Do You Believe in Destiny?

I do, but with my homemade bow and arrows.

วันนี้ได้อยู่ในบทสนทนานึง ซึ่งหลังจากเราฟังแล้วความคิดนี้เข้ามานั่งในใจนานมาก อาบน้ำก็แล้ว กินข้าวก็แล้ว กินขนมก็แล้ว กินข้าวอีกก็แล้ว (เอ๊ะทำไมมี 2 รอบ) จนถึงตอนนี้ความคิดนี้ก็ไม่ยอมเดินไปไหน นั่งนิ่งทิ้งตัวจนต้องลากให้มานั่งทิ้งไว้ที่นี่ด้วย

พี่สาวคนที่เรารักและเคารพคนหนึ่งแชร์ให้เราฟังว่า จริงๆ แล้ว การตัดสินใจหลายเรื่องในชีวิตมันก็คล้ายกับการตกลงคบกับใครสักคนเหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องชีวิต เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรก็ตาม ทุกอย่างที่เราเลือก เราก็ต้องคิดมาแล้วและมีเหตุผลเบื้องหลังในการตัดสินใจนั้น

เมื่อเราเลือกติ๊ก “ใช่” ให้กับการตัดสินใจนี้แล้ว (หรือคนคนนี้แล้ว :P) ในระหว่างที่ยังไม่เปลี่ยนใจ เราอาจเป็นคนที่มีหน้าที่ในการทำงานต่อ เพื่อให้ตัวเลือกในชีวิตนี้ยัง “ใช่” กับเราอยู่เสมอ

อาจเป็นเพราะว่า แทบทุกเรื่องในชีวิตที่เราต้องตัดสินใจ มันมักอยู่ในรูปของกลุ่มก้อนเรื่องราวที่เรียงร้อยแอบซ่อนอยู่ การเลือก “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” หมายถึงการเลือกทั้งกลุ่มก้อนนั้น หรือไม่เลือกเลย อย่างเช่นว่า ถ้าเราเลือกทำงานโปรเจกต์นี้ ก็มักจะมาพร้อมโมเดลธุรกิจ เงื่อนไข ข้อจำกัดกลุ่มหนึ่ง หรือเลือกจะคบคนคนนี้ เขาก็มาพร้อมกับนิสัย ความคิด รูปแบบการใช้ชีวิต ความชอบ ความไม่ชอบ เป็นแพ็คเก็จนี้รวมมาให้แล้ว

นั่นหมายความว่า ณ นาทีที่เราตกลงตัดสินใจ อ๊ะ ลองมาศึกษากันดู มันคือการเลือก “ใช่” ให้กับเขา — ในฐานะที่เขาเป็นตัวเขาทั้งหมดนี้ โอเคว่า บางส่วนเราปรับเข้าหากัน จูนกัน เปลี่ยนกันมาเจอกันตรงกลางได้อย่างละนิดละหน่อย แต่เราไม่สามารถเลือกติ๊กไม่เอานิสัยข้อ 1 แต่จะเอาแค่ความคิดข้อ 2 - ข้อ 4 ได้ และเราก็คิดว่าถ้าจะเลือกแบบนั้นมันออกจะใจร้ายและเอาแต่ใจไปหน่อยเหมือนกัน

ซึ่งมันก็เหมือนอีกหลายเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต เราเลือกมาเที่ยวป่าแล้ว ทำไมเราถึงยังอารมณ์เสียกับยุงเยอะแยะ โคลนเฉอะแฉะ เราเลือกไปที่นี่แล้ว ทำไมเราถึงยังหงุดหงิดกับสถานที่ที่มันไม่สะดวกเลย อาหารไม่อร่อยด้วย ฯลฯ นานัปการที่เราจะบ่นได้ (เราเคยบ่นมาหมดแล้ว ฮ่าฮ่า Y_Y) ทั้ง ๆ ที่เราเลือกแล้วนั่นล่ะ

