รถตู้ก็พามาถึงชายแดนแล้วนะ !

Khmer 102

Day 1 : Bangkok — Trat — Koh Kong

พร้อมแล้วก็ลุย!


01

ไหนๆก็เริ่มเข้าสู่ช่วงไปเที่ยวจริงๆจังๆสักที หลังจากที่เกริ่นมาแล้วในตอนที่ผ่านมา แผนคร่าวๆของทั้งทริปก็คือ กรุงเทพฯ(Bangkok)—เกาะกง (Koh Kong) — สีหนุวิลล์ (Sihanoukville) — เกาะรงค์ (Koh Rong) จากนั้นก็วกกลับทางเดิม

จะเห็นว่าเส้นทางยาวมวาก นั่งจนเมื่อยตูดเลยทีเดียว
สีหนุวิลล์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ กำปงโสม คนส่วนใหญ่จะรู้จักในฐานะเมืองตากอากาศชายทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขมร ส่วนมากไฮโซ ขแมร์ จะชอบมาเที่ยวกัน

โดยปกติแล้วการเดินทางไปเขมรนั้นมีหลายช่องทางมาก โดยทางที่นิยมที่สุดคือนั่งรถไป จังหวัดสระแก้ว จากนั้นข้ามด่าน ปอยเปต มุ่งสู่ เสียมเรียบ ไม่ก็นั่งเครื่อง ชิคๆ สบายๆ แต่เนื่องจากเพื่อนคนนึงติดภารกิจอยู่ที่ จันทบุรี ซึ่งจะนั่งข้ามชายแดนตามมาสมทบทีหลัง ดังนั้นพวกเราทั้งสามก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อความสะดวก


ก่อนไป 1วัน ก็ยังคงไม่บกพร่องต่อหน้าที่มนุษย์เงินเดือนที่ยังคงไปออฟฟิศและทำงานตามปกติ ในความปกติของตัวเราก็ยังมีความแปลกประหลาดของสิ่งรอบๆข้างอีกด้วย เปรียบดั่งความอัดอั้นของทุกๆคนตลอดทั้งปีที่ก้มหน้าก้มตาหลังขดหลังแข็งทำงาน ได้ถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ส่งผลให้ออฟฟิศโล่งมาก มากจริงๆ


เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาแปดโมง แสงแดดส่องหน้ากำลังงาม ก็ครุ่นคิดในใจว่า “ไม่ได้ตื่นเช้าทำอะไรแบบนี้มานานแล้วเนอะ” ซึ่งปกติชีวิตแอบเหมือนเปิด “บอท” อยู่พอสมควร (ตื่น ทำงาน นอน วนเวียน) จากนั้นก็สะพายเป้ที่นั่งจัดจนดึกดื่น(จัดจนเช้า)พร้อมกินติดตัวไปแค่ 200usd เท่านั้น หลังจากรอที่จุดนัดพบไม่นานนักเจนนี่ (หนึ่งในผู้ร่วมเดินทาง)ก็ตามมาสมทบ เป็นอันพร้อมที่จะออกเดินทาง จัดการซื้อตั๋วรถตู้เพื่อนั่งไปสู่ ตราด 300thb ซึ่งใช้เวลาราวๆ 4ชม.ครึ่ง หลังจากหลับน้ำลายยืดอยู่ในรถตู้(ขออภัยคนข้างๆด้วยที่ไอแว่นหลับแบบหมดสภาพ) ก็มาถึง สถานีขนส่งจังหวัดตราด มันเป็นความรู้สึกที่แบบ ถึงซักที! หลังจากนั่งมานาน แต่แล้วความดีใจก็ถูกเบรคลงไปด้วยคำว่า “ยัง…ยังไม่ถึง เพราะต้องต่อรถไปที่ชายแดนอีก” โดยต่อรถจากสถานีขนส่งมุ่งไปสู่ชายแดนตราด (อำเภอหาดเล็ก) ต่ออีก 1ชม.ครึ่ง ในราคา120thb เมื่อยตูดไปอีก…

