SON OF SAUL : ในวันที่สูญเสียความเป็นมนุษย์


สารภาพบาปสักนิดสำหรับคนที่กำลังรอ Khmerตอนต่อไปอยู่ ขออู้แปปนึงมาเขียนเรื่องหนังสักหน่อย อย่าเพิ่งโกรธกันน๊า


หลังจากที่ประกาศรางวัล Oscar ได้ไม่นาน Son of Saul หนังสัญชาติฮังการี่จากผกก. László Nemes ได้คว้ารางวัลสาขา Foreign Language Film (สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ)ไปครอง โดยตัวหนังจะเน้นหนักไปที่ เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิวที่แคมป์ Auschwitz ของพวกนาซี

คำเตือนเนื้อหาในรีวิวต่อไปนี้มีสปอย!


รีวิว/วิเคราะห์ ตามความรู้สึก

โดยในตัวหนังเปิดเรื่องมาเหมือนการ “เล่าเรื่อง” ของ Saul Ausländer (Géza Röhrig) ชาวฮังกาเรี่ยน ที่ถูกจับมาเป็นเชลยที่ Auschwitz โดยที่หนังไม่ได้เล่าความเป็นมาอะไรมากมาย โดยแต่เพียงบอกว่าตัวของ Saul อยู่ในหน่วย Sonderkommando ถึงตรงนี้อาจจะ งง ว่ามันคือหน่วยอะไรชื่อย๊าวยาว

SonderKommando
Sonderkommando (ซอนเดอร์คอมมานโด)
เป็นชาวยิวที่ถูกพวกนาซีบังคับใช้งานนี่แหละ ซึ่งพวกนี้จะถูกใช้งานจนตาย มีอายุงานราวๆ 4 เดือนเท่านั้น ไม่ใช่แค่ค่าย Auschwitz ที่จะมีหน่วยนี้แต่ในส่วนของค่ายนรกอื่นๆก็มีเช่นกัน

โดยส่วนมากเนี่ยพวก จะมีหน้าที่ เก็บศพ, ทำความสะอาด, เผา และ เก็บของมีค่าให้พวกนาซี จากของชาวยิวด้วยกันหลังจากถูกรมแก๊ส พูดตรงๆว่าเป็นหน้าที่ที่โคตรหดหู่เลย ต้องเก็บศพพวกเดียวกันเองทุกๆวัน ซึ่งจากเหตุเองทำให้พวก ซอนเดอร์แต่ละคนค่อยๆละทิ้งความเป็นมนุษย์ของตัวเองลง ทีละนิด ทีละนิด บอกตรงๆถ้าไม่ดูหนังเรื่องนี้ก็ยังอาจจะไม่รู้จักหน่วยนี้เลยจริงๆ

หนังโฟกัสไปที่ Saul หลังจากพบศพเด็กชายคนหนึ่งแล้วเค้าก็ “อ้าง” ว่าเด็กคนนั้นคือลูกชายของเขา พบมาถึงตรงนี้ก็เป็นแรงผลักดันให้ Saul ตามหา “แรบไบ” (เหมือน บาทหลวง หรือ พระ ของชาวยิว) เพื่อที่จำทำพิธีศพให้ถูกต้องตามประเพณี ในขณะที่ซอนเดอคนอื่นๆพยายามวางแผนหนีออกจากค่าย หลังจากได้ข่าววงในว่า “เวลา” ของพวกเขาเหลือน้อยลงแล้ว ซึ่งเหมือนตัวหนังอยากจะสื่อว่า ศพเด็กชายที่ Saul เชื่อว่าเป็นลูกชายของเขา เป็น Symbol ที่พยายามดึงความเป็นมนุษย์ในตัว Saul กลับมา

นอกจากตัว บท, ฉาก และ ดนตรี ที่ impact มากๆ ทำให้ บางครั้ง ตัวหนังไม่ต้องใส่บทพูดมาก็เข้าใจ รวมไปถึงการใช้ อัตราส่วนของภาพแบบ 1.37 : 1 (อารมณ์ถือเลนส์ฟิก 35mm ถ่ายรูปเลยทีเดียว) ทำให้ตอนแรกต้องปรับสายตากันเล็กน้อย ก่อนที่จะเริ่มชินซึ่งจุดนี้ถือว่าทำได้ดีมาก ทำให้รู้สึก อึดอัด เหมือนถ่ายทอดผ่านทางสายตาของตัวเอก และที่สำคัญทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ในค่ายกักกันแทบจะตลอดเวลา ซึ่งเกือบทั้งเรื่องจะโฟกัสไปที่ตัวเอกโดยจะปล่อยฉากหลังเบลอ แทบจะตลอด เข้าใจว่า ผกก. ต้องการจะสื่อให้เน้นว่าเรื่อง โหดร้ายต่างๆนาๆที่เบลอมันกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้วในสายตาของผู้คนในค่าย ทำให้นึกถึงฉากเด็กผู้หญิงในเสื้อโค้ทสีแดงวิ่งไปตามถนน จากเรื่อง Schindler’s List เลยทีเดียว เรื่องดีงามอีกเรื่องก็คือ long shot ที่ดีมากนึกถึงเรื่อง Children of Men เลยเพราะแทบจะใช้ long shot ถ่ายทอดเรื่องราวความวุ่นวายต่างๆในค่ายแทบจะตลอด ตบท้ายด้วยตอนจบที่พีคและหดหู่ได้จริงๆ


โดยรวม Son of Saul ถือว่าเป็นหนังดีสำหรับเราเลย ดีจนกระทั่งต้องมานั่งเขียนบล็อคเลยทีเดียว ในมุมมองของเราให้ 9.5/10 เราว่ายังไม่มีหนังเรื่องไหนที่ “เรียล” และ “สิ้นหวัง” ได้ขนาดนี้ (ขนาดใน Schindler’s List เราว่าตัวหนังมันยังมีความหวังอยู่บ้าง) แต่น่าเสียดายที่ฉายแบบจำกัดรอบในบ้านเรา ทำหาดูค่อนข้างยาก แต่ถ้ามีเวลาไปดูเหอะ รับรองไม่ผิดหวัง