The return of my dreams — การกลับมาเดินตามฝัน ของสองสิ่งที่มันเป็นไปได้

ภาพประกอบจาก : kapook.com
ชีวิตคือการต่อสู้และก้าวเดินไปข้างหน้า อุปสรรคก็แค่เข้ามาทดสอบเรา
เพื่อให้เราก้าวข้ามผ่านไป
แค่มีบางเวลาที่เหนื่อย ก็พักซะ แล้วยิ้มสู้ใหม่นะรัดดา

คำพูดข้างต้นนั้น จากเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อ คุณหนึ่ง รัดดา ปานเขียว

เชื่อเถอะ มันต้องถึงจุด ๆ นี้กันอยู่ทุกคน ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม

เพราะ “ชีวิต” คือ การต่อสู้และก้าวเดินไปข้างหน้า จริง ๆ

เชื่อเถอะ ว่าทุกคนมีความฝันหมด

เชื่อเถอะ ว่าทุกคนอยากทำอะไรด้วยตัวเองและไม่เหมือนใคร อยากมีอะไรที่เป็นของตัวเอง เป็นรูป เป็นร่าง เป็นดั่งที่เราฝันและทำลงไป

การเขียนบล๊อกตอนนี้จะเปลี่ยนไปในการให้กำลังใจบ้าง เพราะ ตัวเองมีเจ้าของธุรกิจเป็นของตัวเองแบบเต็มตัวแล้ว เพียงแค่เริ่มต้นและกล้าที่จะเรียนรู้มัน มันก็รับรู้ถึงชัยชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว ต่อไปก็ค่อย ๆ ลงมือทำมันไปทีละอย่าง อย่างมั่งคง และ หนักแน่น แต่กว่าจะได้มันเป็นตัว เป็นตนได้ ก็มีแบบเดียวกับข้อความข้างต้นนั้นแหละครับ

การทำตามความฝันมันก็มีจุดที่เราอยากฝันกันทุกคนนั้นแหละ แต่มันอยู่ที่ว่า “โอกาส” และ “วิธีการ” มันมา “ถูกจุด” และ “ถูกเวลา” หรือเปล่าแค่นั้นเอง ผมคนหนึ่งแหละที่เคย อยากจะทำโน่น ทำนี่ ตอนอายุ 17 อยากจะเป็น ดีเจ ก็ได้เป็น ณ ตอนนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะมาแบบฟลุ๊ค ๆ เปล่าเลย เห็นมีคนประกาศรับสมัครงานพิเศษแล้วเราไปอ่านแล้วบังเอิญ “ใจรัก” ก็เลยมา สุดท้ายก็ได้ และด้วย นิสัยของตัวเองที่ทำงานมาตั้งแต่วัยรุ่น ทำดีเจมา 3 ปี เงินก็ครั้งหนึ่งเกือบพัน ณ ตอนนั้น ถือว่าเยอะมากสำหรับตัวเอง เก็บเงินก็เอาเงินตัวเองออกค่าเรียนอังกฤษเองเลย ตอนนั้น ครอสเรียนตัวละ 3 พันกว่าบาท แล้วเรียนไปถึง 4 ครอส ก็เรียนเสร็จทำงาน ไม่เหมือนวัยรุ่นคนอื่นทั่วไป ที่อะไรก็ไม่รู้อวดรวยกันไป แบรด์เนม ฟู่ฟ้า มากมาย ซึ่งตัวเองใจเป็นผู้ใหญ่แล้วละ แต่ฐานะที่บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ขอให้ได้พออยู่ พอกินก็พอใจแล้ว แต่ตอนนี้ฐานะทางสังคมมันเปลี่ยนไปเยอะมาก วิธีการก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลานั้นแหละ

ภาพประกอบจาก : kapook.com

ชีวิตที่เคยต่ำสุด คือ การรีไทร์ของการเรียนมหาลัยในสภาพที่แหลกมาก พยายามสุดชีวิต สุดท้ายก็สานต่อกันไม่ได้ เพียงแค่ “ความอีโก้” ของคนบางคนแค่นั้น ปากบอกหน่ะใช่ แต่ใจไม่ใช่เลย บอกตามตรง แต่ด้วยความพยายามของตัวเองสุด ๆ ต้องพึ่งตัวเองมาโดยตลอด สุดท้ายก็รีไทร์ และ เชื่อไหมว่า บางคนยังหัวเราะเยาะด้วย จนทุกวันนี้ เป็นยังไง ไม่รวยซะที ก็คงเป็นเพราะกรรมของตัวเอง ที่ไม่เคยดูตัวเองเลยว่า เราทำอะไรลงไปให้เขาช้ำใจหรือเปล่า นี่แหละถึงรู้ตัวเองว่า มันไม่ถูกชะตากับเพื่อนในมหาลัยจริง ๆ แต่ดันได้ดีกับคนภายนอก!!! และชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะว่าอะไร ??