เปล่าเลย เราไม่ได้จะมาบอกว่า เราจะต้องจำยอมกับสิ่งที่เราเลือกแล้วนะ ถ้าไปถึงจุดนั้นที่ไม่เวิร์คจริง ๆ ก็อาจต้องเปลี่ยน แต่เราแค่กำลังจะบอกว่า ถ้าเรายังเลือกทางนี้อยู่ เราอาจต้องรู้และทดพื้นที่สำรองไว้ในใจบ้าง กับสิ่งที่เราเลือก ณ ความจริงในแบบที่มันเป็น เอาแบบที่ถอดความ “อยากให้มันเป็นอย่างใจเรา” ออกไปหน่อยนั่นล่ะ

ขยับเขยิบออกมามอง อาจจะเห็นชัดขึ้นมาว่า อะไรที่เราปรับเข้าหาตรงกลางกับความจริงส่วนนี้ของชีวิตได้บ้าง คืนนี้เราต้องทำงานดึกมาก งั้นอาจต้องเตรียมเสบียงไว้หน่อย รีบโทรหาที่บ้านเร็วขึ้นมาหน่อย วันนี้ต้องไปหาลูกค้าที่สถานที่ B ซึ่งไกลโพ้นทะเลมาก เตรียมใจเตรียมกาย ขนหนังสือทั้งบ้านไปอ่านระหว่างนั่งแกร็บที่เตรียมแผนว่าจะกดเรียกตอนเช้าไว้แล้ว

เตรียมใจตัวเองไว้ พอ ๆ กับเตรียมแผนการรับมือกับไอ้เจ้า 388 เรื่องราวที่แอบซ่อนอยู่ในตัวเลือกใหญ่ ๆ ของชีวิตเรา พยายามทำให้มันเวิร์คไปด้วยกัน เราว่ามันจะทำให้เรามองเห็นความจริงชัดขึ้น และเราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงขึ้น

อย่างที่เราบอก ก็เราเลือก “ใช่” ให้กับคนนี้แล้ว ให้กับงานนี้แล้ว ในขณะที่ยังไม่เปลี่ยนใจและไม่ใช่การฝืนตัวเอง เราเองนี่แหละจะรับไม้ต่อในการทำให้มันใช่ต่อไปเรื่อย ๆ เรานี่แหละจะเป็นคิวปิด ยิงตัวเองซะเลย ให้ยังรู้สึก “ใช่” กับคนนี้ไปทุกวัน

…โอเคแหละ มันอาจจะดูซาดิสม์ประหลาด ๆ หน่อย (หรือไม่หน่อย 5555) แต่เราว่าถ้าเรารัก “ความจริงที่เราเลือกแล้ว” ของเราทุกวันไปแบบนี้ เราว่าเราคงมีความสุขดี ไม่ว่าจะฝนร้อนหนาว เราก็พร้อมจะจับมือกับคุณความจริงคนนี้แล้ววิ่งฝ่ามันไปด้วยกัน


ตัดกลับมาที่คำถาม Do you believe in destiny?

จะตอบว่า เราไม่รู้เหมือนกันว่ามีมั้ย ไอ้เจ้า Destiny สำเร็จรูป แบบมองปั๊บ เจอปุ๊บ ช้ายยยเลยยยย คือคนนี้เลยยย (/ขอซาวด์แทร็คพี่ไท ธนาวุฒิด้วยค่ะ) แบบที่ไม่ต้องทำอะไร มันช่างพอดีพอกับใจอะไรแบบนั้น แต่ถ้าเราเจออะไรที่ดูว่า “ก็น่าจะใช่นะ” หรือ “ใช่ที่สุดแลัว” เราก็จะตั้งใจทำงานกับเขาสุดฝืมือและหมายมั่นปั้นมือให้เราใช่ต่อกันให้นานที่สุด

ไม่ว่าเรื่องไหนน่ะนะ :)