ตรวจสุขภาพทางกายภาพบำบัดในนักวิ่ง

ขอเกริ่นก่อนว่าก่อนหน้านี้เคยอ่านการตรวจอะไรแบบนี้เจอจากหลายเว็บแล้วมีความรู้สึกว่าน่าสนใจ แต่แบบด้วยราคาก็เลยยังชั่งใจอยู่

พอรอบนี้มีพี่ในแก๊งวิ่งชวนไปบวกกับตัวเราเริ่มวิ่งจริงจังขึ้น แล้วชอบมีปัญหาอยู่หลายเรื่องโดยเฉพาะ HR สูงเวอร์มาก ก็เลยเออลองไปดูดีกว่า

ก็จะเหมือนมาเล่าผลการตรวจของตัวเองให้ฟังอ่ะเนอะ จริงๆก็คือกลัวตัวเองลืม จะมาจดไว้ว่าพี่เค้าแนะนำอะไรมาบ้าง

สำหรับคนที่ยังงงๆว่ามันคือตรวจอะไร? มันก็จะเหมือนตรวจสุขภาพทั่วไปนั่นแหละ แต่จะเน้นไปเฉพาะส่วนที่จำเป็นต่อการวิ่ง

เค้าก็จะให้เราตรวจไปทีละส่วนแล้วมาสรุปผลให้เราฟัง พร้อมกับให้คำแนะนำและตอบคำถามข้อสงสัยเรา

ขอเล่าไปตามการตรวจละกันนะ

ส่วนที่ 1 การตรวจร่างกายทั่วไป

ส่วนที่ 2 การตรวจทางกายภาพบำบัด

ส่วนที่ 3 การตรวจความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

ส่วนที่ 4 การตรวจลักษณะท่าวิ่ง


ส่วนที่ 1 การตรวจร่างกายทั่วไป

ในส่วนนี้ก็จะเป็นเรื่องทั่วๆไป ชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง ความดัน แล้วก็จะมีเครื่องวัดมวลกล้ามเนื้อไขมัน

ตามรูปก็จะเป็นผลตรวจของเรา ตอนแรกๆพี่เค้าก็บอกว่าดูรวมๆแล้วออกมาดูดีอยู่นะ

ยกเว้น! อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักคือปกติไม่ควรเกิน 80 ไง แต่พอมาดูประกอบกับความดัน ความดันเราก็ปกตินะ

ตอนท้ายมีปรึกษาพี่เค้าด้วยเพราะเรื่อง HR เราเป็นปัญหามากมันพุ่งไป 190–200 ตลอดเลย เค้าก็บอกว่าลองไปฝึก Interval ดูมันจะช่วยได้เพราะมันมีช่วงเร็วกับช้าตรงนี้แหละที่จะช่วยปรับให้ HR เราดีขึ้น

ซึ่งต้องบอกว่าเราเองก็พิสูจน์เรื่องนี้มาแล้ว ตอนช่วงซ้อมฟูลแรกแบบจริงจัง โดนพี่ลากไป interval แล้วพอผ่านไปสักพักมาดู Avg HR มันลดลงอย่างเห็นได้ชัดจริงๆนะ แต่ช่วงนี้ไม่ได้ซ้อมเลย งอแง

ต่อไปดัชนีมวลกายก็กลางๆ คนปกติจะไม่เกิน 23

ส่วนเรื่องไขมันของอวัยวะภายในช่องท้อง 3 อันนี้คือดูดีมาก เพราะปกติคือไม่เกิน 10

อายุร่างกายก็ห่างจากความจริงนิดเดียว พี่เค้าบอกว่ามันจะคำนวณจากค่าทุกอย่างที่ตรวจมาได้ว่าเราน่าจะอายุประมาณเท่าไหร่

RM คือ อัตราการเผาผลาญพลังงานอยู่ที่ค่าเฉลี่ยของผู้หญิงพอดี ซึ่งน่าจะเพิ่มได้มากกว่านี้อีก

มาที่ส่วน %ไขมัน % กล้ามเนื้อ ดูง่ายๆ 0=ปกติ, 1=มากกว่าปกติ, -1=น้อยกว่าปกติ

อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่โดนชม คือพี่เค้าเล่าว่าบางคนนี่แบบ %ไขมัน นี่บวกกระจาย นี่ -1 หมดเลยจ้า ดีใจ


