จากสวนหลังบ้าน

“รู้ได้ไงว่ามันคือยางลบก้อนเดียวกัน”

“ก็มันยางลบของเรา เราต้องรู้ดิว่านี่มันเป็นของเรา”

บรรยากาศยามเย็นในสวนหลังบ้านมักจะชวนให้ออกมาเดินเล่นอยู่ร่ำไป สีท้องฟ้าเหลืองทองเจือชมพูเข้มกำลังบอกว่าอีกสักพักพระจันทร์จะกลับมาเฉิดฉายพร้อมกับดวงดาวอีกครั้ง

ความจริงแล้วพระจันทร์ไม่เคยหายไปจากท้องฟ้า ถ้ามองดีๆจะรู้ว่าท่ามกลางเมฆหมอกและความร้อนของทุกวันพระจันทร์ยังคงปรากฎอยู่บนท้องฟ้าเช่นเดิม

ฉันชอบมองหาพระจันทร์ตอนกลางวันมากกว่ามองดูเมฆบนท้องฟ้าเสียอีก

กระถางต้นไม้หลายขนาดวางเรียงริมรั้วไม้ ดอกเฟื่องฟ้าในกระถางใหญ่ที่ตอนนี้บานเต็มต้น ดอกบานเย็นหย่อมเล็กๆที่ฉันชอบส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วสวน ทั้งหมดนี้คือพืชที่เกิดจากการดูแลเอาใจใส่ของคุณยายของฉัน ทุกเย็นท่านจะเดินชมสวนอย่างมีความสุข ผิดกับฉันที่ไม่ใช่คนมือเย็น ปลูกอะไรก็มีแต่จะตายลูกเดียว

แต่ฉันก็ชอบการเฝ้าดูต้นไม้เหล่านั้นเติบโตขึ้นทีละน้อย

อากาศในหน้าร้อนไม่ใช่สิ่งที่ฉันโปรดปรานเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะที่ตั้งของบ้านที่อยู่เคียงตึกระฟ้าทำให้ลมพัดมาไม่ถึงบ้านสวนหลังนี้ บางครั้งฉันก็สงสัยว่าถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งบ้านของฉันจะถูกรายล้อมไปด้วยตึกระฟ้าเหล่านั้นจริงๆ

หญิงชราในชุดนอนลูกไม้เปิดประตูบานเลื่อนออกมาจากห้องกระจก ฉันพลันนึกได้ว่าต้องออกไปหยิบจดหมายจากกล่องไปรษณีย์หน้าบ้าน

ประตูเหล็กสีเขียวเข้มแง้มออกส่งเสียงดังออดแอด มือควานหาซองจดหมายในกล่อง พบว่าวันนี้มีจดหมายมากเป็นพิเศษ ท่าทางจะเป็นเพราะว่าไม่ได้เก็บจดหมายมาสามวัน

แสงแดดที่สาดมาทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในมือของฉันเป็นสีส้ม ซองจดหมายทุกซองดูเหมือนจะเป็นสีเดียวกันไปหมดต่างกันแค่ขนาดและลายบนซอง

ปกติแล้วเวลาเก็บจดหมายมาฉันมักจะแยกว่าซองนี้ส่งถึงใคร เย็นนี้ก็เช่นเคย จดหมายหลายฉบับส่งให้คุณยาย บางฉบับส่งให้แม่

แต่มีอย่างหนึ่งที่บุรุษไปรษณีย์ส่งผิด เป็นโปสการ์ดแผ่นเล็กๆประทับตราไปรษณีย์ฝรั่ง เดาได้ไม่ยาก จดหมายฉบับนั้นส่งจากต่างประเทศ

พิจารณาอยู่ซักพักเลยนึกออกว่าเป็นของบ้านฝั่งตรงข้าม

ความรู้สึกประหลาดใจเกิดขึ้นแทบจะทันทีที่อ่านเลขที่บ้าน

เพราะตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านหลังนั้นเลย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่ทำความรู้จักกันเสียในฐานะเพื่อนบ้าน

คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนบ้านเรากับบ้านเขารู้จักกัน

แต่นั่นผ่านมาเกือบ40ปีแล้ว ตั้งแต่ท่านนายพลเจ้าของบ้านเสียชีวิตไปทั้งสองบ้านก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย

แล้วจะเอาอะไรกับฉันที่แม้แต่บ้านตัวเองก็แทบจะไม่มีเวลาอยู่กันเล่า?

ในละแวกเดียวกันบ้างก็บอกบ้านหลังนั้นเป็นบ้านร้าง

บ้างบอกเจ้าของบ้านสติไม่สมประกอบ

ถ้าฉันจะรู้สึกกลัวบ้านหลังนั้นตั้งแต่เด็กก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ฉันเดินออกมาจากห้องกระจกของคุณยายมาถึงหน้าบ้านอีกทีก็พบว่าโดยรอบตอนนี้โพล้เพล้ไปหมดแล้ว สองเท้าก้าวพ้นรั้วเหล็กมายังถนนหน้าบ้าน ในมือกำโปสการ์ดแผ่นเล็กไว้แน่น นี่คือทางที่ฉันเห็นทุกวันแต่ไม่เคยคิดจะเดินไป

ค่อยๆก้าวข้ามถนนอย่างระมัดระวัง กวาดสายตาไปไม่มีผู้คนขวักไขว่เหมือนตอนกลางวัน รั้วประตูเหล็กสีดำที่ฉันไม่เคยเห็นแม้เงาใดเล็ดลอดออกมาตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ฉันค่อยๆหยอดโปสการ์ดลงไปในกล่อง

โครม!

เสียงดังมาจากในรั้วนั่น ฉันถอยกลับด้วยความตกใจ หรือว่านี่จะเป็นเสียงทักทายจากเจ้าของบ้านก็ไม่อาจหาคำตอบได้

โครม!

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งและดังกว่าเดิม

ความคิด ณ ขณะนั้นมีแต่จะบอกให้ฉันรีบวิ่งกลับบ้าน ซึ่งแน่นอน ฉันสาวเท้ากลับอย่างว่องไวไม่คิดแม้แต่น้อยว่าอะไรคือที่มาของเสียงนั้น มือรีบลงกลอนประตูก่อนลดความเร็วในการเดินเมื่อเข้าถึงเขตปลอดภัย แต่ก็ไม่อาจลดความเร็วของชีพจรลงได้

เอาโปสการ์ดมาให้แผ่นเดียวถึงขั้นไล่กันเลยหรือ?

จิตที่ฟุ้งซ่านปล่อยให้ความสงสัยนั้นตกค้างอยู่จนถึงวันต่อมา

ฉันเดินออกจากบ้านเพื่อไปเรียนเหมือนทุกๆวัน

แต่วันนี้ใจสั่นเล็กน้อยเพราะติดภาพมาจากเมื่อวานนี้

จะเจออะไรอีกหรือไม่? หรือจะมาแค่ตอนเย็น?

ฉันเหลือบมองกล่องไปรษณีย์ของบ้านหลังนั้น ก่อนจะพบว่าโปสการ์ดแผ่นนั้นได้หายไปแล้ว รู้กันว่าเจ้าของบ้านได้ออกมาหยิบโปสการ์ดเป็นที่เรียบร้อย

อย่างน้อยก็รู้ว่ามีคนอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ

ไม่อยากยืนอ้อยอิ่งอยู่นานนัก ฉันรีบเดินต่อตามทางเส้นเดิมที่เดินทุกวัน

สมองยังคงประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ ความงมงายมันซ่อนอยู่ทุกช่วงอายุจริงๆ

นึกเสียดายว่าทำไมฉันไม่ตัดสินใจแอบอ่านโปสการ์ดแผ่นนั้นก่อนส่ง ในเมื่อฉันอยากรู้ว่าเจ้าของบ้านเป็นใคร เป็นคนยังไง และแอบอ่านไปเจ้าของบ้านก็ไม่มีวันรู้ว่ามันผ่านการแอบอ่านมาแล้ว

เสียงโครมเมื่อเย็นนั้นอาจจะเป็นเสียงผลมะม่วงตกจากต้นก็เป็นได้

เจ้าของบ้านเสียสติอย่างที่ชาวบ้านว่าจริงหรือไม่ ฉันไม่ได้หาคำตอบ

เพราะเรามักจะอยู่กับสิ่งที่เราเชื่อ

การเรียนรู้ใหม่เลยไม่เกิดขึ้นเพราะความเชื่อเดิมขังเราไว้ตรงนั้น

อาจมีคนกำลังมองฉันเหมือนที่ฉันมองบ้านหลังนั้นก็เป็นได้

ฉันเดินต่อไปช้าๆ ช้ากว่าที่เดินทุกวัน ปล่อยให้คำถามใหม่ๆเกิดขึ้นระหว่างเดินผ่านบ้านหลังนั้น

“สรุปแกว่ายางลบนั้นใช่ก้อนเดียวกันมั้ย?”

“แกคิดว่ายังไงล่ะ?”

“ฉันว่ามันเป็นก้อนเดียวกันนะ”

“ฉันว่ามันอาจจะไม่ใช่ก้อนเดียวกันก็ได้นะ”

“วันก่อนยังตอบว่าก้อนเดียวกันอยู่เลย”

“วันนั้นใช่ แต่วันนี้คิดว่าไม่ใช่แล้ว”

____

โง่ๆเลย คิดชื่อเรื่องไม่ออกเลยเลือกคำว่าจากสวนหลังบ้าน

ไป กลับไปทำงานต่อได้แล้วณัชชา โง้ยยยย

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.