สรุปสิ่งที่ได้จากงาน:

Foundations of UX Research: How to bootstrap it for your startup @ punspace

พอดีได้มีโอกาสไปนั่งฟัง Mr. Ben Kim (เขียนอย่างงี้มั้ง) ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ในการศึกษาถึง UX Research แต่ดันเป็นเสียง Sound track ฟังออกบ้างและไม่ออกบ้างเพราะมัวแต่ก้มหน้าพิมพ์ใส่โทรศัพท์ (สงสัยต้องหาตังซื้อ Note 5 สินะ)

แต่ละเซตชั่นถูกแบ่งออกเป็น 3 เซตชั่นคือ

  1. Basic of UX Research
  2. Customer observation
  3. User personas and usability testing

เริ่มมาก็พูดกันถึงเรื่องการโฟกัสว่าเราควรจะทำ Product ของเรายังไงให้น่าสนใจ(อันนี้ก็ต้องให้ความสำคัญเพราะว่าถ้าไม่น่าสนใจละใครจะใช้ฟร่ะ) ถัดมาก็มาพูดถึงการใช้เวลาไปกับการปรับเปลี่ยนหน้าจอการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานของผู้ใช้โดยตรง (เค้า estimate มาบอกว่า “มากกว่า 50%” ที่เราต้องเสียไปกับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงนะจ๊ะ) ถัดมาอันนี้น่าจะพีคหน่อยเพราะเกี่ยวกับการ “make money” อย่างที่ว่าอีกนั่นละ ของดีคนอื่นเค้าก็ใช้ลองดูนี่สิ www.mailchimp.com และสุดท้ายของหัวข้อเริ่มต้นคือ

“Customer loyalty”

ประโยคนี้ละที่จะทำให้งานของเราอยู่รอดและสามารถหากะตังกับมันได้ ถ้าตามที่ตาเบน เค้าเล่ามาเค้าจะยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับตลาดของ e-Commerce เพราะจะเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด (หน้าเว็บสวยใช่ว่าจะขายดีเสมอไป) ยกตัวอย่างเช่นหน้าเว็บ store ของ apple มันสื่อสารอะไรมากกว่าคำว่า product จริงไหม สาวก?) เพราะประโยคที่ Quote ไว้มันจะทำให้เกิดลัทธิขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้/ลูกค้ากลับมาใช้ผลิตภัณฑ์จากเรา

อันหลังๆจะเริ่มไม่ค่อยได้ตังใจฟังละเพราะเริ่มง่วงขอยกหน้าสไลด์มาแปะก่อนละกัน

The Value of UX Reserch

  • Find pattern and prioritize user desires
  • Help focus the product development team
  • Reduce development costs (ชอบประโยคนี้จริงๆ กล่าวคือเสร็จไวได้ตังเพิ่ม *มั้งง)
  • Create a better product

Note: เนื้อหาที่พูดในหัวข้อนี้จะพูดถึงวิธีการสื่อสารกับผู้ใช้เพื่อให้ product มี quality ที่สูงขึ้น และมี design ที่ดีขึ้น แต่จะมีสิ่งที่เน้นย้ำกันจริงๆคือ

What’s the product quality? Please find with user.

มี keyword อีกหนึ่งคำเดี๋ยวค่อยไปหาเพิ่มคือ “Contextual inquiry” ง่วงฟังไม่ออกเบลอ จากนั้นตาเบน ก็ปล่อยประโยคเด็ดดออกมาฟังละสะดุ้งไป 10 สเต็ปป คือ

Talk to one user……. start jumping to a solution.
Talk to five+ users… start understanding the problem.

ชัดไหมครับ ชัดจริง ๆ ภาพมันลอยขึ้นมาประดุจบัวพ้นน้ำ (ไหมม) จากนั้นก็มาพูดถึงเรื่อง

Focus your team with User personas

หัวข้อนี้ง่วงจริงไรจริง จดได้มาประโยคนึงคือ “Fact” เดี๋ยว note ไว้ไปหาเพิ่มเติมแต่จริงๆ แล้วเราต้องแตกประเดนของคำว่า “User personas” ให้ได้เสียก่อน

จากนั้นก็ยก model มาหนึ่งตัวที่มีชื่อว่า Kano model แถมภาพ

จากที่ตื่นแบบเบลอๆ ก็จับใจความมาได้ว่าให้เราตั้งพื้นฐานของ feature ไว้ที่ Basic expectations เนื่องจากจะเป็นช่วงที่เราจะต้องทำการ interview กับผู้ใช้เพื่อให้ได้ Basic feature ขึ้นมา จะดีหรือจะร้ายยังไงก็ต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ แต่ยังไงแล้ว ผู้ใช้/ลูกค้าก็ยังมองแค่ว่ามันเป็น Basic เปรียบเทียบกับ Gmail ถ้าผู้ใช้กดปุ่ม send มันก็แค่ส่ง email ออกจาก draft เพียงเท่านั้นไม่ได้ทำให้มัน ว้าาาาว เลยสินะ ส่วนหัวข้อสุดท้าย ก็น่าจะตรงตัวกับประโยคที่ว่า “Reduce business cost” (ของมันแน่อยู่แล้วละ) ยังไงแล้วอย่าลืมไปหาต่อกับคำว่า “Kano model”

มาถึงหัวข้อสุดท้ายแล้วคือ

Usability testing and interview

หัวข้อนี้ก็เข้าสู่ขั้นเบลอแล้ว ดูหัวข้อสไลด์ละกัน

Usability testing

  • Come with a game plan, don’t “wing it” (ในที่นี้หมายถึงอย่าไปหนีปัญหาใช่หรือเปล่าหว่า)
  • Create specific tasks
  • Remove your bias
  • Listen

ละก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า

UX stands for USER Experience, not “Use Your” Experience

สรุปสุดท้ายของสุดท้ายบาง keyword ที่อยู่ใน content นี้อาจจะต้องหาเพิ่มนิดหน่อยนะครับเพราะคนเขียนง่วง ใครสงสัยหรืองงอะไรก็ตามหาเค้าใน อินตาแกรมละกันนะครับ _BenKip ขอบคุณเฮียมากที่เฮียบินมาพูดในวันนี้ดูสีท่าก็ไม่ได้นอนเหมือนกันตาดำเชียว :P เนื้อหาเบื้องต้นผิดถูกยังไงต้องขออภัยด้วยด้วยนะครับ แนะนำได้ขอบคุณครับผม

Reference:

Kano model : http://baymard.com/blog/kano-model

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.