มาถึงขนส่งตราด ก็ต้องต่อรถตู้ไปหาดเล็กอีกรอบนึง

ด่านหาดเล็ก จ.ตราด

02

หลังจากหลังขดหลังแข็งนั่งในรถตู้เกือบๆ 6ชม. ก็มาถึงชายแดนจริงๆเสียที ตอนที่เห็นป้ายนี่เป็นความรู้สึกที่โคตรดีใจเลย ว่าจะได้เดินสักที! พอเดินไปถึงด่านซึ่งเวลาค่อนข้างเย็นแล้ว ก็แอบแปลกใจเล็กน้อยเพราะว่าที่นี่ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเท่าไหร่นัก มาถึงคราวกรอกเอกสารกันบ้าง ถ้าให้พูดฝั่งไทยนี่ถือว่าง่ายมากแค่กรอกใบเข้าเมือง จากนั้นก็เดินตัวปลิวข้ามชายแดน ชิคๆ ชิวๆ ในระหว่างที่เดิมข้ามชายแดนก็มีฝรั่ง เดินปรี่เข้ามาถาม

“Hey Where are you going?”
ด้วยความที่เรียนอินเตอร์มาในที่สุดก็ได้ใช้ซักที…ภาษาอังกฤษเนี่ย
“We are going to Koh-Kong”
แต่เหมือนแกจะไปคนละทาง ก็เลยแยกย้ายกันไป
พื้นที่กึ่งกลางระหว่าง ชายแดนไทยและขแมร์

หลังจากข้ามมาฝั่งขแมร์ก็เดินมากรอกใบอีกรอบ ในขณะที่เราทั้งสองเดินแบบ งงๆ แบบว่า เชี่ยไปไงต่อวะ ก็มีขแมร์วัยกลางคน เข้ามาเสนอว่า “พ่อหนุ่ม เดี๋ยวลุงช่วยกรอกใบเข้าเมืองให้นะ คิดไม่แพง 20thb เอง” — เฮียแกพูดไทยได้คล่องปรื๋อ แต่ก่อนมาได้อ่านในเน็ทที่เตือนให้ระวังคนพวกนี้ ส่วนตัวพวกเราก็ไม่ยอมโดนเอาเปรียบง่ายๆหรอกเฟร้ย! สุดท้ายก็ตอบปฏิเสธไปตรงๆที่จริงแล้วเราสามารถกรอกเองได้เลยไม่จำเป็นต้องไปเสียเงิน จากนั้นก็เดินไปหาเจ้าหน้าที่ เค้าก็บอกว่า “มีค่าธรรมเนียมนะ” (จริงๆแล้วไม่ต้องเสีย) แต่ถ้าไม่จ่ายก็ไม่รู้เมื่อไหร่เข้าจะให้เราเข้า ก็โดนไปคนละ 120thbตามธรรมเนียม

โดนไป 120 หน้าสั่นไปดิ ไอแว่น

ความพีคต่อมาคือการหารถไป เกาะกง เข้าที่พักคืนแรก พอเดินไปตรงที่เหมือนจะเป็นดงตุ๊กๆ แต่ลักษณะตุ๊กๆของเขมรนั้นจะดูที่จะใหญ่กว่า ตุ๊กๆแบบบ้านเรามาก พอเดินไปปุ๊ป ลุงขแมร์ทั้งหลายก็แห่เข้ามา เหมือนงานประมูล ต่างตะโกนบอกราคา ตรงนี้แนะนำว่าต้องต่อรองดีๆ หลังใช้เวลาต่อรองอยู่ค่อนข้างนาน สรุปราคาลงตัวที่ 100thb สำหรับสองท่าน

หน้าตาหนุ่มขแมร์หลังโดนนังเจนนี่ต่อราคา

ในขณะที่รถตุ๊กๆค่อยเริ่มแล่นออกห่างจากด่านอย่างช้าๆและมุ่งไปสู่ เกาะกง ลุงแกก็ชวนคุยไปเรื่อย อันที่จริงคนขแมร์ค่อนข้างอัธยาศัยดีครับ ยิ้มแย้ม คุยกับลุงแกไปเรื่อย ก็จับใจความได้ว่าแกเคยอยู่แถวๆตราดมาก่อน ภาษาไทยจึงไม่ใช่อุปสรรคสำหรับแกเท่าไหร่นัก พอถึงที่พักลุงแกก็ถามว่าไปไหนต่อมั๊ย ด้วยความที่ไม่ค่อยแน่ใจ ก็เลยบอกลุงแกว่าขอเช็คอินก่อน (ที่จริงถามชื่อแกด้วย แต่จำไม่ได้ ขอโทษนะลุง) ลุงแกก็บอกว่าจะรอแถวๆนี้ละกัน เดินไป reception จัดแจงโชว์ booking numberที่จองออนไลน์ ทางโรงแรมก็จัดการให้อย่างไม่มีปัญหา

เกาะกงยามเย็น/มาถึงหน้าที่พักแล้ว
หลังจากได้กุญแจห้องอะไรเรียบร้อยแล้ว ลุงที่ Reception ก็ถามว่า
“Where are you going tomorrow?”
“We are going to Sihanoukville”
“Hey, Do you want to buy bus ticket? only 10 dollars per person”

เหมือนลุงแกพยายามขายของเบาๆ ก็ทำให้เริ่มเอะใจว่า มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ แต่ก็คุ้นๆว่า โบ๊ท (หนุ่มแพทย์ ที่บอกว่าจะตามมาจากจันทบุรี) เคยพูดว่า 10usd มันแพงไป ก็เลยบอกตาลุงว่า “เดี๋ยวรอเพื่อนก่อนละกัน” ลุงแกก็ไม่ย่อท้อนะ ต่างคนก็ต่างเถียงด้วยภาษาอังกฤษงูๆปลาๆ ลุงแกคงคิดว่าไม่ได้การเลยเปิดไพ่ไม้ตาย “ถ้าไม่จองรถมันจะเต็มนะ!” มาถึงตรงนี้เราก็ยังไม่สะท้านต่อคำขู่สุดท้าย เลยสรุปที่ว่า ขอเข้าห้องไปเก็บของก่อนค่อยว่ากัน

เห็นขแมร์อย่างนี้ สระว่ายน้ำนี่พร้อมนะครับ

03

อ่าาา…ได้เวลาเข้าห้องสักที โรงแรมที่ดูก็ไม่แย่อย่างที่คิดมาแอร์อะไรพร้อม ฝรั่งก็อยู่กันเยอะ โอเคแหละ! ไม่น่าจะแย่ จากนั้นก็ไขกุญแจเข้าไปในห้อง พอมาถึงก็จัดแจงวางของ เดินดูห้องรอบๆ ก็รู้สึกแบบ “เฮ้ยย คุ้มหว่ะ” สภาพห้องใหม่มากและไม่น่ากลัวเลย มีเตียงใหญ่ๆอยู่ 2 เตียง ในราคาคืนละ 25usd หารสามตกคนละ ประมาณ 8usd (~300thb) จากนั้นก็เตรียมเอนหลังลงบนเตียงเท่านั้นแหละ…

สภาพก่อน/หลัง ทำรก

“ก๊อก ก๊อก” มีคนมาเคาะประตูจ้า จะรูมเซอร์วิสก็ไม่น่าใช่เพราะไม่ได้สั่งอะไร พอเปิดประตูออกไป เป็น ลุงคนเดิม เพิ่มเติมคือhard sell แกพยายามจะมาขายตั๋วต่อ (นี่มันต้องขนาดนี้เลยหรอ? ตอบบบ) หลังจากเสียไปเกือบ 20นาที ผลสุดท้ายก็ไม่ใจอ่อน เพราะกะว่าจะออกไปเดินดูเองดีกว่า

ออกมาก็ไม่เจอลุงตุ๊กๆแล้ว สงสัยเถียงกับลุงยอดนักขาย นานไปหน่อย ขอโทษนะลุง


ป้ายแห่งความฟิน / ได้เวลาแตกธนบัตรกันแล้วนะ!

เดินออกมาแป๊ปเดียว ย้ำ!แป๊ปเดียว เจอตู้ขายตั๋วลักษณะเหมือนของบริษัทมาเปิดไม่มีการผ่านนายหน้าใดๆ ถามคุยไปมาก็ สนนคนละ 8usd (นั่นไง! ว่าแล้วว่าลุงแม่งแปลกๆ พยายามขายเกินไป กะแดกฟรีๆคนละ 2usdสินะ ไม่ได้แดกกรูหรอก) พอฟินจากการซื้อตั๋วได้ถูกกว่า ก็ถึงเวลาหาที่แลกเงิน เรียล เนื่องจากเพิ่งมาถึงและยังไม่ชินกับหน่วยเงินเลย ลองแลกแค่ 25usd ก็ได้เงิน ราวๆ 101,175riel ตอนนี้ก็เริ่มมืดละ ท้องก็ร้องปัญหาต่อไปคือ กินอะไร? ร้านไหน? ยังไง? ระหว่างทางที่ยืนงงๆหน้าร้านแลกเงิน ก็มีขแมร์บอยดูท่าทางใจดีขับมอไซค์มา (อันที่จริงๆเห็นขับๆอยู่ก็มาจอดถามหลายคันอยู่ แต่บังเอิญแกอยู่ใกล้สุด) ถามว่าจะไปไหน ไอเราก็บอกว่าเนี่ย หิว แนะนำร้านอาหารหน่อย พี่แกก็บอกว่า “ขึ้นมาเลย!”

