ผู้จัดการกองทุนเขาทำอะไรกัน เวลาตลาดหุ้นปรับฐาน

ในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงเวลาที่บีบหัวใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลกมากที่สุด เพราะหากพิจารณาผลตอบแทนการลงทุนในกรอบเวลาดังกล่าวของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ หุ้น น้ำมัน หรือแม้กระทั่งค่าเงินสกุลเงินประเทศเกิดใหม่ ต่างก็ให้ผลตอบแทนติดลบทั้งสิ้น ด้วยความที่ปัจจัยภายนอกต่างๆ ไล่เรียงมาตั้งแต่ กรณีพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป การปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังคงเดินหน้าต่อไป ตามตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และนั่นก็เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ ในประเทศเกิดใหม่ เป็นเหตุให้เกิดแรงเทขายทำกำไรออกจากตลาดเกิดใหม่ในที่สุด

สำหรับตลาดหุ้นทั่วโลก เรามองว่าสำหรับการปรับฐานรอบนี้ ในระยะสั้น Sentiment และ Valuation น่าจะเป็น 2 เหตุผลหลักที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อขายเป็นหลัก News Flow ที่เข้ามาในตลาดหุ้นในแต่ละวัน บางเรื่องแม้ว่าจะไม่ได้มีผลกระทบเชิงปัจจัยพื้นฐานหรือต่อการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ก็เพียงพอก็การตัดสินใจของนักลงทุนในการซื้อขาย ด้วยเหตุผลประการที่ 2 นั่นก็คือ Valuation ที่ต้องยอมรับกันว่า ในหลายๆ ประเทศ ไม่ได้ถูกเหมือนในอดีต

สำหรับในช่วงที่เหลือของปี ทางทีมจัดการลงทุนฯ ยังคงให้ความสำคัญของปัจจัยภายนอกเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหากกรณีพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ยังคงยืดเยื้อ และไม่มีข้อสรุป ในระยะกลางเราคงจะได้เห็นผลกระทบของกรณีดังกล่าวสะท้อนไปยังอัตราการขยายตัวของกำไรของบริษัทจดทะเบียนฯ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิค ในฐานะผู้ที่เป็น Stakeholders หลักในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและบริการหลายๆ ประเภท

สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น แม้ว่าทางทีมจัดการฯ จะไม่ค่อยกังวลกับการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนฯ ไทยเท่าตลาดอื่นๆ แต่การที่ตลาดทั่วโลกมีการปรับฐาน ตลาดบ้านเราเองก็คงต้องได้รับผลกระทบการจากปรับ Valuation ลงมาบ้าง แม้ว่าปัจจัยภายในประเทศจะยังคงแข็งแกร่งก็ตาม

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่า ทีมจัดการฯ จะยอมแพ้ต่อการลงทุนในหุ้นช่วงนี้ เพราะหากพิจารณาจากทางเลือกการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่มี เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้น นั่นก็เพราะเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อและให้ผลตอบแทนที่ดีหากลงทุนในระยะเวลาที่ยาวพอ โดยในช่วงที่ตลาดหุ้นมีการปรับฐาน กลยุทธ์ดังต่อไปนี้ เป็นหัวใจหลักที่ผู้จัดการกองทุนให้ความสำคัญ

1. การจัดสรรเงินลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Tactical Asset Allocation): โดยปกติแล้วผู้จัดการกองทุนจะมีการจัดสรรเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละกองทุนกำหนดไว้ในนโยบายการลงทุน เช่น กองทุนรวมผสม กำหนดให้สามารถลงทุนในหุ้นได้ในสัดส่วนตั้งแต่ 0%-100% เป็นต้น ในบางครั้งสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไปเป็นเหตุให้สินทรัพย์บางประเภทมีความน่าสนใจในการลงทุนระยะสั้น ผู้จัดการกองทุนจึงเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวชั่วคราวเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน

2. Bottom Fishing: กรณีที่ผู้จัดการกองทุนมีเงินสดเหลือ บางเวลาที่ตลาดปรับตัวลงด้วยความตื่นตระหนก และทำให้หุ้นบางตัวปรับตัวลงไปมากกว่า Valuation ที่ควรจะเป็น ผู้จัดการกองทุนอาศัยจังหวะดังกล่าวในการเข้าซื้อหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามากเกินไป

3. Stock Switching: กรณีที่ผู้จัดการกองทุนไม่ได้มีเงินสดเหลือมาก แต่คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นกำลังจะสามารถรีบาวน์กลับไปได้ เพื่อให้การรีบาวน์กลับมีประสิทธิภาพและย่นระยะเวลา ผู้จัดการกองทุนอาจเลือกที่จะขายทำกำไรหุ้นที่ Valuation แพงกว่าในเชิงเปรียบเทียบ และใช้เงินดังกล่าว เข้าซื้อหุ้นที่ถูกกว่า ทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือ อุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งหลายๆ ครั้ง เป็นการสร้าง alpha ที่ดีให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม

— — — — — — — — — — — — —

บทความโดย : ทีมจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด