เมื่อผมเริ่มกลับไปทำงาน(อีกครั้ง)

Tong Surajeth
Jul 21, 2017 · 3 min read

วันนี้เป็นวันที่ 78 หลังหยุดสเตียรอยด์

.

.

วันแรกในการทำงานของผม ผมต้องเลือกใส่กางเกงท่ีมีระคายเคืองน้อยที่สุด มันคือ กางเกงผ้ายืดแบบขาจัมป์ครับ .. ซึ่งตามความจริงแล้ว ถ้าจะเอาให้ดีที่สุด มันคือการ “ไม่ใส่อะไรเลย” เหมือนตอนผมอยู่บ้านครับ

กางเกงผ้ายืดขาจัมป์ลดการระคายเคือง (จริงๆควรใส่ขาธรรมดาที่ไม่รัดจะดีที่สุดนะครับ) แต่ผมหาไม่ได้

ส่วนเสื้อก็ต้องเป็นเสื้อยืดที่มีความบาง และระบายความร้อนได้ดี ผมเลือกจากในตู้แล้วตัดสินใจหยิบตัวที่คิดว่าจะระคายเคืองน้อยที่สุด (แต่ก็ระคายเคืองอยู่ดี) มาใช้ .. วันแรกผ่านไปด้วยความทุลักทุเล เพราะผมต้องวิ่งเข้าห้องน้ำเป็นพักๆ เพื่อทาโลชั่นทั้งตัว เนื่องจากที่ออฟฟิศเปิดแอร์ค่อนข้างเย็น ผิวหนังของผมมันยังปรับสภาพไม่ได้ 100% ครับ

สาเหตุที่ต้องพิถีพิถันจนลึกไปจนถึงการสแกนเนื้อผ้าที่สวมใส่ .. มันเป็นเพราะว่าผิวอ่อนแอระดับขีดสุดครับ .. อ่อนแอขนาดที่ว่า.. ลมจากพัดลมมาแตะที่ผิว ผมก็รู้สึกแสบแล้ว .. ดังนั้น เสื้อผ้าที่เป็นจุดสัมผัสที่ใกล้ที่สุด มันเลยมีผลกับผิวของผมมากเลยในตอนนี้

ระหว่างวัน นาฬิกาชีวิตของผมมันทำงานตามรอบของมันครับ มันคือการ “ระบายเหงื่อ” .. เมื่อถึงเวลานั้น ทั้งตัวผมจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้ผมจะรู้สึกหนาวมากก็ตาม แล้วอาการหลังเหงื่อออกคือ แสบ คันทันที ..

ถ้าผมอยู่บ้าน ผมจะรีบเปิดพัดลมเพื่อให้เหงื่อแห้งเร็วที่สุด .. แต่อยู่ที่ทำงาน ได้แต่ทนเอาครับ ใช้ผ้าซับเอาไม่ให้เหงื่อที่ไหลออกมามันมาทำความระคายเคืองให้กับผิว

ผมพยายามอดทนและพยายามไปทำงานทุกวัน .. แต่บางวันมันก็แย่เอามากๆ จนต้องลางานก็มี ไปไม่ไหวจริงๆครับ ..

สรุปอาการของผมตอนนี้ ขอใช้คำว่า “สามวันดี สี่วันไข้”

บทจะดี ก็ดี๊ — ดี ทำผมดีใจ นึกว่าจะหายแล้ว .. แต่แค่พริบตาเดียวเท่านั้นแหละ มันหลอกให้ผมดีใจได้สักสิบนาที อาการแสบ คันก็กลับมา ..

.

.

หน้า : เปลี่ยนจากสีแดงๆ คล้ำๆ .. เริ่มมาเป็นสีผิวใกล้เคียงผิวเดิมของผม ผมเป็นคนผิวขาวครับ ก่อนหน้านี้หลังหยุดสเตียรอยด์ มันแดงจนคนทัก ผื่นต่างๆเริ่มยุบครับ แต่เป็นสิวอักเสบแทน

หน้าเริ่มเป็นสีผิวปกติแล้วครับ ไม่มีอาการคัน แสบ แดงแล้ว (แต่ต้องเลี่ยงแดด + เหงื่อครับ)

คอ / หลัง / ลำตัวช่วงบน / แขน: สีผิวเหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้วครับ แต่ว่ายังเป็นผดผื่น มีทั้งเม็ดใหญ่เม็ดเล็กกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ตรงนี้แหละครับที่ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี จะทาฟิสิโอเจลก็ไม่ช่วยบรรเทา จะทาคารามายมันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่ทำให้ผิวแห้งแทน ต้องเลือกเอาครับ จะผด หรือจะแห้ง

หลังเป็นรอยดำ บางส่วนยังมีแดงๆอยู่บ้าง เพราะเป็นจุดที่ผมเกาถึง (บางทีมันเกาไม่รู้ตัวตอนหลับครับ)

ขา: ความเจ็บปวดที่ยังคงเหลืออยู่มากที่สุด ยังเป็นเหมือนตอนที่แล้วคือ “ที่ขา” ครับ ความเจ็บปวดที่ว่า มันถึงขั้นทำให้ผมเดินไม่ได้ครับ เพราะจุดที่แสบจะเป็นช่วงขาหนีบและหว่างขา ผมต้องเดินขาถ่างๆ ไม่ให้มันสีกันตลอด สภาพแย่ครับเวลามันกำเริบ ขายังคงมีอาการบวม แดง คัน แห้ง ลอก แสบ .. ครบรส ยิ่งกว่าเดือนท่ีผ่านมา และผมยังคงใช้ฟิสิโอเจล เอไอทา ร่วมกับเจลว่านหางจระเข้ สลับกับฮาดะลาโบะ เพิ่มความชุ่มชื้นครับ วนๆกันไป เพราะถ้าพูดกันตามจริง ผมเริ่มรู้สึกสับสนกับร่างกายของผมแล้วล่ะ ว่าตกลงมันต้องการอะไรกันแน่

ขาแห้งมากครับ มีอาการแสบร้อน คันเป็นพักๆ (แล้วแต่วัน)

จนในที่สุด ผมก็ทดลองด้วยการไม่ทาอะไรมันซะเลย !!

ผลลัพธ์ของการไม่ทาอะไรเลย .. ผื่นมันยุบครับ (เอากับมันสิ !!) กลายเป็นว่าคนที่ผิวมีอาการติดสเตียรอยด์แบบผม หลังการหยุดสเตียรอยด์แล้วต้องหมั่นสังเกตตัวเองนะครับ ว่าใช้อะไรได้หรือไม่ได้ .. ผิวและอาการต่างๆของร่างกาย มันพร้อมจะเปลี่ยนไปทุกเมื่อ

ซูมขาชัดๆครับ เนื่องจากเลิกทาครีม ทำให้แห้งและลอกอย่างรุนแรง แต่อาการสำหรับผมมันดีกว่าทาครีมมากครับ

ครีมบางตัวใช้ดีแสนดี ต้องทาเช้าเย็น สุดท้ายมันกลับไม่ถูกกัน ทรยศด้วยการฝากผื่นไว้ให้ก็มี !! (ผมแพ้น้ำมันมะพร้าว สบู่เหลวฟิสิโอเจล และยูเซอรีนเข้าแล้วครับ)

แขนหลังหยุดทาทุกอย่างครับ ผื่นเล็กน้อยเท่านั้น อาการคันก็หายไป

วิธีของผม คือ ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับ (ที่ว่าเรื่อยๆ ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้นะครับ หมายถึงช่วงระยะเวลานึง ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน) ลองทาที่จุดใดจุดหนึ่งในร่างกายก่อนครับ ส่วนใหญ่ผมจะทาท้องแขน และถ้ามันดีขึ้น ไม่มีอาการคัน แสบร้อน หรือผื่น ก็จะเริ่มทาทั้งตัว ถ้าเราลองมันทีเดียวทุกส่วน เดี๋ยวเละทั้งตัวจะไม่คุ้มเอาครับ

มันเป็นเพราะผิวเกิดการสร้างใหม่อยู่เรื่อยๆ .. เมื่อไหร่ที่มันยังสร้างไม่สำเร็จ มันก็จะหยุดและสร้างใหม่วนไปตามรอบของมัน เป็นแบบนี้ไปจนกว่าร่างกายมันจะรู้สึกว่า โอเค !!! นี่แหละ เรียบร้อยแล้ว (ผิวแข็งแรงแล้ว) << เภสัชกรบอกมาครับ

