเงินทุนกิจการเดินเรือของบริษัท

Jules Rueff มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสในคาบสมุทรอินโดจีน โดยได้รับผลตอบแทนเป็นธุรกิจสำรวจร่องน้ำแม่น้ำโขงและสร้างทางรถไฟเพื่อขนเรือขึ้นไปทางตอนเหนือของน้ำตกคอนพะเพ็ง เชื่อมเส้นทางระหว่างไซง่อนถึงหลวงพระบาง และยังทำรายได้จากธุรกิจเรือโดยสารพานักท่องเที่ยวไปยังนครวัด โดยช่วงปี พ.ศ. 2436 Rueff ได้มอบเรือ JEAN BAPTISTE SAY (JB SAY) ให้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพเรือฝรั่งเศส ซึ่งได้ใช้เรือลำนี้เพื่อนำร่องกองเรือรบผ่านสันดอนแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่กรุงเทพ เหตุการณ์นั้นได้ถูกจารึกว่าเป็นวิกฤตการณ์ปากน้ำ อันเป็นเหตุการณ์สำคัญของกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส ร.ศ. 112 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ในปี พ.ศ. 2457 เมื่อสัญญาสัมปทานไปรษณีย์ทางเรือเหลืออยู่เพียงปีเดียว บริษัท Messageries Fluviales de Cochinchine จำเป็นต้องปรับธุรกิจทางเรือ จึงระงับกิจการเดินเรือระหว่างไซง่อนและกรุงเทพ ใน พ.ศ. 2459 และเริ่มขายทรัพย์สินในการเดินเรือ

ต่อมา บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Compagnie Saïgonnaise de Navigation et de Transport (CSNT) ตามที่ปรากฏในสื่อโฆษณาและทะเบียนเรือ โดยเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจจากการเดินเรือเป็นการทำสวนยางพาราและไร่ยาสูบ

การขึ้นระวางเรือ

เพื่อเตรียมการสำหรับธุรกิจใหม่ บริษัท Messageries Fluviales de Cochinchine จึงสั่งต่อเรือชั้นเดียวกัน 6 ลำ จากอู่เรือของบริษัท Scott & Co. ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไคลด์ ประเทศสกอตแลนด์ ได้แก่

  • เรือ PHUOC KIEN หมายเลขประจำอู่เรือ ลำดับที่ 209
  • เรือ CANTONNAIS ลำดับที่ 210
  • เรือ JEAN DUPUIS ลำดับที่ 211
  • เรือ FRANCIS GARNIER ลำดับที่ 212
  • เรือ MOUHOT ลำดับที่ 213 และ
  • เรือ BASSAC ลำดับที่ 214

โดยการเดินทางของเรือใหม่ทั้ง 6 ลำจากแม่น้ำไคลด์ไปยังเมืองไซ่ง่อนไม่ราบรื่นนัก บริษัทฯ ต้องเสียเรือไปถึง 2 ลำ คือเรือ JEAN DUPUIS ที่อับปางลงในทะเลแดงหลังจากผ่านคลองสุเอซ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2425 และสองสัปดาห์ต่อมาเรือ BASSAC ก็อับปางทางตอนเหนือของเมืองราสกาฮ์ริบ ในวันที 23 กุมภาพันธ์

สำหรับเรือ FRANCIS GARNIER หลังจากถูกปล่อยลงน้ำในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2524 ก็ได้รับความเสียหายจากการเดินทางเช่นกัน โดยเข้ารับการซ่อมที่เมืองเอเดนหลังจากเสียใบจักรและเครื่องยนต์ชำรุด

เมื่อเรือถูกเปลี่ยนเจ้าของ

Malcolm Béranger นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ ผู้ก่อตั้ง บริษัท Malcolm Beranger & Co. เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าส่งออกสินค้าและเป็นตัวแทนจัดส่งสินค้าทางเรือ ซึ่งมีสาขาอยู่ทั้งในสิงคโปร์ ปีนัง และไซ่ง่อน ได้ซื้อเรือ FRANCIS GARNIER ในปี พ.ศ. 2461 เพื่อใช้ในเส้นทางระหว่างปีนังและภูเก็ต ต่อมาได้ย้ายเรือลำนี้มาประจำเส้นทางระหว่างกรุงเทพ จันทบูร และเกาะกง ในฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย

ในปี พ.ศ. 2463 บริษัท International Motors Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Malcolm Beranger & Co. เริ่มนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อ Citroën และ Renault โดยเป็นผู้แทนจำหน่ายเพียงผู้เดียวใน มะละกา ปีนัง สหพันธรัฐมลายู และประเทศไทย

โศกนาฏกรรมของเรือ

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2464 เวลาประมาณ 03.00 น. เรือ FRANCIS GARNIER อับปางระหว่างเดินทางฝ่าพายุจากเมืองจันทบูรเพื่อเข้ากรุงเทพ ต้นกลเรือซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตให้สัมภาษณ์ว่าตนได้แจ้งกัปตันเรือให้จอดรออยู่ที่จันทบูรเนื่องจากสภาพคลื่นลมแรงในทะเล แต่กัปตันเรือปฏิเสธ สภาพของเรือขณะนั้นไม่พร้อมที่จะเผชิญกับพายุที่เลวร้าย โดยช่องกระจกและประตูไม่ได้ถูกผนึก น้ำจึงไหลเข้าห้องเครื่องอย่างรวดเร็วทำให้เรือเริ่มเอียง กัปตันสั่งการให้แรงงานชาวจีนลงไปห้องใต้เรือเพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าที่เป็นถ่านหินและไม้ซุงแต่ไม่ทันการ เรือเริ่มจมลงจากด้านท้าย โดยมีรายงานหลังจากนั้นว่าเรืออาจมีการบรรทุกสินค้าและผู้โดยสารเกินพิกัด

ในที่สุด เรือ FRANCIS GARNIER ก็จมลงทั้งลำในบริเวณใกล้เคียงกับแนวสันดอน Loftus ใกล้เกาะมัน

เหตุการณ์นี้มีผู้รอดชีวิต 23 คน โดยเรือจุฑาธุชของบริษัทอีสต์เอเชียติกรับผู้รอดชีวิตมาจากเกาะเสม็ด 18 คน และจากจันทบูร 5 คนซึ่งรวมต้นเรือและต้นกล ลูกเรือส่วนใหญ่รอดชีวิตแต่ผู้โดยสารเสียชีวิตเกือบทั้งหมด จากรายงานข่าว ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้มีถึง 50 คนรวมคณะนักแสดงละครชาวจีน เจ้าหน้าที่บนเรือเป็นคนไทยทั้งหมดและไม่มีเจ้าหน้าที่ต่างชาติ เรือลำนี้มีใบอนุญาตบรรทุกผู้โดยสาร 35 คนและลูกเรือ 32 คน

เหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นกับเรือของบริษัทฯ

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2429 เรือ NORODOM 1 สูญหายระหว่างการเดินทางจากเมืองหมีทอไปไซ่ง่อน มีผู้เสียชีวิต 19 คน เรือลำนี้ต่อที่อู่เรือเดียวกันกับอีกหกลำแต่มีรูปแบบที่ใหญ่กว่า

เดือนเมษายน พ.ศ. 2436 เรือ MOUHOT ชนเรือรัฐบาลฝรั่งเศสจม ทำให้ข้าราชการชั้นสูง ภรรยา และคณะเสียชีวิต

เดือนธันวาคม พ.ศ. 2440 เรือ MOUHOT ชนเรือ CANTONNAIS จม

เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2460 เรือ MOUHOT ชนเรือ HEIM เสียหาย บริษัท Messageries Fluviales de Cochinchine โชคดีที่ไม่เสียเรือไปเพราะเรือ HEIM มีสินค้าเป็นวัตถุระเบิด 1,600 ลัง และชนวนระเบิดอีก 300 ลัง อยู่กลางลำในตำแหน่งที่ถูกชน