ระหว่างทางไปร้านอาหาร เราทั้งคู่ก็ชวนแกคุยไปเรื่อย (นี่ซ้อนสามนะ) อยู่ดีๆก็มีคำถามผุดขึ้นมาว่า “เฮ้ย แล้วเราจะรู้ได้ไงวะ ว่าคนไหนเป็นมอไซค์รับจ้าง จะได้เรียกถูก” ขแมร์บอกก็ขำๆแล้วบอกว่า “ใครจะเป็นก็ได้” เราก็เออๆออๆไป…เดี๋ยวนะ ใครก็ได้หรอ? งั้นแสดงว่า เห็นนักท่องเที่ยวเดิน งงๆ ก็คิดราคาแล้วไปส่งได้เลยหรอ นี่มันง่ายอย่างงี้เลยหรอ? พี่แกก็บอก “ใช่” (แม่จ้าวว…พีคไปอีก) หลังจากตกตะลึงปนขำไม่นานก็ถึงร้านอาหารที่หมาย พี่แกก็คิดไปคนละ 1,500riel (~0.375usd) ด้วยความที่หิวกันมากก็สั่งอาหารกันรัวๆ เนื่องจาก เกาะกงเนี่ยติดทะเล ก็เลยกะว่าสั่งอาหารทะเลก็น่าจะเข้าท่า เปิดเมนูมานี่พร้อมต้อนรับAECอย่างมาก ภาษาเขมร ไทย และ อังกฤษ ครบ แต่ภาษาอังกฤษก็ต้องเข้าใจว่าวิบัติเหมือนของพี่ไทยเนี่ยแหละ


นึกภาพนิดนึงว่าเป็นร้านข้างทาง เหมือนไปกินข้าวต่างจังหวัด พวกร้านสไตล์ เจ้เขียว ลุงแดง ซีฟู้ด — สิ่งที่ไม่น่าเชื่ออันต่อมาคือ ร้านเค้ามี wifi นี่แหละน๊าา ความฟินอย่างที่สองในต่างแดน เสร็จสรรพต่อ wifi และนัดโบ๊ทมาเจอที่ร้านอาหาร

เอาจริงๆว่าอาหารที่ไม่ต่างอะไรกับไทยเลยแทบจะเหมือนกันหมดอาจจะแตกต่างในส่วนของน้ำจิ้มซีฟู๊ดที่รสชาติออกจะแปลกลิ้นหน่อยสำหรับคนไทย

ปลาหมึกลวก / ปูนึ่ง / ปลาผัดซอสเปรี้ยวหวาน (ที่จริงมีกุ้งชุบแป้งทอดอีกจากที่ไม่ได้ถ่ายมา)

อาหารมาถึงเรากับเจนนี่ก็มองหน้ากัน เหมือนเป็นสัญญาณให้รู้ว่า แดก จุดจบก็คงไม่บอก เกลี้ยงสิฮะ จะรออะไร หลังจากกินอิ่มตึงๆหางตาก็เหลือบไปเป็นเห็น เบียร์เย็นๆแช่อยู่ในตู้ เสร็จสรรพก็เดินไปหยิบมากระแทกปากทันที ในฐานะที่ทำงานใน field market research ก็มาสำรวจซะหน่อย ยี่ห้อแรก Cambodia ที่มีสโลแกน “National Beer, National Pride” (ดูแค่นี้แหละ555) กระดกหมดอย่างไวไปหยิบอีกประป๋อง ยี่ห้อ Angkor (เหมือนอังกอร์วัด) ที่มีสโลแกน “My country, My Beer” ถ้าพูดถึงรสชาติของเบียร์ — รสสัมผัสจะค่อนข้างเบาบางกว่าเบียร์ของบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด

สงสัยชาวขแมร์ชอบเบียร์ที่บ่งบอกว่าเป็นของขแมร์จริงๆสังเกตุได้จากชื่อและสโลแกน

จำไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่รสชาติแปลกประหลาด / เบียร์แห่งความภูมิใจของชาวขแมร์ / ไอแว่นถือเบียร์

ไม่นานนักโบ๊ทก็มาถึงด้วยความหิวโหย และก็เล่าเรื่องที่เจอก่อนข้ามด่าน

เล่าไปกินไป
โบ๊ทเล่าว่าตอนนั่งรถจากจันทบุรีมาตราดก็ปกติ แต่คราวนี้ปัญหามันอยู่ที่จาก ตราดไปที่ด่าน ซึ่งโบ๊ทบอกว่า ลงผิดจุดเนื่องจากมืดมากก เพราะคิดว่าถึงด่านแล้ว จริงๆยังไม่ใช่อีก10กว่ากิโล ท่ามกลางความมืดมิด โบ๊ทบอกว่า ซวยละเอาไงดี ยังดีที่เห็นว่ายังบ้านชาวบ้านเปิดไฟอยู่ เลยจ้างเค้ามาส่งที่ด่านท่ามกลางความมืด ของถนนรอบๆข้าง…โชคดีไปนะเอ็ง
ครบทีมหละน๊าา พร้อมลุย!

ในที่สุดครบทีมแล้ว! บิลอาหารก็ออกมาอย่างไว ออกมาแสนกว่าเรียล แอบตกใจเบาๆกินไรวะเป็นแสน แต่พอมานั่งหารคิดรายหัวก็ตกคนละประมาณ 10usd ก่อนกลับที่พักก็ยังไม่วายแวะไป ร้านสะดวกซื้อ จากการสำรวจ จิตวิญญาณในสายงานก็ลุกโชนอีกครั้ง เดินรอบร้านมองดูว่ามีแบรนด์หรือสินค้าอะไรบ้าง ส่วนมากเท่าที่สังเกตุก็พบว่า 80% สินค้าเหมือนในพวกเซเว่นบ้านเรา ภาษาไทยหราเลย สบายมากไม่ต้องเจอกับ Lemon Market Problem


ขอขยายความเรื่อง Lemon Market Problem ซักนิดสำหรับคนที่สนใจ ในทางเศรษฐศาสตร์ ปัญหานี้เกิดจากการมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอ (Asymmetric information) ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยจะก่อให้เกิดปัญหาความล้มเหลวของกลไกตลาด สุดท้ายแล้วในตลาดก็จะมีแต่การซื้อขายกันแต่เฉพาะ สินค้าคุณภาพต่ำเท่านั้น อ่านต่อที่นี่

และแล้วเวลาก็4ทุ่ม ทั้งสามคนก็ตัดสินใจเดินกลับที่พัก…วันแรกในขแมร์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี มีเรื่องให้เซอร์ไพร์สอีกเยอะ ชักเริ่มสนุกกับการมาเที่ยวแล้วสิ ก่อนนอนก็อดคิดไม่ได้ว่าทะเล เกาะรงค์ จะเป็นยังไงนะ จะสวยเหมือนที่เห็นในรูปรึเปล่า พรุ่งนี้จะโดน ขแมร์หลอกกินหัวคิวอักมั๊ยนะ คิดไปคิดมาก็ผลอยหลับไปเพราะการเดินทางที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน

ก่อนจะหมดวันแรกเรามาสรุปรายจ่ายคร่าวๆกันซะหน่อย ซึ่งจะปัดเป็นตัวเลขกลมๆเพราะต้องแปลงสกุลเงินไปมา เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ ดังนั้นรายจ่ายก็จะเป็นตัวเลขคร่าวๆครับ
ปัดจนเลขกลมสวยเชียว

ว่าต่อด้วยเรื่องที่พักสักนิด

แนะนำว่าพยายามเลือกที่พักที่ใกล้ๆจุดสำคัญๆจะได้ง่ายต่อการเดินทางหรือบางทีก็สามารถเดินไปอย่างไม่ไกลมาก โดยในจุดนี้โรงแรมหรือที่พักต่างๆจะจองผ่าน application หมดเลยเพื่อความสะดวกและจะได้ไม่ต้องเดินหาที่พักกันจนขาลาก สำหรับที่พักบางที่ลองสังเกตุดูเห็นว่า การเดินwalking-in เข้าไปก็ถูกกว่าจองonlineมาอีกนะ(ในบางโรงแรม) พอฟังก็เหมือนจะง่ายนะ แต่พอเอาเข้าจริงมีวันต่อมานี่แหละ พอไปถึงที่พักก็พบว่า…..

เจอกันตอนหน้าครับ

มุ่งสู่เกาะที่สวยที่สุดในเขมร


Don’t miss this! Our first episode of Khmer 101

ทำไมต้องเขมรหละ เขมรมีอะไรน่าเที่ยว?

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Teepakorn S.’s story.