ส่วนที่ 2 การตรวจทางกายภาพบำบัด

เค้าจะให้เวลาเราในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนที่จะวัดความยืดหยุ่นของร่างกาย ด้วยการให้เรานั่งเหยียดขาตรงแล้วมือเหยียดตรงไปข้างหน้าละให้เอาปลายนิ้วดันไปข้างหน้า

ซึ่งเราได้ +4.5 ตอนตรวจก็ไม่รู้สึกว่าน้อยหรอก เพราะเห็นมันบวกๆ แต่พอมาฟังสรุป เค้าบอกว่าเนี่ยปัญหาเลยมันน้อยมาก O.o ไม่ยืดหยุ่นเลย

ซึ่งมันเกิดได้จาก 2 อย่าง คือ ส่วนของเส้นประสาทหรือส่วนของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น แล้วพอไปดูผลตรวจอันอื่นประกอบ จะเห็นว่าเค้ามีวงๆตรงความตึงตัวของกล้ามเนื้อขา คือชัดเลยจ้า

ช่วงที่ซ้อมจะไปฟูลแรกเวลาที่วิ่งเกินฮาฟ สัก 25 เป็นต้นไปไรงี้ จะเริ่มตึงๆเจ็บๆตรงต้นขาด้านนอกข้างซ้าย

เคยปรึกษาพี่ๆหลายคนเค้าก็บอกว่าเป็น ITB ให้เราไปสควอทบ่อยๆแล้วจะดีขึ้น แต่หลังจบมาราธอนก็อู้ค่ะ = =’’’

ในส่วนของความแข็งแรงกล้ามเนื้อลำตัวด้านหน้า เค้าจะจับเวลา 1 นาทีแล้วดูว่าเราซิทอัพได้กี่ครั้ง กล้ามเนื้อลำตัวด้านหลังก็จะให้เรานอนคว่ำเอามือประสานอยู่ที่ท้ายทอยยกตัวให้ลิ้นปี่พ้นจากเตียงละค้างได้นานเท่าไหร่ ซึ่งสองส่วนนี้เค้าไม่ได้ว่าอะไร ก็คงทั่วๆไปมั้ง

ละพอตอนสรุปผลทุกอย่างเสร็จเค้าก็มาตรวจความยืดหยุ่นเราอีกที เผื่อจะบอกว่าต้องแก้ตรงไหนยังไงเพิ่ม โดยให้เรานั่งลงเอาฝ่าเท้าทั้งสองข้างประกบแล้วค่อยๆก้ม เค้าบอกว่าหลังเราตึงมาก

แล้วก็ให้เราลองทำท่ายืนตรงเอาขาไขว้กัน เหยียดแขนขึ้นเหนือหัว พยายามเอนตัวด้านข้างให้สุด อื้อหืออ ตึงมากจ้า

เค้าก็บอกว่าให้เราทำท่านี้ สลับข้างกันก่อนวิ่งหลังวิ่งก็ทำครั้งละ 10 วิ ทำกี่เซตไม่รู้ ลืม 555 มันจะช่วยเรื่องความยืดหยุ่น ความแข็งแรงของลำตัวได้

ตอนทำท่านี่แบบหน้าพี่ที่เป็นโค้ชซ้อมตอนฟูลแรกลอยมาเลย พี่เค้าแนะนำท่านี้เหมือนกันบอกว่าที่เราเจ็บๆขาเพราะลำตัวไม่แข็งแรง ขาเลยต้องรับภาระแทน มันเลยเจ็บ


ส่วนที่ 3 การตรวจความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

เค้าจะให้เราขึ้นไปนั่งแล้วทำการทดสอบกับขาทีละข้าง ข้างละ 3 เซต

โดยครั้งแรกจะหนืดสุด แล้วค่อยๆเบาลง ให้เหวี่ยงขาสุดแล้วพับกลับมาให้สุด

ค่าเยอะแยะมากมายเค้าบอกให้ดูแค่ 2 ตัวพอ

ตัวแรกเนี่ยเค้าบอกว่าจริงๆแล้ว สองข้างควรใกล้เคียงกัน ห่างกันไม่เกิน 15 ดูแค่ตัวเลขพอนะไม่ต้องดูเครื่องหมาย

ตัวที่สองคือความสมดุลของกล้ามเนื้อหน้า กับหลังขา ซึ่งปกติควรจะถึง 60% แต่สำหรับนักกีฬานี่จริงๆต้อง 80% นะ

