เมื่อไรหุ้นไทยจะขึ้น

ปีนี้ต้องถือว่าเป็นปีทองของนักลงทุนหุ้น เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 12%

กลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดคือ เอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ซึ่งขึ้นถึง 26% รองลงมาคือ ตลาดเกิดใหม่ (+22%) ในระดับประเทศ ตลาดที่ติด Top 5 คือ Turkey (+38%) Greece (+30%) Hong Kong (+25%) Poland (+22%) และ Austria (+22%) ทางฝั่งเอเชีย ตลาดที่ขึ้นมากสุดรองจาก Hong Kong คือ India (+18%) Philippines (+16%) South Korea (+16%) และ Taiwan (+12%)

อีกประเด็นที่ยืนยันความเป็นปีทองคือ ตลาดที่ปรับลดลงในปีนี้มีแค่ 4 ตลาด (จากทั้งหมด 46 ตลาดในกลุ่ม Developed และ Emerging Markets) เทียบกับปีที่แล้วที่ลงถึง 14 ตลาด ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวัดด้วยสกุลเงิน USD จะมีเพียงแค่ 3 ตลาดที่ลดลงในปีนี้ เทียบกับ 21 ตลาดที่ลงในปีที่แล้ว

อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านที่ลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นไทยอาจจะเริ่มเครียด เพราะตลาดหุ้นไทยขึ้นแค่ 1% ติดอันดับเกือบท้ายสุดของโลก ยอดซื้อสุทธิของต่างชาติมีแค่ 6 ล้าน USD ในขณะที่ตลาด Philippines และ Indonesia มีเงินต่างชาติไหลเข้าที่ละเกือบ 500 ล้าน USD แม้กระทั่งตลาดขนาดเล็กๆ อย่าง Vietnam ยังมีเงินไหลเข้าเกือบ 600 ล้าน USD

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยขึ้นน้อยมาก

หลายคนบอกว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าวิเคราะห์ดูดีๆ แล้ว ไม่น่าจะใช่เหตุผลนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยโดยรวมในปีนี้ดีกว่าเมื่อปีที่แล้ว การส่งออกก็เริ่มฟื้นตัว ท่องเที่ยวก็ดีขึ้น ประมาณการ GDP ก็ถูกปรับขึ้น หลายประเทศที่ประมาณการ GDP ถูกปรับลง อย่าง สหรัฐฯ หรือ อีกหลายๆ ประเทศ ราคาหุ้นก็ยังขึ้นมากกว่าเรา

บางคนบอกว่าเป็นเพราะบาทแข็งเกินไป เหตุผลนี้ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะช่วง 3–4 เดือนก่อนหน้านี้ที่บาทยังแข็งไม่มาก เงินต่างชาติก็ไม่ได้ไหลเข้าตลาดหุ้น ราคาหุ้นก็ไม่ได้ปรับขึ้น และจริงๆ แล้ว ไทยก็ไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ค่าเงินแข็งขึ้นในปีนี้ ดูอย่าง Singapore ที่ค่าเงินแข็งขึ้น 6–7% แต่ตลาดหุ้นเขาก็ยังขึ้นถึง 22%

บางคนบอกว่าเป็นเพราะการเมืองไม่นิ่ง ก็อาจจะมีส่วนบ้าง แต่ก็ไม่น่าใช่เหตุผลหลัก เพราะบรรยากาศบ้านเมืองโดยรวมก็ยังสงบเรียบร้อยดี จริงอยู่ ยังมีคดีใหญ่ๆ ที่กำลังรอคำตัดสินของศาล แต่ก็ไม่น่าที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายมากนัก และระยะหลังนี้ นักลงทุนต่างชาติก็กังวลเรื่องการเมืองบ้านเราน้อยลงไปมาก บางคนบอกว่าเป็นเพราะ Valuations แพงเกินไป ซึ่งก็ไม่น่าใช่อีกเหมือนกัน เพราะถึงแม้ Forward P/E ตลาดหุ้นไทยจะดูค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ก็ยังต่ำกว่าของอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน

ที่พูดกันมากสุดคือ ปีที่แล้วตลาดหุ้นไทยขึ้นไปเยอะแล้ว (+20%) ปีนี้นักลงทุนเลยย้ายไปลงทุนที่อื่น ซึ่งฟังดูก็มีเหตุผลดี แต่ถ้าดูอย่างตลาดหุ้น Indonesia ที่ขึ้น 15% ในปีที่แล้ว มาปีนี้เงินต่างชาติก็ยังไหลเข้า และตลาดหุ้นก็ยังขึ้นอีกกว่า 10% หรือ Turkey ที่ปีที่แล้วขึ้น 9% ปีนี้ก็ยังขึ้นอีก 38% แสดงว่าทฤษฎีนี้ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป

ที่กล่าวมาทั้งหมด น่าจะเป็นปัจจัยรองๆ ผมเชื่อว่าเหตุผลหลัก ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจในปีนี้ เป็นเพราะกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนแทบจะไม่ขยายตัวเลย ถ้าดูจากงบครึ่งปีแรกที่ประกาศแล้วจากเกือบ 500 บริษัท กำไรสุทธิเติบโตเพียง 1% กว่า ในขณะที่ปีที่แล้ว กำไรสุทธิของ บจ. ขยายตัวถึง 35% จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหุ้นขึ้นเยอะในปีก่อน แต่ไม่ขึ้นในปีนี้

สรุปง่ายๆ เมื่อไรหุ้นไทยจะขึ้น ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบจ. ว่าจะกลับมาขยายตัวในระดับที่นักลงทุนคาดหวัง (ตัวเลขสองหลักขึ้นไป) เมื่อไร ผมเชื่อว่าเงินต่างชาติพร้อมที่จะไหลเข้า ถ้าเขาเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของ Profit Cycle ซึ่งถ้าวิเคราะห์จากสภาพเศรษฐกิจของไทยและโลก ผมคาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกำไรในช่วงไตรมาส 4 ยาวไปถึงปีหน้า ดังนั้นตลาดหุ้นไทยน่าจะมีโอกาสกลับมาเป็น Outperformer ในอีก 2–3 เดือนข้างหน้า

ขอบคุณ : The Fundamental View บทความสำหรับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉ. ลว. 16 สิงหาคม 2560 โดยคุณไพบูลย์ นลินทรางกูร, CFA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ จำกัด และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน

นึกถึงการลงทุน นึกถึง TISCO

#TISCOMastery

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.