เพราะตัวเองเชื่อในพลังของบุญและคิดบวกต่างหากหละ หลังจากที่ผ่านการโดนรีไทร์มา แล้วมาตั้งต้นชีวิตใหม่ แล้วกลับมาคิดเองว่า ฉันจะต้องคิดในแง่ดีและต้องสร้างบุญให้กับตัวเอง ฉันเชื่อนะว่า ถ้าทำอะไรดี ๆ แล้วผลลัพธ์ก็จะดีขึ้นเอง พยายามถึงสองปีกว่า ๆ เรียนแบบจะปิดโปรเจคจบ ก็มีของขวัญชิ้นพิเศษส่งมาให้เราได้เจอกัน เพราะ ใจที่มีแต่ด้านดีและเข้าวัด สร้างบุญ รักษาศีลให้ด่างน้อยที่สุด ตลอดมา จนมาเจอ พี่เปิ้ล ไอริณ ก็เริ่มจะเข้าใจว่าเรื่องกรรมมากขึ้น พอได้ที่ทำงานมา ก็มีอุปสรรคเหมือนกัน แต่ถ้ามันไม่ไหวถึงที่สุดก็ปล่อยมือนะ

บทเรียนของการทำงาน ก็ได้มาแบบเต็ม ๆ มันก็ทำให้เราได้จดจำและเอาไปพัฒนาต่อ แต่มันได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไรนัก มันก็เลยมีสะกิดต่อมขึ้นมาคือเรื่อง “คุณภาพชีวิต” หัวหน้าเก่า บอกว่า “แอคทิฟหน่อย” แต่ตัวเขาเองกลับไม่ใส่ใจเรื่องของเราเลย มัวฟังคนอื่น แต่ไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง มันก็สมควรจะอยู่ไหม ?? เป็นเราก็นะ ชอบลุยเดี่ยวดีกว่า เพราะมันจะได้เรียนรู้เองได้ แต่เปล่าเลย ความพยายามของเรา กลับเป็น สูญเปล่า ทันที สุดท้ายก็ต้องปล่อยมือและขอลาก่อนกับหัวหน้าประเภทนี้

ภาพประกอบจาก kapook.com

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ความเป็นศิลปินของตัวเอง ก็มันกลับมาอีกแล้ว หายไปถึงเกือบ ห้า หก ปีแล้วละ และ ความฝันนั้นก็กลับมาพร้อมกัน คือ

การอยากเอาเรื่องของธรรมะในยุคใหม่ยังไงให้เข้าใจกับคนยุคนี้ได้ และ อ่านง่าย

แต่ปัญหา คือ เราจะเอาอะไรมาเป็นกรณีตัวอย่างหละ แล้วก็ได้เจอพี่เปิ้ลพอดี มาเป็นแฟนคลับมาถึงสองปีกว่า ๆ จนมีความรู้สึกว่า เออ…มาตรงจังหวะพอดีเลย ถ้าเอาสองสิ่งนี้ มารวมกันหละ จะเกิดอะไรขึ้น ?? คราวนี้แหละก็เป็นฝันที่จะกำลังจะเป็นชิ้นเป็นอันและ พี่เปิ้ล ก็โอเคซะด้วย แต่ก็อย่างว่าแหละ ต้องค่อย ๆ ไปละเนอะ อนาคตอาจจะได้เห็นผลงานของตัวเองที่เป็นรูปเล่มบ้าง อย่างน้อย ๆ ก็มีประโยชน์ต่อส่วนรวมจริง ๆ และ เป็น ธรรมทาน ชิ้นที่ตัวเองภูมิใจในที่สุด

เนี่ยแหละนะ บททดสอบของชีวิตจริง ๆ ที่ถ้าเรามีความฝันก็ลุยเลย ทำเลย เดี๋ยวก็จะประสบความสำเร็จ ในตามที่ฝันเอาไว้ พลังของความดีและบุญ จะคุ้มครองเราเอง เป็นกำลังใจให้ครับ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.