ต่อมาก็ดูกราฟ จะเห็นว่ามันสูงไม่เท่ากันเลย ห่างกันมาก มันก็จะเกิดการบาดเจ็บเอาได้ถ้ามันไม่สมดุลกัน ซึ่งถ้าดูเทียบกัน เค้าบอกว่าเซต2เราดูโอเค ดูสมดุลกันสุด แถมกราฟยังสมูท แปลว่าถ้าเป็นการวิ่งทางราบเราก็ไม่ค่อยมีความเสี่ยงจะบาดเจ็บเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องวิ่งขึ้นทางชันๆเราจะมีโอกาสบาดเจ็บได้ เพราะแรงที่ใช้ไม่สมดุลกัน

สำหรับในส่วนนี้เค้าแนะนำให้เราไปออกกำลังโดยเน้นไปที่ hamstring เค้าก็สอนท่ามาว่าให้ไปทำ lunge วันละ 20 ครั้ง/ข้าง (ตัวอย่างดูจากรูปด้านล่าง ขออนุญาตเอามาจาก google น้า)


ส่วนที่ 4 การตรวจลักษณะท่าวิ่ง

ก่อนตรวจก็จะให้ติดสายคาดอก น่าจะเอาไว้วัด HR ความเศร้าคือเค้าบอกว่าหาอันเล็กสุดได้เท่านี้ แต่เราก็รู้สึกพอวิ่งมันแอบมีแกว่งนิดนึง ขนาดเอาขอบสปอร์ตบราทับละนะ เค้าบอกตัวเล็กไป แต่ถ้ามันไม่หลุดก็โอเคแล้ว แกว่งนิดนึงยังได้

เสร็จละก็เริ่มด้วยการให้เราขึ้นไปเดินเท้าเปล่าก่อน แล้วต่อด้วยการเดินแบบใส่รองเท้าวิ่งคู่ประจำเรา

ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกปัญหาของเราเหมือนกัน ดูจากรูปเท้าข้างบนแล้วตอนเดินเท้าเปล่าเราผิดปกติ เพราะถ้าปกติเส้นมันต้องลากขึ้นมาถึงนิ้วโป้ง เลยไง แต่นี่มันเหมือนลงน้ำหนักยังไม่ทันทั้งเท้าเราก็ยกขึ้นแล้ว มันไม่เหมือนเดิน มันเหมือนย่ำ ซึ่งถ้าเราต้องเดินนานๆกับรองเท้าทั่วๆไปพวกรองเท้าแตะไรงี้ เราจะปวดเท้าได้ง่ายๆ แต่พอเราเดินด้วยรองเท้า รูปมันสวยงามขึ้นเยอะ แปลว่ารองเท้าคู่นี้ดีและเหมาะกับเท้าเราแล้วใช่ไหม 55 มีความรักในรองเท้ามากขึ้นหลายเท่า

ส่วนรูปที่สองจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ละ 55 แต่ดูจากที่เค้าวงๆไว้ มันคือขา2ข้างเทียบกัน จะเห็นว่ามันต่างกันมาก เค้าบอกว่าถ้ามันไม่สมดุลกัน เราจะมีโอกาสบาดเจ็บได้ แต่พอเทียบกับตอนใส่รองเท้าแล้ว มันโอเคขึ้น ค่าใกล้กันมากขึ้น

ละก็เลยลองถามเค้าว่ามันเกี่ยวกับที่เราเคยกล้ามเนื้อฉีกที่ขาซ้ายไหม พอชี้จุดที่เคยฉีกเค้าก็บอกว่าใช่เพราะตรงน่องที่ฉีกนี่เกี่ยวกับการเดินเลย ซึ่งเราเดินเหมือนแบบคนเจ็บเท้าเลย มันอาจจะเกิดจากความเคยชิน ความกลัวเลยพยายามไม่ลงน้ำหนัก วิธีแก้คือให้เรายืนตัวตรงเอามือผนังแล้วเขย่งปลายเท้าให้น้ำหนักมันลงที่นิ้วโป้ง ให้มันเคยชินว่าต้องลงน้ำหนักมาถึงนิ้วโป้งนะ ทำสลับไปทีละข้าง

