หยอดเมล็ดกันอย่างสนุกสนาน

แชร์ประสบการณ์ เรียนปลูกผักและฟาร์มออแกนิกส์ ที่ Harmonylife (วันที่ 2)

สถานที่ : ฮาร์โมนี ฟาร์ม ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แผนที่
เวลา : 22–23 มกราคม 2559

วันที่สองผมตื่นแต่เช้า มีโอกาสได้นั่งคุยแกล้มอาหารเช้าเบาๆกับเพื่อนร่วมเวิร์กช็อปที่บังเอิญพักที่เดียวกัน แล้วขับรถเข้าไปเรียนวันที่สองด้วยความสดชื่น

วันนี้ทุกคนมากันก่อนเวลา 15 นาทีเพื่อป้องกันการมาสาย(เมื่อวานเริ่มช้าไป 20 นาที) เพราะเมื่อวานลุงโชกำชับมั่นเหมาะให้มากันตรงเวลา ตามสไตล์ญี่ปุ่น อดนึกไม่ได้ว่าการทำงานในฟาร์มต้องเป็นระบบมากแน่ๆ

มาวางผังไร่กันเถอะ

เรื่องสำคัญวันนี้ก็คือการวางผังของไร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงก่อน ที่ฮาร์โมนี่มีการวาผังโดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ 17 ปีที่ผ่านมายังสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ถ้าวางผังไม่ดีแล้วมาแก้ทีหลังจะเป็นเรื่องยากและอาจเสียค่าใช้จ่ายมากอีกด้วย

ระบบน้ำถือเป็นกระดูกสันหลังของการทำเกษตร ผักและข้าวนั้นใช้น้ำมาก ส่วนผลไม้และสมุนไพรไม่มากเท่าไร ต้นน้ำต้องมีการเลือกให้ดีเพราะการขอใบรับรองออแกนิคเขาต้องตรวจสอบแหล่งน้ำด้วย ห้ามตรวจพบสารเจือปนเป็นอันขาด การใช้แหล่งน้ำร่วมกับคนอื่นจึงเป็นเรื่องยาก

แผนผังไร่ฮาร์โมนี

จากภาพวาดแผนผังจะเห็นได้ว่าที่ดินที่นี้จะมีคลองเล็กๆ ไหลผ่านกลางพื้นที่ ลุงโชเล่าว่า คนส่วนใหญ่นิยมเลือกจุดต่ำสุดในการทำบ่อน้ำ แต่อันที่จริงควรจะเป็นจุดที่สูงที่สุดเพื่อให้แรงโน้มถ่วงช่วยลดกำลังไฟฟ้าในการสูบไปฉีดเลี้ยงพืชผักทั้งไร่ ที่นี่ใช่น้ำบาดาลที่ลึกลงไป 150 เมตรเพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ แต่จริงๆ 30 เมตรก็ได้แล้ว

ส่วนท่อก็ควรเลือกที่หนาและแข็งแรง เพราะการวางท่อ ต้องทีการฝังลงในดิน ถ้าเกิดแตกขึ้นมาก็เป็นเรื่องใหญ่ ลงทุนเลือกท่อดีๆก็จะขจัดปัญหาปวดหัวไปได้มาก ที่นี่ลงทุนเรื่องท่ออย่างเดียวก็ 4 ล้านบาทแล้ว แต่ก็ใช้มาร่วม 17 ปียังไม่มีปัญหา

นอกจากมีน้ำพอแล้วก็ต้องอย่าลืมขุดร่องระบายน้ำตลอดแนวด้วยนะ

ท่อและวาล์วน้ำที่ต่อกับสปริงเคิล ที่วางพาดร่องระบายน่ำ

สูตรลับไล่แมลง

ลุงโชให้น้องนักศึกษาฝึกงานหยิบถาดอุปกรณ์ที่จะใช้สาธิตมาจากหลังห้อง น้องฝึกงานนี่มาจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลา ผมก็นึกอิจฉาน้องๆ อยู่เหมือนกันที่ได้มาเรียนรู้จากที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา (แก่แล้วว่างั้น!)

วันนี้ก็ถึงคราวของน้ำยาที่ใช้ไล่แมลง ชื่อว่า “สุโตจู้” (Sutochu) ซึ่งลุงโชใช้ในการไร่แมลงในไร่มาแล้วได้ผล แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้วเพราะไม่มีแมลง มีคนถามว่าแล้วหนูล่ะ ลุงตอบว่าคนงานจัดการเรียบ ส่วนนกที่ชอบมากินข้าว ก็ปลูกข้าวไว้ 4 แปลง ทุกปีนกจะกินแค่แปลงเดียวเท่านั้น ก็ถือว่าปลูกแล้วก็แบ่งสัตว์กินไปด้วย อย่าคิดว่าต้องเป็นของเราทั้งหมดอย่างเดียว การทำไร่ทำสวนก็ต้องสร้างระบบนิเวศที่ดีขึ้นมาด้วย

สาธิตการทำสารสกัดสุโตจู้ (Sutochu)
สุโตจู้ออกมาหน้าตาแบบนี้
ลุงบอกว่ากินกับก๋วยเตี๋ยวอร่อยมาก กลิ่นมันได้นะ ไว้ลองคราวหน้า

ปลูก เก็บเมล็ด…แล้วก็ปลูก

กลับมาในถาด มีมะละกองอมๆ หนึ่งลูก ลุงเลาะเมล็ดออกมา หยอด EM แล้วให้ทิ้งไว้สองวัน บางทีอาจเกิดราสีขาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ต่อมาก็เอาออกมาตากแดดครึ่งวัน แล้วเอามาตากในที่ร่มให้แห้ง เก็บในภาชนะไม่ให้อากาศเข้า แล้วจัดการเอาใส่ตู้เย็นเป็นอันเสร็จพิธี

เลาะเมล็ดมาลงชาม

ปลูกผักยังไง

ก่อนจะเริ่มเรื่องปลูกผักขอสรุปสารอาหารในปุ๋ยที่เรามีก่อน 
ปุ๋ยหมัก N P K 
ปุ๋ยโปกาชิ N P K
ปุ๋ยน้ำ N P K (P และ K สูงกว่าปุ๋ยหมัก)
*ตัวหนาคือมีสารอาหารนั้นสูง

ผักใบ

ต้องปลูกแบบยกร่อง กว้าง 80 ซม. เพื่อให้เอื้อมไปถอนหญ้าได้สะดวก เว้นระยะห่างของต้นกล้าประมาณ 20 หรือ 30–40 ซม. ขึ้นกับขนาดของผัก ไม่ต้องใช้พลาสติกคลุมเพราะบ้านเราร้อนอยู่แล้ว และทำให้เกิดขย การปลูกผักใบให้ใช้ปุ๋ยทั้ง 3 ชนิดเลย แต่สัดส่วนของผักกินปุ๋ยมากและน้อยต่างกัน

ผักใบกินปุ๋ยน้อย
เช่น คะน้า ปวยเล้ง ผักสลัด ผักชี กวางตุ้ง ต้นหอม ผักบุ้ง กระเพรา โหระพา ขึ้นฉ่าย หอมใหญ่

ปุ๋ยหมัก 1 กก. / 1 ตรม.
ปุ๋ยโปกาชิ 200 ก. / 1 ตรม.
ปุ๋ยน้ำ ผสม 500 เท่า ฉีดให้ทั่ว

หมายเหตุ: ปวยเล้งต้องให้ดินมี pH 6.5 และให้หยอดเมล็ดลงแปลงหลังรดน้ำชุ่มแล้วเลย ส่วนผักอื่นๆ ให้เพราะเมล็ดก่อน

ผักใบกินปุ๋ยมาก
เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี บรอคโคลี่ ดอกกะหล่ำ ผักกลุ่มนี้ต้องมีสารอาหารพร้อมตั้งแต่เริ่มปลูกเลย

ปุ๋ยหมัก 2 กก. / 1 ตรม.
ปุ๋ยโปกาชิ 300 ก. / 1 ตรม.
ปุ๋ยน้ำ ผสม 500 เท่า ฉีดให้ทั่ว

หมายเหตุ: กะหล่ำปลีต้องให้บานใหญ่เลย ถ้าไม่ใหญ่แสดงว่าอาหารไม่พอและไม่โดนแดด ตอนจะห่อต้องมีปุ๋ยพอ ให้เติม ปุ๋ยหมัก 1 กก. / 1 ตรม. และปุ๋ยโปกาชิ 200 ก. / 1 ตรม.

ผักหัว

แครอท ไชเท้า กระเทียม ขิง ข่า กระชาย 
เป็นผักที่ N มากจะไม่ดีโดยพื้นฐานจึงใช้แค่ปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมัก 1 กก. / 1 ตรม.
( กรณีดินไม่ดี ให้เพิ่มปุ๋ยโปกาชิ 200 ก. / 1 ตรม. หรือเพื่มปุ๋ยหมักอีก 1 กก. / 1 ตรม.)
ฉีด EM(NM-1) 500 เท่า

สำหรับผักประเภทนี้ถ้าดินดีเกินไปจะปลูกไม่ขึ้น ให้เลือกจุดที่ดินดีน้อยที่สุดเพื่อปลูก

หมายเหตุ: แครอทกับใช้เท้า ห้ามเพาะในถาด ต้องหยอดลงหลุมไปเลย เพราะรากต้องตรงดิ่งลงมาเลย สำหรับเมล็ดที่เล็กมากให้หยอดไปก่อนแล้วค่อยแยกออกตอนเป็นหัวแล้ว ได้เป็น Baby Carrot เมื่อถอนแล้วให้เติมปุ๋ยหมัก 1 กก. / 1 ตรม. ถ้าโตไม่ดีก็ให้ปุ๋ยเพิ่มอีกครั้ง

ใช้เท้า ปลูกห่างกัน 25–30 ซม. ยิ่งอากาศหนาว หัวยิ่งใหญ่

กระเทียม เขตร้อนปลูกไม่ขึ้น

หัวมัน รอให้งอกตุ่มออกมาแล้วค่อยเพาะ

ขิง ข่า กระชาย ต้องอยู่ในเขตอากาศเย็น แต่ก่อนที่ไร่ก็ปลูกไม่ได้ เพาะโดยใช้ขิงแก่ ที่มีตุ่มเป็นแง่งออกมาปลูกต่อ โดยใช้ขึ้เถ้าโรยตรงรอยแผล แล้วตากแดดให้แห้ง (ใช้ปุ๋ยหมัก 2 กก. / 1 ตรม.) ห่างกัน 40 ซม. ขิงชอบน้ำมากกว่าข่า พอปลูกไปซักพักแง่งจะดันตัวขึ้น ให้กลบดินลงไปอีก ขิงออแกนิกปลูกยากมาก ถ้าปลูกได้เก่งมาลุงบอก

ผักกินผล

มะเขือ มะเขือเทศ ฟักทอง มะนาว บวบ ฟัก มะระ แตงกวา

ปุ๋ยหมัก 2 กก. / 1 ตรม.
ปุ๋ยโปกาชิ 200 ก. / 1 ตรม.
ปุ๋ยน้ำ ผสม 500 เท่า ฉีดให้ทั่ว
เติมทุก 10 วัน
ปุ๋ยหมัก 1 กก. / 1 ตรม.
ปุ๋ยโปกาชิ 100 ก. / 1 ตรม.

หมายเหตุ
มะเขือม่วง ต้องเพาะกล้าให้ได้ 4–5 ใบ แล้วค่อยย้ายลงดิน ปลูกได้ 1 แถว ห่างกัน 60 ซม. เมื่อลูกแรกโตได้ 2–3 ซม. ให้เด็ดออก เพราะตอนนี้มีฮอร์โมนเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกใหญ่ ถ้าไม่เอาลูกแรกออก ต้นจะไม่โต ลูกที่สองเป็นต้นไปให้เก็บไว้ แล้วตัดให้เหลือ 3 กิ่ง ถ้าเลี้ยงดีๆ อยู่ได้ถึง 3 ปี ถ้าออกลูกเหนื่อย ใบน้อย ดอกน้อย ต้องให้พักผ่อน ให้ตัดเหลือ 3 กิ่งเล็ก

ตัดสามกิ่งออก

มะเขือเทศ ต้องเพาะกล้าให้ได้สูงซัก 25–30 ซม. ก็ลงปลูกได้สองแถว ให้ห่างกัน 40 ซม. มะเขือเทศกินปุ๋ยน้อยกว่ามะเขือม่วง อย่าลืมทำเสาสูงประมาณ 2 เมตรให้ต้นเกาะด้วย มีเทคนิคการผูกต้นกับเสา คือ ต้องผูกให้ไม่แน่นจนเกินไป โดยผูกเป็น เลข 8 เพื่อให้ยืดหยุ่น มีพื้นที่พอให้ลำต้นขยับ ลูกจะออกเยอะ ระหว่างปลูกต้องใช้มีดตัดแขนงออกเพื่อไม่ให้บ้าใบ ถ้ายังอ่อนก็เด็ดเอาแต่ห้ามใช้กรรไกรเพราะจะติดเชื้อ เป็นงานยุ่งยากแต่ต้องทำ ถ้าเลี้ยงต้นดีๆ จะได้ 100–2 — ลูกเล็ก ใส่ปุ๋ยทุกๆ 10 วัน

แปลงมะเขือเทศ
เด็ดกินเรียบ

แตงกวา เพาะกล้าใส่ปุ๋ยเหมือนกัน แตงกวาญี่ปุ่นปลูกยากกว่า ต้องทำเสาและตาข่าย ต้องตัด 5 แขนงแรกและ 5 ดอกแรกออก ถ้าไม่ตัดจะไม่งาม การตัดแขนงให้นับใบที่สามจากปลายแล้วตัด เมื่อสูงถึง 160 ซม. ให้ต้ดยอดทิ้ง

หลังจากนั้นเราก็พักทานอาหารเที่ยงแล้วลงแปลงเพื่อสาธิตการปลูกผัก

ลุงโชนั่งหยอดไปด้วย
เสร็จแล้วก็รดน้ำให้ชุ่ม

เตรียมแปลงสำหรับปลูกผักใบ ช่วยกันโรยปุ๋ยหมัก โปกาชิ แล้วฉีดปุ๋ยน้ำ ที่เตรียมมาเมื่อเช้า ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไรครับ ถ้าเราเตรียมปุ๋ยให้เป็นสัดส่วนพร้อมใช้งานอยู่แล้ว แถวหนึ่งก็ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที แต่ที่อาจจะยากหน่อยคือตอนถอนหญ้าครับ เพราะหญ้าเหนี่ยวมากไม่ใช่ดึงหลุดกันง่ายๆ เมื่อเตรียมเสร็จก็ได้โอกาสปักกล้าผักสลัดกันคนละกำ ไม่รู้ว่าจะรอดซักกี่ต้นอิอิ

ฉีดปุ๋ยน้ำให้ชุ่ม กลิ่นเหมือนน้ำปลาจางๆ
รถที่บรรจุปุ๋ยน้ำปลาเจือจางพร้อมฉีด
ถอนหญ้า
ระหว่างลงแปลงมีแสงส่องลงมาสวยดีครับ
สภาพรองเท้าหลังกลับจากโคราช

รองเท้าที่ใส่ไปเป็นรองเท้าผ้าใบ พอเสร็จอบรมก็เต็มไปด้วยดินเลยครับ ถ้ามีรองเท้าบูทก็ให้เตรียมมากันหน่อยครับ น้องบางคนรองเท้าผ้าใบสีขาว ไม่อยากจะคิดตอนซัก 555

ถ่ายภาพคู่กับลุงซะหน่อยครับ
ลายเซ็นลุงโช เป็นรูปปลาแซลมอนซะด้วย

แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้มาเวิร์กชอปแล้วออกไปเป็นลุงโชได้ทุกคน แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดวิชา ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่มีต่อโลก และหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ถ้าเราคิดให้กว้างออกจากตัวเองเข้าไว้ ยิ่งกว้างมากเท่าไร ความคิดเราก็จะกลมขึ้น เป็นความคิดที่เป็นประโยชน์และสร้างผลกระทบได้มาก แน่นอนลุงโชใช้เวลากว่า 17 ปีจนมาถึงจุดนี้ ถ้าไม่ได้มีภาพที่ใหญ่พอที่จะหล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจ ก็คงไม่อาจทำได้ถึงวันนี้แน่ครับ

ถือเป็นสองวันที่คุ้มค่า ได้ทั้งความรู้และเพื่อนใหม่ๆ ถ้าใครสนใจก็ลองติดต่อไปที่ Harmony Life นะครับ เขามีจัดเป็นประจำอยู่แล้ว หรือมาคุยกันที่ facebook ผมก็ได้ครับ ฝากรูปสุดท้าย พระอาทิตย์กำลังตกตอนที่ขับรถออกมาจากที่ไร่ครับ

อ่าน แชร์ประสบการณ์ เรียนปลูกผักและฟาร์มออแกนิกส์ ที่ Harmonylife (วันที่ 1)

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Thiti Luang’s story.