ด้านหน้า ผื่นน้อยลงมากๆครับ พุงก็ยุบลงด้วย

แล้วถ้ามันยังเจอสิ่งรบกวน(การกินอาหารไม่ดี/การพักผ่อนไม่พอ/การใช้ครีมบางชนิด/การเจอสิ่งกระตุ้นการแพ้)หรือมันยังสร้างผิวได้ไม่แข็งแรงพอ มันก็จะพยายามสร้างตัวมันเองอยู่อย่างนั้น ดังนั้น ครีมต่างๆที่เราทาเข้าไป มันอาจขัดขวางกระบวนการสร้างผิวได้ครับ เช่น ไปอุดตันรูขุมขน หรือแม้กระทั่งน้ำมันในครีมทำหน้าที่เคลือบผิวจนผิวผลิตน้ำมันเองไม่สะดวก หรือสร้างแล้วมาเจอกับน้ำมันจากครีมที่เราทา ทำให้ผิวยิ่งมัน ผิวยิ่งมันก็ยิ่งคันและก็ยิ่งเกา เลยเกิดผดผื่นคันและการอักเสบขึ้นมาอย่างที่เห็น เมื่อหยุดครีมเหล่านั้นแล้วปล่อยให้ผิวทำหน้าที่ของมันไปโดยลำพัง มันจึงลดการระคายเคืองลงได้ในที่สุด (ข้อมูลตรงนี้มาจากเว็บฝรั่ง itsan.org ครับ)

.

.

เมื่อนาฬิกาบอกเวลาตีสามของทุกคืน

เวลานี้ .. ผมจะมีกิจกรรมครับ (อย่าเพิ่งคิดไปไกลนะ)

กิจกรรมที่ว่า เกิดจากการที่ร่างกายมันตื่นเองครับ ผมจะมีอาการแสบร้อนและคันขามากๆ คันจนผมอยู่เฉยไม่ได้ นอนต่อไม่ได้จนต้องลุกขึ้นมายืน (พอยืนแล้วดีขึ้นนะ) พร้อมกับสั่นขา เหมือนเต้นฟุตเวิร์คย่ำๆอยู่กับที่ (ผอมลงก็เพราะแบบนี้) ผมรู้สึกว่าพอได้สั่นขาหรือทำแบบนี้แล้วอาการแสบร้อนและคันมันดีขึ้นครับ คิดเอาเองอีกแล้วว่าเป็นเพราะเลือดลมมันเดินสะดวก

บางวันในเวลาเดียวกันนี้ก็จะเจอสภาพฝนตกที่ขาครับ (ก็เหงื่อออกนั่นแหละครับ ผมก็เล่นมุขไปงั้น) เหงื่อออกโดยไม่ทราบสาเหตุ หนาวก็หนาวแต่เหงื่อดันออก หลังเหงื่อออกก็จะต้องอดทนกับความคัน แสบ ร้อนอย่างที่สุด บางทีผมคิดเล่นๆนะ ว่าใครก็ได้ช่วยถลกหนังออกมาเลยเหอะ ถ้าจะคันขนาดนี้ !!!

ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวหรอกนะครับ ที่ผูกพันกับเวลาตีสาม หลายๆคนที่หยุดสเตียรอยด์ก็มีอะไรแปลกๆกับเวลานี้เช่นกัน (ที่มา http://forum.itsan.org/index.php?topic=5334.msg44116 ) มีความเห็นหนึ่งบอกว่า “เป็นเพราะสเตียรอยด์ที่ร่างกายผลิตเอง จะหลั่งออกมาในเวลานี้ครับ !!!

นอกจากเวลาตีสามที่ผมกลัว .. การอาบน้ำก็เช่นกัน

ในสองเดือนแรกหลังหยุดสเตียรอยด์ “การอาบน้ำ”มันแค่ทำให้ผมเหนื่อยใจ เพราะว่าผมใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิครับ

หลังผมเปิดฝักบัว… มันจะมีอาการคันยิบๆ ทั้งตัวครับ ยิบที่ว่านี่ยิบใหญ่เลยนะ ไม่ใช่แค่คันเล็กน้อย .. ผมต้องรีบอาบ เพื่อจะหมุนเวลาอาบน้ำให้ผ่านไปเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาการทางประสาท

จากอาการของเดือนแรกๆ ที่ผมมีอาการละเมอ ขาชักกระตุกเอง ชาตามปลายนิ้วและปลายขา ฯลฯ อาการเหล่านี้ทะยอยดีขึ้นครับ แต่ก็ยังมีอยู่ .. คาดว่าต่อมหมวกไตของผมตื่นมาทำงานหลังจากขี้เกียจไปสักระยะแล้ว (แต่คงยังไม่ 100%)

มาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดบ้างครับ …

อาหารการกิน

อาหารการกิน เป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาทั้งดีและร้ายได้เร็วที่สุดครับ ผมยังคงต้องเลี่ยงผงชูรส , ขนมปัง, อาหารทะเล , ของหวานเหมือนในเดือนแรกๆที่ผมทำ

สงสัยมั้ยครับ ? ว่าทำไมของหวานจึงเป็นของต้องห้ามของคนที่หยุดสเตียรอยด์

ของหวานประกอบด้วยน้ำตาล

และน้ำตาลนี่แหละครับคือตัวการสำคัญที่ทำให้เราเป็นสิวหรือผื่นได้

มีการศึกษาทดลองในอาสาสมัครผู้ชายอายุ ๑๕-๒๕ ปีโดยให้กินอาหารที่มีน้ำตาลต่ำนาน ๑๒ สัปดาห์ พบว่านอกจากช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยลดสิวด้วย จึงเป็นไปได้ว่า การกินอาหารที่มีน้ำตาลสูงมีส่วนเพิ่มสิว ในทางตรงกันข้ามการกินอาหารที่มีน้ำตาลน้อยมีส่วนช่วยลดสิวได้ (ที่มา: https://www.doctor.or.th/article/detail/11200X)

นี่แหละครับ .. คือที่มาว่าทำไมเราจึงต้องงดของหวาน

“ผงชูรส” อร่อยปาก ลำบากผิว

ผมไม่เคยแยกความแตกต่างของอาหารที่ใส่ผงชูรสและไม่ใส่ได้มาก่อนเลยครับ

จนกระทั่งตอนนี้ .. หลังการทานอาหารที่มีผงชูรสผมจะมีอาการคันทันที มากน้อยต่างกันตามปริมาณของผงชูรสที่ร้านอาหารนั้นๆคัดสรรมาให้ผม

ทุกครั้งที่ผมสั่งอาหาร ผมมักกำกับไปด้วยว่า “ไม่ใส่ผงชูรสนะครับ” แต่นั่นดูจะไม่เป็นผล และไม่ทำให้พ่อครัวแม่ครัวเค้าจะทำตาม ผงชูรสช้อนแล้วช้อนเล่ายังคงใส่มาไม่ยั้ง ได้รสอูมามิ อร่อยปาก แต่ลำบากผิวผมจริงๆ .. ซ้ำร้าย ..บางร้านไม่ใช้ช้อนตักนะครับ .. เค้าใช้ทัพพี !!!! คิดว่าปริมาณมันจะเยอะแค่ไหนก็ลองจินตนาการดูครับ T . T

ผมอยากให้คนไทยตระหนักถึงผลเสียของผงชูรสมากกว่านี้ หรือไม่ก็แค่ผู้ที่ขายอาหารก็ได้ครับ ถ้าลูกค้าสั่งว่าไม่ใส่ผงชูรส ผมอยากให้เค้าใส่ใจและทำตามนั้น เพราะไม่ใช่ว่าผมจะรังเกียจผงชูรสของเค้า หรืออยากจะเห็นความเก๋าของฝีมือการทำอาหารที่ไม่พึ่งผงชูรส !! แต่ผมกินมันไม่ได้จริงๆ