ต่อมาการตรวจอย่างสุดท้าย คือเมื่อกี้ใส่รองเท้าเดินแล้วใช่ป่ะ

หลังจากนั้นก็จะค่อยๆเพิ่มความชัน กับความเร็วไปเรื่อยๆในแต่ละสเตจ แล้วเค้าจะก็คอยถามระดับความเหนื่อยกับความล้า ถ้าไม่ไหวเมื่อไหร่ก็บอกให้เค้าหยุด

คือตอนที่หยุดอ่ะ มันก็ยังรู้สึกว่ายังวิ่งต่อไหวนะ ถึงจะเริ่มหายใจทางปากแล้วก็เถอะ แต่ด้วยความที่เราป่วยๆทั้งไอทั้งมีน้ำมูก การหายใจก็ค่อนข้างแย่กว่าปกติ บวกกับล้าเพราะวิ่งติดกันมาสองวัน

แล้วความชันตอนนั้นมันน่ากลัวมาก ไม่ได้ให้จับลู่ไว้ด้วย คือกลัวว่าถ้าเกิดไอขึ้นมาแล้วเผลอเซล้มไปนี่จะทำยังไง TT ก็เลยบอกหยุด เซฟๆตัวเองไว้หน่อยดีกว่า

ซึ่งไอที่เราทำตอนท้ายมันคือผลสรุปหน้าแรก เราอยู่ Fair เองอ่ะ พี่ที่สรุปเค้าก็บอกว่าเสียดาย อีกนิดนึงจะ Good แล้ว

คุยไปคุยมาพอเค้ารู้ว่าก่อนหน้านี้วันเสาร์ไปวิ่ง city run 21k , วันอาทิตย์ขึ้นเขาฉลากอีก 12k แถมไม่สบายอีก ตกใจมากตอนเค้ายกมือไหว้ 55

เค้าบอกว่าที่เราตกมา Fair น่าจะเพราะล้ากับป่วยจริงๆน่าจะ Good แล้ว


โดยสรุปแล้วเรามีปัญหาหลักๆ คือ

  1. เรื่อง HR ขณะพักก็ยังสูงไป ให้ไปฝึก Interval

2. ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ

3. ลักษณะท่าเดินตอนเท้าเปล่า โดยเฉพาะขาซ้าย


จากทั้งหมดที่เล่ามา มันตอบโจทย์ทุกข้อสงสัยได้ดีเลยว่าทำไมบางทีเราชอบเจ็บตรงนั้นตรงนี้ คือได้คำตอบแล้ว ได้วิธีแก้แล้วก็คงต้องเอามาปรับปรุงและพัฒนาต่อไป

ถ้าถามว่าใครจำเป็นจะต้องมาตรวจ เราอยากให้ถามตัวเองกลับมากกว่าว่าเราอยากจะตรวจไปทำไม? เพราะค่าตรวจก็ไม่ได้บาทสองบาทอ้ะ

สำหรับเรา คือเราเป็นคนเจ็บบ่อย เดี๋ยววิ่งเดี๋ยวเจ็บ จริงๆก็แอบรู้แหละว่าบางทีก็ฝืนตัวเองมากไป แต่ก็อยากจะวิ่งไง อยากรู้ว่าตัวเองควรจะต้องปรับปรุง พัฒนาตัวเองยังไงให้ถูกทาง

ผลตรวจวันนี้คือดีมากกว่าที่คิดอยู่หลายเรื่อง เพราะช่วงนี้คือเราป่วยมาเป็นอาทิตย์ไม่ได้วิ่งเลยละโผล่ไปทีก็วิ่ง2 วันติดแบบไม่เบาด้วย ไม่สบายก็ยังไม่หายอีก แต่ผลมันก็ไม่ได้แย่แบบที่เราคิดไว้ มันแปลว่าถ้าเราได้คำแนะนำในวันนี้ไปแล้วครั้งหน้าเราจะต้องดีขึ้นกว่านี้ได้สิ

รู้สึกมีกำลังใจ ><

เรื่องความอ้วนก็เช่นกัน นี่เป็นช่วงอ้วน แม้นน.จะลดลงมาแล้วแต่ก็ยังอ้วนอยู่ แต่จากผลคือตอนนี้ก็ไม่ได้อ้วนจนแย่ขนาดนั้น ดีใจ มีกำลังใจในการลดไขมัน และเพิ่มกล้ามเนื้อขึ้นอีกเยอะเลย

)
Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade