
ล็อคเป้าหมาย 7 หุ้นเด่น เกาะกระแส “เงินบาท” แกร่ง
“ค่าเงิน” คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาตินำมาใช้ประเมินว่า ควรจะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นประเทศใด ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยก็มีปัจจัยเอื้อต่อเงินทุนไหลเข้าอย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบทำความรู้จักกับหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยนี้
ในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) แรกของปี2561 นักลงทุนหลายคนต้องพบกับความประหลาดใจ เมื่อได้รู้ว่า “ตลาดหุ้นอินเดีย” ที่เข้าไปลงทุน และให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 14% นั้น หากกลับมาคำนวณผลตอบแทน “บรรทัดสุดท้าย” ที่ได้รับจริงๆ กลับเหลือกำไรแค่เพียง 4% ซึ่งประเด็นนี้เป็นผลกระทบจาก “เงินรูปี” ที่อ่อนค่าลงราว 11% จึงส่งผลให้ผลตอบแทนที่ได้กลับมา ลดลงอย่างน่าใจหาย
ต่างจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะให้ผลตอบแทนในช่วงเดียวกันที่น้อยกว่า โดยเอสแอนด์พี 500 อยู่ที่ราว 8% ส่วนแนสแดกอยู่ที่ราว 10% แต่เพราะปัจจัยบวกจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าอีก 3% เข้ามาสนับสนุน จึงทำให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในสหรัฐฯ ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่านั่นเอง
ด้วยประเด็นที่เล่ามาทั้งหมดนี้ นักลงทุนหลายคนอาจเริ่มกังวล พร้อมกับอยากหาทางออกแล้วว่า ควรทำอย่างไรดี จึงจะสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่า ค่าเงินของประเทศที่อยากเข้าไปลงทุนนั้น น่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร มีประเด็นใดบ้างที่เป็นสัญญานเตือน ช่วยให้จับจุดในเบื้องต้นได้?
- 2ปัจจัยประเมินทิศทางค่าเงิน
“คุณวิวัฒน์ เตชะพูลผล” รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ อธิบายว่า “การอ่อนค่าของสกุลเงิน” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันอัตราผลตอบแทนในตลาดหุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นหากต้องการวิเคราะห์ในเบื้องต้นว่า ตลาดหุ้นของประเทศใดน่าจะมีเงินทุนไหลออกจากปัจจัยนี้ สามารถประเมินสถานการณ์ได้ล่วงหน้า โดยพิจารณา ดังนี้
1.เงินทุนสำรองต่างชาติ (Foreign reserve) : หากประเทศใดมีเปอร์เซ็นของ Reserve ratio ต่ำ หมายความว่า เงินทุนสำรองที่ใช้ในการรองรับต่อการจ่ายหนี้ต่างประเทศระยะสั้นรอบ 1 ปี (ถ้าเป็นหนี้ในรอบ 1 ปี จะมีเงินพอจ่ายหรือไม่) มีค่อนข้างน้อย ซึ่งถ้า Reserve ratio ต่ำกว่า 100 แสดงว่าประเทศนั้น อาจมีเงินไม่พอจ่ายหนี้ นั่นเอง
2.ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) : ถ้าอยู่ในระดับสูง จะสะท้อนว่าเป็นประเทศที่หาเงินเก่ง
“บางประเทศแม้จะ Reserve น้อยแต่ Current Account สูง แสดงว่าหาเงินเก่ง แบบนี้รับได้ แต่ประเทศที่หาเงินไม่เก่ง แถม Reserve ยังน้อยอีก เช่น ตุรกี อาเจนติน่า เวเนซุเอล่า นักลงทุนต่างชาติก็เหมารวมเอาเลยว่า ลาติอเมริกาไม่เข้า ยุโรปไม่เข้า ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติที่มองเรื่องปัจจัยค่าเงิน ก็จะมีทางเลือกที่จะไปสองแห่ง คือ ละตินอเมริกา หรือ เอเชีย”คุณวิวัฒน์กล่าว
- เกาะกระแสเงินไหลเข้าหุ้นไทย
คุณวิวัฒน์ กล่าวว่า หากประเมิน “ค่าเงินบาท” จะพบว่าอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 10% รวมถึง Reserve ของไทยยังมากเพียงพอที่จะรองรับต่อไปในระยะเวลาอีกกว่า 3 ปีข้างหน้า ดังนั้นจึงทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ต่างจากรูเปียของอินโดนีเซีย และเปโซของฟิลิปปินส์ที่อ่อนค่า
“นี่เป็นเหตุผล ที่ผมไม่เอาหุ้นไทยไปเทียบกับอินโดฯและฟิลิปปินส์แล้ว ตัดทิ้งไปเลย เพราะมูลค่าพื้นฐาน (Fundamental) คนละเรื่องกัน จากปกติที่จะประเมินภาพรวมการลงทุนโดยเกาะกลุ่ม TIP (ไทย-อินโดนีเซีย-ฟิลิปินส์) ตอนนี้เหลือไทยอย่างเดียวแล้ว”คุณวิวัฒน์กล่าว
ไม่เพียงเท่านี้ จากการประเมินค่าเงินบาทนับแต่ปี 2014 จะพบว่าค่อนข้างมีเสถียรภาพ (Stable) และอยู่ในโซนแข็งค่า ในขณะที่เปโซ และ รูเปีย อ่อนค่ามาตลอด
ล็อคเป้าหมาย7หุ้นไทยรับฟันด์โฟล
ด้วยภาพรวมของเศรษฐกิจ และค่าเงินที่แข็งแกร่ง จึงเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟล) น่าจะยังไหลเข้าประเทศไทย โดยพบว่า มีหุ้น 7 บริษัทที่โดดเด่นในเดือนก.ย. 2561 เพราะเป็นหุ้นใหญ่ที่น่าจะได้รับประโยชน์จากฟันด์โฟล และมีแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก ได้แก่ BJC , CK , COM7 , HANA , IRPC , MINT , PRM
นี่เป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุน เกาะกระแสปัจจัยค่าเงินบาท ที่น่าสนใจในช่วงนี้
— — — —
ที่มา : คุณวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ (TISCO Monthly GURU Updates 04/09/2018)
