
จุดเสี่ยงน้ำมันดิบโลก
หลายเดือนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันดิบ ได้ร่วมมือกันเร่งปริมาณการผลิตอย่างแข็งขัน เพื่อไม่ให้พลังงานโลกอยู่ในภาวะตึงตัว แต่ดูเหมือนความพยายามที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้ช่วยลดปัญหาอย่างที่คาดหวังเท่าไหร่นัก
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้านี้ ตลาดน้ำมันดิบโลกได้เผชิญกับปัญหา “Supply Disruption” หรือ การหยุดชะงักของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นเพราะ2 ประเทศ ผู้ส่งออกน้ำมันรายหลักของโลก มีปัจจัยลบเข้ามากระทบ อันได้แก่ “เวเนซุเอลา” ที่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ รวมถึง “อิหร่าน” ที่ถูกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 พ.ย. ที่จะถึงนี้ จนกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้ผลิตทั้งในกลุ่ม และนอกกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) อย่างเช่น ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซีย ก็เร่งเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเพื่อชดเชย Supply Disruption ในเวเนซุเอลาและอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงต่ำกว่า 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ณ วันที่ 14 ส.ค. 2018) จากระดับสูงสุดที่ 74 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาดังกล่าว อาจจะไม่สามารถช่วยคลี่คลายปมเรื่องน้ำมันดิบตึงตัวได้…
- OPEC แก้ปัญหาน้ำมันตึงตัวได้ยาก
“ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้” (TISCO Economic Strategy Unit : ESU) มองว่า ยิ่ง OPEC เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทําให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสํารอง (Oil Spare Capacity) ของ OPEC ลดลงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งตัวเลขล่าสุด ก็พบว่า ลดลงต่ำกว่าระดับ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี2008แล้ว ดังนั้นตลาดน้ำมันดิบโลกจึงมีความเสี่ยงที่จะตึงตัวมากขึ้นในระยะข้างหน้า หากเกิด Supply Disruption ขึ้นอีกในแหล่งผลิตอื่นๆ ซึ่ง ESU มองว่าเป็นโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบจะกลับมาเพิ่มขึ้นแรงอีกครั้ง
ทั้งนี้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสํารองของผู้ผลิตในกลุ่ม OPEC ถือเป็นตัวบ่งชี้ถึงความตึงตัวของตลาดน้ำมันดิบโลกได้อย่างดี และเป็นปัจจัยชี้นํา (Leading Indicator) ต่อราคาน้ำมันดิบด้วย โดยจะเห็นบทเรียนได้จากในอดีต (ช่วงปี 2004–2008) ที่พบว่า เมื่อ Oil Spare Capacity ของ OPEC ลดลงต่ำกว่าระดับ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก็ทำให้ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นต่อเนื่อง และแตะระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 140 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี2008
- สหรัฐฯช่วยแก้ปัญหาปริมาณน้ำมันไม่ได้อย่างที่หวัง
นอกจากนี้ ESU ประเมินว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ก็น่าจะเพิ่มขึ้นได้อย่างจํากัดตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2018 ตามการทรงตัวของจํานวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา (ข้อมูลในอดีตชี้ว่า จํานวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบเป็นปัจจัยชี้นําปริมาณการผลิตน้ำมันดิบอยู่ราว 4 เดือน) หลังราคาน้ำมันดิบภายในพื้นที่ (WTI Midland Oil Price) ปรับตัวลดลงต่ำกว่าราคากลาง (WTI Cushing Oil Price) ค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิต Shale Oil ในแหล่ง Permian ชะลอการลงทุนในการเพิ่มกําลังการผลิตน้ำมันดิบ
โดยราคาน้ำ มัน WTI Midland นั้นถูกกดดันจากข้อจํากัดในการขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อ (Pipeline Bottleneck) จากแหล่งผลิตน้ำมันดิบ Permian ซึ่งทําให้ผู้ผลิตไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบที่ผลิตเพิ่มขึ้นออกไปยังคลังเก็บน้ำมันCushing ในรัฐ Oklahoma และท่าเรือส่งออกในอ่าวเม็กซิโกได้ ดังนั้นสต็อกน้ำมันดิบในแหล่ง Permian จึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะล้นตลาด
ทั้งนี้ปัญหาด้านการขนส่งน้ำมันดิบในแหล่ง Permian น่าจะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงไตรมาส 3 ปี2019 จากการคาดการณ์ที่ว่าการก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันดิบเฟสใหม่จะแล้วเสร็จในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯจะไม่สามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ เพื่อช่วยลดความตึงตัวของตลาดน้ำมันดิบโลกได้เหมือนในช่วงที่ผ่านมาจนกว่าจะถึงเวลานั้น
- คงเป้าราคาน้ำมันดิบ
จากปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดตามที่กล่าวมา ทำให้ ESU คาดว่า ราคาน้ำ มันดิบ WTI จะกลับขึ้นมาเทรดในกรอบ 70–75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และคงเป้าที่ระดับ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี2018 เนื่องจากมีปัจจัยลบตอกย้ำมุมมองที่ว่าตลาดน้ำมันโลก ยังคงมีความเสี่ยงที่จะตึงตัวมากขึ้น จาก “Supply Disruption” ซึ่งเป็นผลจาก 4 ปัญหาหลัก ได้แก่
-เวเนซุเอลา : ซึ่งเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ภายในประเทศ
-อิหร่าน : ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
-OPEC : ที่หากเร่งผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อตลาดน้ำมันโลกในระยะข้างหน้า
-สหรัฐฯ : ที่ไม่น่าจะเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเพื่อช่วยลดความตึงตัวของตลาดน้ำมันโลกได้
จุดเสี่ยงน้ำมันดิบโลก ในเรื่องปริมาณน้ำมันที่ตึงตัว จึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนไม่ควรละสายตา