การเปรียบเทียบข้อมูลทางประวัติศาสตร์กับข้อมูลทางโบราณคดี

ในรายงานแหล่งเรือจมเกาะมันนอก (MN’51) กองโบราณคดีใต้น้ำได้ระบุข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจคือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของซากเรือโบราณ ขนาดของซากเรือ และโบราณวัตถุที่เก็บกู้ขึ้นมาได้ ข้อมูลทั้งสามประเภทรวมถึงหลักฐานเพิ่มเติมที่รวบรวมได้ระหว่างการสำรวจและขุดค้นในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ได้ถูกนำมาใช้ในการพิสูจน์อัตลักษณ์เรือ ดังนี้ :

จากข้อมูลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซากเรือโบราณลำนี้ถูกพบที่ระดับความลึก 20 เมตร ทางทิศใต้ของเกาะมัน จังหวัดระยอง ประมาณ 4 ไมล์ทะเล โดยรายงานข่าวในช่วงที่เรือ FRANCIS GARNIER อับปางมีการระบุตำแหน่งอย่างชัดเจนว่าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแนวสันดอน Loftus ใกล้เกาะมัน

จากขนาดของซากเรือที่วัดได้ มีความยาว 41.20 ม. กว้าง 6.50 ม. ส่วนขนาดเรือ FRANCIS GARNIER ที่ขึ้นทะเบียนมีความยาว 135.7 ฟุต กว้าง 19.9 ฟุต ลึก 7.2 ฟุต และมีโครงสร้างส่วนบนขนาด 39 ตัน เทียบได้เท่ากับความยาว 41.36 ม กว้าง 6.06 ม.

จากโบราณวัตถุที่เก็บกู้ขึ้นมาได้ ประกอบด้วยเหรียญกษาปณ์ของไทยรุ่นหลังสุดปี พ.ศ. 2460 ซึ่งสอดคล้องกับอายุของเรือ FRANCIS GARNIER ที่ต่อในปี พ.ศ. 2424 จนอับปางลงในปี พ.ศ. 2464 ส่วนการค้นพบเหรียญกษาปณ์ของฝรั่งเศสรุ่นปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงกับยุคล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสในสมัยนั้น

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้จากการดำน้ำสำรวจ

ในระหว่างการดำน้ำเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ผมได้ถ่ายภาพซากเรือบางส่วนอย่างละเอียด หลังจากพิจารณาวิเคราะห์ภาพถ่ายเหล่านี้ทำให้ผมต้องขอข้อมูลการวัดขนาดของซากเรือใต้น้ำเพิ่มเติม โดยมีคุณวงศกร ระโหฐาน นักโบราณคดีใต้น้ำ เป็นผู้ดำเนินการให้ ข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วย

ระบบขับเคลื่อน — พบว่าซากเรือมีหม้อไอน้ำเดี่ยว รูปทรงกระบอก โดยมีระยะห่างของแผ่นปลายหม้อไอน้ำ 240 ซม.ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในเอกสารจากอู่ต่อเรือที่ระบุว่าเรือ FRANCIS GARNIER มีหม้อไอน้ำทรงกระบอกขนาดความยาว 8 ฟุต หรือประมาณ 240 ซม.

นอกจากนี้การขุดค้นพบใบจักรเดี่ยวของซากเรือ ซึ่งปีกใบจักรหลุดออกจากดุม โดยบริเวณใกล้เคียงพบก้อนสนิม 4 กลุ่ม สอดคล้องกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ของเรือ FRANCIS GARNIER ที่ระบุว่าเรือมีใบจักรเดี่ยวหมุนขวา สี่ปีก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 ฟุต

หลักฐานการพบ Girder (Crown) Stay หากตั้งสมมุติฐานว่าชิ้นส่วนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งเดิมภายในหม้อไอน้ำส่วนหน้าซ้าย จะชี้ชัดว่าเตาเผาหม้อไอน้ำหันไปทางเครื่องยนต์ท้ายเรือ การวางแบบนี้ไม่พบบ่อยนัก แต่สอดคล้องกับตำแหน่งปล่องควันในรูปถ่าย เรือ FRANCIS GARNIER ซึ่งอาจจะต้องทำการขุดค้นหม้อไอน้ำต่อเพื่อความแน่ใจ ส่วนขนาดของก้าน Stay Rod สำหรับยึดแผ่นปลาย หม้อไอน้ำและท่อมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่วัดได้ประมาณ 2.5 นิ้วและ 3.25 นิ้ว ตามลำดับ