ตอนนี้กลายเป็นว่าบางร้านที่ผมซื้อ ผมต้องยืนกำกับการทำตรงนั้นเลย จังหวะไหนที่ช้อนหรือทัพพีในมือแม่ครัวจ้วงตักผงชูรส ผมจะรีบห้ามทันที แม่ครัวก็ได้แต่ยิ้มแหะๆ บอกว่าเคยมือ .. ไม่เป็นไรครับ T . T แค่ไม่ไล่ผมออกไปจากจุดนั้น ปล่อยให้ผมยืนเตือนแบบนี้ได้ผมก็ดีใจแล้ว (เฉพาะร้านที่ครัวอยู่ด้านนอกนะครับ ครัวด้านในคงถือวิสาสะเข้าไปกำกับไม่ได้)

อยากจบประมง

อีกเรื่องที่ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องเข้าใจมันมาก่อน คือการแยกพันธุ์ของปลา

ชีวิตผมรู้จักไม่กี่ปลาหรอกครับ ปลานิล ปลากระพง ปลาดุก ปลาช่อน ปลาคาร์ฟ (ไอ้ตัวหลังคงไม่ต้องไปรู้จักมันหรอก เพราะมันกินไม่ได้ !!!555)

หลายครั้งที่งงยืนอึ้งอยู่หน้าร้าน ว่าปลาหน้าตาแบบนี้คือปลาอะไร??? บางร้านดีหน่อยมีป้ายติด(แต่ถ้าติดสลับกันผมก็ซวยเลยนะ) บางร้านไม่มีก็เดาเอา .. แต่ผมจำเป็นที่จะต้องรู้ครับ ว่าปลานั้นๆ คือปลาอะไร

นอกจากต้องรู้หน้าตาปลาแล้ว ยังต้องรู้ด้วยนะครับ ว่าไอ้ปลาพวกนั้นน่ะมันปลาน้ำจืดหรือน้ำเค็ม !!!

ปลามีประโยชน์ครับ โดยเฉพาะปลาที่มีโอเมก้าสาม มีประโยชน์กับผู้ป่วยแบบผมมากๆ

แต่ในช่วงนี้ที่ผมจำต้องเลี่ยงอาหารทะเล ปลาก็เช่นกันครับ ผมต้องเลี่ยงปลาทะเล.. มีวันนึงผมไปทานข้าวต้มปลาเก๋า ด้วยความที่ไม่ได้นึกเอะใจเลยว่ามันคือปลาอะไร หลังอาการผมมาทันที ลอก แสบ แดง คัน .. อาการอยากกระชากผิวหนังออกมาให้รู้แล้วรู้รอดก็กลับมา .. เป็นวันที่ผมแทบคลั่ง จนต้องทานยาแก้แพ้กดอาการ ตอนนั้นผมก็ดันไปคิดว่าเพราะผมกินข้าวต้มซึ่งมันร้อน

มาถึงบางอ้อ .. ตอนคุยกับพี่ฉิน (No Sebderm) ว่าไม่น่าจะใช่เพราะข้าวต้มหรอก .. แต่เป็นเพราะปลาเก๋านั่นแหละ มันเป็นปลาทะเล !!! ผมก็ไม่เคยตะหงิดมาก่อนเลย .. ไม่รู้มาก่อนว่าปลาเก๋าเป็นปลาอะไร .. เซิจกูเกิ้ลดู .. นั่นแหละครับ .. ปลาทะเลเต็มๆ .. อดไปอีก 1 เมนู

ปลาเก๋าต้นเหตุ

อาการตอนนี้โดยรวมเหมือนจะดีครับ แต่อย่างที่บอกว่ายังไว้ใจไม่ได้ ทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ สิ่งที่ผมกลัวที่สุด คือ กลัวอาการมันจะกลับไปเป็นแบบเดือนแรก (ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงแย่ เพราะเดือนแรกของผมมันคือนรกดีๆนี่เอง) ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ทำให้ดีขึ้นได้ คือ การสังเกตตัวเอง การเฝ้าระวัง และการจดบันทึกแบบที่ผมเล่าเรื่องราวเป็นระยะแบบนี้อยู่นี่แหละครับ

เมื่อเราย้อนกลับมาอ่าน เราจะหาสาเหตุเจอว่า อาการเหล่านั้นมาจากอะไร

และเราก็จะรับมือกับมันได้ในที่สุด :)

.

.

อ่านอาการฟ้าหลังฝน(ตอนถัดไป)คลิกที่นี่ < ครับ

)
Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade