ข้อนี้ห้องเรียนไม่ได้สอน

เรากำลังอ่านบทความ20หน้ามหากาพย์เพื่อไปสอบปลายภาคในวันพรุ่งนี้สารภาพกันตามตรง กลัวมากว่าจะทำไม่ได้ เทอมนี้จะเกรดพังอีกไม่ได้

ห้ามพัง..ลูกอ๊อดจะมาแพ้ที่นี่ไม่ได้ ลูกอ๊อดนี่ไม่ใช่ตัวอ่อนของกบ แต่พ่อเราชื่ออ๊อด…

ทั้งชีวิตกลัวสุดอย่างเดียว กลัวโตมาแล้วเสียชื่อพ่อ

ไม่รู้จะอธิบายยังไงถ้าใครถามว่าพ่อทำอะไร

เราตอบได้แค่ว่า พ่อคือหนึ่งในคนที่ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จ

บอกไม่ถูกว่าการเห็นคนทำตามความฝันที่เขาเคยพูดตอนเรายังเด็กๆสำเร็จนี่มันเป็นยังไง แต่พลังงาน ณ ตรงนั้นมันเต็มเปี่ยมในความทรงจำเรามาก

น่าเสียดาย ลูกอ๊อดคนนี้มีความฝันแต่ไฟไม่แรงพอ ถึงได้มานั่งหน้างออยู่หน้าจอโน๊ตบุ๊คร้อนฉ่าอยู่ ณ ตอนนี้ไงล่ะ

วันนี้ลูกอ๊อดเพิ่งบ่นกับพ่ออ๊อดไปว่าพรุ่งนี้จะสอบแล้ว เขาจะถามอะไรไม่รู้ เราจะเขียนได้มั้ยไม่รู้ เขียนก็ไม่เก่ง เรียนก็ไม่รู้เรื่อง งานยังเยอะอีก อะไรไม่รู้

สิ่งที่เราพูดกับพ่อวันนี้ทำให้เรานึกถึงครั้งล่าสุดที่เราบ่นกับพ่อเรื่องเรียน

มันคือเมื่อ13–14ปีที่แล้ว…ใช่… ตอนนั้นยังเด็กมาก

เด็กน้อยที่ร้องไห้เพราะทำการบ้านผิด…เขียนคำว่าBat เป็นคำว่าDat จำความรู้สึกนั้นได้ดีเราเกลียดวิชาภาษาอังกฤษมากเพราะมันทำให้เราตอบคำถามผิด

‘เป็นถึงลูกด๊อกเตอร์ ทำไมโง่ได้ขนาดนี้’

คลับคล้ายคลับคลาว่าวันนั้นเป็นวันหยุดตอนเย็นๆ พรุ่งนี้วันจันทร์แล้วต้องไปโรงเรียน เด็กน้อยยังคงร้องไห้ลั่นบ้านด้วยความโมโหที่ทำการบ้านผิด

พ่อเดินมา จูงมือเด็กน้อยกลับเข้าไปในห้องอ่านหนังสือที่มีโต๊ะไม้ตัวจิ๋วกับสมุดการบ้านที่เขรอะไปด้วยรอยดินสอปนกับคราบน้ำตาของเด็กน้อย

พ่อบอกว่า “ใจเย็นๆ ไหนยางลบอยู่ไหนลูก มา ค่อยๆลบ เรามาเริ่มเรียนกันใหม่นะ…”

ความจริงแล้วความผิด ณ ตอนนั้นมันเล็กน้อยมาก ก็แค่แยกตัวBกับDพิมพ์เล็กไม่ออก แค่นั้นเอง แต่ตั้งแต่วันนั้น เด็กน้อยก็ชอบเรียนภาษาอังกฤษมาโดยตลอด มีงานแข่งอะไรเด็กน้อยก็ไป เป็นวิชาที่ชอบที่สุดไปแล้ว

เด็กน้อยโตขึ้นเป็นลูกอ๊อดที่ตอนนี้ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าอาวุธของตัวเองคืออะไร ตอบได้แต่ว่าจุดอ่อนเราอยู่ตรงไหน ตรงไหนไม่ดี ตรงไหนไม่เก่ง