ช่องหน้าต่างเรือที่พบบริเวณท้ายเรืออยู่ในตำแหน่งบานเปิด สอดคล้องกับรายงานในหนังสือพิมพ์ว่าเรือ FRANCIS GARNIER ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะเผชิญกับพายุ

นอกจากหลักฐานและข้อสังเกตที่กล่าวมาข้างต้น ยังพบแกนเหล็กหลังหม้อไอน้ำที่ยื่นออกมาจากทรายในแนวดิ่ง อาจเป็นก้านหางลูกสูบ ซึ่งต้องทำการขุดค้นเพิ่มเติม

การวิเคราะห์จากภาพถ่ายโบราณ

การสืบค้นที่ผ่านมาพบว่ามีภาพถ่ายสำหรับเรือชั้นนี้เพียง 2 ภาพเท่านั้น ซึ่งก็คือภาพถ่ายของเรือ FRANCIS GARNIER ในปี พ.ศ. 2431 ส่วนภาพถ่ายของเรืออีก 5 ลำยังไม่ปรากฏที่ใด

สำหรับภาพถ่ายเรือ FRANCIS GARNIER เป็นภาพของเรือกลไฟโดยสารสองชั้นตลอดแนว มีเสาหน้า คันบูมยกสินค้าและเสาหลัง หากคำนวณระยะจากขนาด สัดส่วนของเรือและคนที่ปรากฏในภาพ ก็สามารถประมาณได้ว่าตำแหน่งของเสาหน้าอยู่ห่างจากหัวเรือ 9–10 เมตร ตามด้วยระวางหน้า ด้านหัวเรือมีกันสาดสามเหลี่ยมยาวที่ยึดด้วยเสาค้ำยาวไปถึงเสาหน้า และสมอเรือพร้อมโซ่ทั้งสองข้าง สำหรับดาดฟ้าด้านบน เชื่อมต่อกับหัวเรือและท้ายเรือ ส่วนด้านข้างมีเสาค้ำพยุงพื้นดาดฟ้าประมาณ 31 ต้นต่อข้าง

ถัดจากระวางหน้ามาทางท้ายเรือจะเป็นโครงสร้างกลางลำ หลักเดวิทสองคู่ซ้ายขวา ปล่องควัน ช่องระบายอากาศ 2 ช่อง และฝาห้องเครื่องยนต์ หลังโครงสร้างก็จะมีเสาหลังและระวางหลัง ตำแหน่งที่สังเกตได้ในบริเวณซากเรือของระวางทั้งสอง หม้อไอน้ำและเครื่องยนต์สอดคล้องกับภาพถ่ายนี้

หมายเหตุ : เอกสารสำคัญเกี่ยวกับการต่อเรืออยู่ในระหว่างสืบค้น โดยข้อมูลที่นำเสนอนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง

ข้อสรุป

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล หลักฐาน และสมมุติฐานทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ทำให้ผมมั่นใจว่าแหล่งเรือจมเกาะมันนอก คือซากเรือกลไฟ FRANCIS GARNIER ที่ต่อในประเทศสกอตแลนด์ ในปี พ.ศ. 2424 โดย Scott & Co. ตามสัญญากับ Messageries Fluviales de Cochinchine บริษัทฝรั่งเศสที่จดทะเบียนในกรุงปารีส และดำเนินกิจการในไซ่ง่อน เรือลำนี้อับปางในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2464 โดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดีที่สังเกตได้นั้น มีความสอดคล้องกันในรายละเอียดที่เพียงพอที่จะยืนยันอัตลักษณ์ของเรือที่นำเสนอ และไม่มีความขัดแย้งของข้อมูล

พงศธรณ สุขุม / THAIWRECKS