ข่าวร้ายสงครามการค้าข่าวดีหุ้นสหรัฐ-จีน

TISCO Advisory
Sep 7, 2018 · 2 min read

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ได้สร้างความหวาดวิตกให้กับนักลงทุนทั่วโลก แต่ภายใต้ข่าวที่น่ากังวลนี้ ตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศกลับยังได้รับความสนใจ เป็นเพราะอะไร?

หากวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “จีน” ในช่วง 1–2 เดือนนี้ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้” (TISCO Economic Strategy Unit : ESU) คาดการณ์ว่าจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะทั้งสองฝ่ายได้เตรียมแผนที่จะ “ขึ้นภาษีนําเข้าเพิ่มเติมระหว่างกัน” เพื่อตอบโต้กันมาโดยตลอด

เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา “สหรัฐฯ” ได้มีการขึ้นภาษีนําเข้า 25% กับสินค้าจีน คิดเป็นมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 23 ส.ค. ขณะที่ “รัฐบาลจีน” ก็ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการประกาศจะขึ้นภาษีนําเข้า 25% กับสินค้าสหรัฐฯมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 23 ส.ค. เช่นเดียวกัน

โดยการขึ้นภาษีสินค้านํา เข้าระหว่างกันในรอบนี้ นับเป็นรอบที่สองตามแผนการขึ้นภาษีนํา เข้าสินค้ามูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯและจีนได้ประกาศในช่วงกลางเดือน มิ.ย. โดยรอบแรกสหรัฐฯ และจีนได้ขึ้นภาษีนําเข้า 25% ระหว่างกันกับสินค้า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังมีแผนจะขึ้นภาษีนําเข้ากับสินค้าจีนเพิ่มอีกมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตราภาษี10% (อัตราภาษีกําลังถูกพิจารณาปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25%) ซึ่งได้เสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความเห็นจากสาธารณะในวันที่ 5 ก.ย. และอาจมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น

ด้านประเทศจีน เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ประกาศมาตรการโต้ตอบการขึ้นภาษีนํา เข้าของสหรัฐฯ กับสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประกาศเตรียมขึ้นภาษีกับสินค้านํา เข้าสหรัฐฯ จํานวน 5,207 รายการมูลค่ารวม 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตราภาษี5–25% กับสินค้า โดยกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า “วันที่จะมีผลบังคับใช้ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ”

  • อุณหภูมิสงครามการค้าที่ถูกจำกัดขอบเขต

ท่ามกลางการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสองประเทศ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างวิตกว่าจะเกิดความรุนแรงมากขึ้นในระยะถัดไป อย่างไรก็ตามในด้าน ESU กลับมองว่าสถานการณ์โดยรวมไม่ได้น่ากลัวอย่างที่กังวล ทั้งนี้เพราะ

- รัฐบาลจีน มีท่าทีค่อนข้างประนีประนอมและแสดงถึงความต้องการที่จะทําการเจรจากับสหรัฐฯเพื่อไม่ให้การโต้ตอบระหว่างกันบานปลาย เพราะมูลค่าสินค้าที่จีนจะทําการขึ้นภาษีเพิ่มเติมนั้น ต่ำกว่ามูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีค่อนข้างมาก (6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ vs. 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) อีกทั้ง รัฐบาลจีนยังไม่ได้เอ่ยถึงการใช้มาตรการโต้ตอบอื่นๆ เช่น การจํากัดการลงทุนของบริษัทข้ามชาติสหรัฐฯ ในจีนซึ่งจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก

-สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากการใช้มาตรการขึ้นภาษี โดยจากรายงานข่าวระบุว่า แม้นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะใช้นโยบายการขึ้นภาษีสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากจีนเพื่อหาเสียง แต่จากโพลของเอ็นบีซีนิวส์ กลับพบว่าไม่สามารถจูงใจชาวอเมริกันใน 3 รัฐ ได้แก่ เพนซิลเวเนีย เทกซัส และอิลลินอยส์ ซึ่งจะชี้ชะตาการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2018 นี้ได้ โดยผู้มีสิทธิลงคะแนนจำนวนมากระบุว่า การขึ้นภาษีทำให้ต้นทุนสินค้าบริโภคสูงขึ้นและทำร้ายเศรษฐกิจอเมริกา

  • ข่าวดีหุ้นสหรัฐฯ-จีน

แม้จะมีข่าวร้ายจากสงครามทางการค้ากดดันให้เกิดความกังวลอยู่บ้าง แต่ในแง่ของการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งสหรัฐฯ และจีน กลับถือเป็นจังหวะที่ดี ด้วยปัจจัยบวกดังนี้

-จีน จากข่าวลบที่ผ่านมาได้กดดันให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก โดยดัชนี “H Share” ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาจดทะเบียนซื้อขาย (Listed) ในฮ่องกง นั้น ปิดตลาดล่าสุด (3ก.ย.) ร่วงมาอยู่ที่ 10,813 จุด จากจุดสูงสุดของปีนี้ที่ 13,723 จุด (22 ม.ค.) หรือลดลงถึง -21%

ขณะที่ดัชนี “A-Shares” อันประกอบด้วยกลุ่มบริษัทที่ทำการค้าในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น นั้น ล่าสุด (3ก.ย.) ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 2,720 จุด จากจุดสูงสุดของปีที่ 3,523 จุด หรือลดลง -23% สะท้อนให้เห็นว่า ราคาหุ้นของประเทศจีนค่อนข้างถูก

นอกจากนี้โอกาสที่หุ้นจีนจะปรับตัวลดลงก็ไม่สูงนัก เนื่องจากรัฐบาลจีนได้กลับมาผ่อนคลายนโยบายทั้งทางด้านการเงินและการคลังอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอลงจากแรงกดดันของมาตรการควบคุมสินเชื่อนอกภาคธนาคาร และความเสี่ยงจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ

-สหรัฐฯ ทางESU มองว่า GDP ปีนี้ น่าจะขยายตัว +2.9% เทียบปีก่อน โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวแข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นต่อ จะสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ โดยESU คาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือน ก.ย. และ ธ.ค. โดยการขึ้นดอกเบี้ยฯ จะช่วยให้กลุ่มธุรกิจการเงิน (Finance) ปรับตัวดีขึ้น ตามทิศทางเดียวกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin : NIM) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

  • กองทุนแนะนำ

ทั้งนี้กองทุนหุ้นสหรัฐฯ และ จีน ที่น่าสนใจ ซึ่งTISCO Wealth Advisory แนะนำให้สามารถเลือกลงทุนได้ มีดังนี้

ในข่าวร้ายอาจมีข่าวดีซ่อนอยู่ การลงทุนจึงต้องรอบคอบ และรอบด้านเสมอ

— — — — — —

ที่มา : TISCO Economic Strategy Unit (ESU) / คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)