ตอบไม่ได้เลย ว่าเก่งเรื่องไหน

ตั้งแต่โตมาเราไม่เคยไม่อ่านหนังสือช่วงสอบเลย ต่อให้มันจะเป็นวิชาที่เกลียด แต่สุดท้ายจะพยายามทำคะแนนให้ได้ปานกลางจนถึงดี

เราคิดแค่ว่าเราจะให้พ่อรู้ไม่ได้ว่าเราได้คะแนนไม่ดี และถ้าทั้งโลกจะรู้ว่าเราเรียนไม่ดี งั้นก็อย่ารู้ดีกว่าว่าเป็นลูกใคร อายเขาซะเปล่า

ทุกก้าวของเรามันควรจะเป๊ะเหมือนพ่อสิ ไม่ใช่มาล้มไม่เป็นท่า

ไม่ได้รางวัล ก็ไม่บอก

ไม่ติด1ใน3 อย่าหวังว่าจะได้ยิน

คัดนักแสดงไม่ติด ก็จะไม่บอกด้วยซ้ำว่าเคยไปคัด

แอบร้องไห้เงียบๆแล้วทำเหมือนวันนี้ไปดูเขาคัดนักแสดงเฉยๆ

อะไรที่เรียกว่าความล้มเหลวเนี่ย ไม่มีทางเข้าหูพ่อ อ่อนหัด

ความคาดหวังที่ทุกคนมาพาดบ่าไว้ มันเอาออกยากเหลือเกิน

แต่ต่อให้คนทั้งโลกจะบอกว่าเราห่วยแค่ไหน สุดท้ายเขาจะเป็นคนที่ภาคภูมิใจในทุกก้าวที่เราเดินเสมอ เป็นเราเองต่างหากที่ทะนงตนต่อการล้ม

พ่อเคยบอกว่า “คนเราพลาดบ้างก็ได้ เราจะได้มีบทเรียน”

สงสัยว่าลูกอ๊อดกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้สินะ เรียนรู้หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน

“เรียนรู้ เพื่อให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง”

วันนี้เราบ่นเรื่องเรียนให้พ่อฟังเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต ชีทยาว10หน้ายกรวม20หน้าหนังสือวางอยู่ตรงหน้าพร้อมกับสมองอันว่างเปล่าของเรา คิดอะไรไม่ออกกับคีย์เวิร์ดทั้งเรื่อง พ่อเปิดประตูเข้ามาถามเรื่องสอบเหมือนเคย เราก็ตอบไปว่าพรุ่งนี้สอบไฟนอลอีกวิชานะ วิชานี้เขียนทั้งชั่วโมงแน่ๆ เรียนหลายแบบ เขียนหลายแบบ เราเขียนไม่เก่ง รอดมั้ยก็ไม่รู้

ไม่มีคำติออกมาจากปากแม้แต่น้อย พ่อเพียงแต่ยิ้มและหัวเราะ เราแปลกใจที่พ่อไม่เข้มงวด หรือเขาจะหมดหวังกับลูกคนนี้ไปแล้วนะ

เราบอกพ่อว่า “มันเยอะไปหมด เค้าจะให้เราเขียนอะไร ก็ไม่รู้”

พ่อบอกว่า
“ของแบบนี้มันต้องลองดู เอ้า ลองดูก็ได้!”
แล้วพ่อก็อารมณ์ดีเดินออกจากห้องทำงานไป

เรายังคงนั่งอยู่หน้าโน๊ตบุ๊คเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม

มันก็จริงอย่างที่พ่อบอกแหละ “ลองดูก็ได้”

ถ้าเราลอง มันอาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ แต่มันไม่สำคัญหรอก

ทุกอย่างมันจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับว่า เราเลือกที่จะลองรึเปล่า

สู้กับมันก่อน เราอาจจะได้ร้องไห้ทั้งรอยยิ้มถ้าเกิดมันออกมาไม่ดี

มันจะเป็นรอยยิ้มของความภูมิใจที่ได้ลอง

เอาล่ะ เรามาลองสู้กันซักตั้งดีกว่า

A single golf clap? Or a long standing ovation?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.