Photography Basics ! สอนพื้นฐานถ่ายรูปแบบง่ายๆและตอบคำถามที่พบบ่อย!
by @torcnn
สอนถ่ายรูปอย่างง่ายสำหรับมือใหม่หัดเล่นกล้อง พื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้ อยากถ่ายสวยทำยังไงงบแค่นี้ซื้อกล้องอะไรดี ต้องเจอค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ จะถ่ายภาพทั้งที มารยาทที่ควรมีติดตัวไว้คืออะไร
รวมไว้ให้ในนี้แล้ว อ่านแค่10กว่านาที รู้เรื่อง!
สวัสดีครับ นี่ @torcnn เองนะ

สาเหตุที่มาเขียนในวันนี้เพราะมีคนถามต่อกันเข้ามาเยอะมากๆ ระดับที่ตอบไม่หมดเกี่ยวกับเรื่องการใช้กล้องไม่ว่าจะถามกันมาทาง twitter, instagram หรือ ask.fm หลายๆคำถามก็มักจะเป็นคำถามซ้ำๆ ที่จริงแล้วมันก็มีในเน็ตแหละ ไม่รู้เขาอธิบายยากเกินไปรึเปล่าถึงได้แห่กันมาถามซะเยอะ เลยจะมาขอสรุปง่ายๆเอาในนี้และรวบรวมคำถามต่างๆที่เจอบ่อยๆให้อ่านกันง่ายๆครับ
คำถามที่เจอบ่อยเลยนะ ส่วนมากก็
พี่ถ่ายยังไงคะ?
ทำหน้าชัดหลังเบลอยังไงครับ?
หนูไม่มีตังซื้อเลนส์ ถ่ายเลนส์ที่ติดมากับกล้องยังไงให้สวยคะ?
หรือ อยากได้กล้อง ซื้อตัวไหนดีครับ?
เออ เดี๋ยวพี่จะอาสาช่วยบอกให้เองว่าควรทำไงกับชีวิต ถึงจะได้ดูมีไลฟ์สไตล์ที่คาวาอิแบบพิมฐาหรือฟรุ้งฟริ้งแบบแป้งโกะ แล้วไม่ต้องไปถามคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบในอินสตาแกรมช่างกล้องเขาอีก เผลอๆไปรบกวนเค้าด้วยนะนั่น เพราะฉะนั้นเดี๋ยวสอนมือใหม่เรื่องมารยาทให้ด้วยเลยละกัน จะได้ไม่โดนใครเขาว่าเอา
หมายเหตุ#1 : เราไม่ใช่คนที่ถ่ายรูปสวยเว่ออะไร แต่ก็พอจะรู้เบสิกอยู่บ้าง ทุกสิ่งที่จะนำมาแชร์คือเราเรียนรู้ด้วยตัวเองในระยะเวลา1ปีครึ่ง อยากจะshareให้เหล่ามือใหม่ได้ทราบเกี่ยวกับพื้นฐานและสิ่งต่างๆที่ควรรู้ในการถ่ายรูปนะครับ
หมายเหตุ#2 : ไม่ขอใช้ภาษาทางการนะ อยากให้ที่อ่านนี่เหมือนเพื่อนสอนกันอะ แถมขี้เกียจหาคำสวยๆมาใช้อีก
เริ่มที่ชนิดของกล้องดีกว่า ไม่ขอพูดถึงกล้องฟิล์มนะครับ
ชนิดของกล้อง
หลักๆของกล้องดิจิตอลก็จะมีอยู่สามอย่าง คือ
- Compact

2. Mirrorless

3. DSLR

ขออธิบายอย่างง่ายๆโง่ๆเลยนะ
Compact ก็คือกล้องจิ๋วพกพาง่ายสไตล์คุณป้ากรุ๊ปทัวร์จีนใช้อะ (แต่สมัยนี้คอมแพคเก่งๆก็มีนะ) กล้องชนิดนี้จะเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้
Mirrorless คืออะไรเดี๋ยวขออธิบายหลังDSLR
DSLR พูดง่ายๆก็คือกล้องใหญ่ เห็นทั่วๆไปในมือช่างกล้องอาชีพ ตัวนี้จะเปลี่ยนเลนส์ไปมาได้ ส่วนใหญ่จะมีขนาดที่ใหญ่และหนัก
หลายๆคนที่มาถามเราอะ คือในใจอะสนใจในตัว Mirrorless มาก่อนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะอธิบายตัวนี้ละเอียดหน่อยนะ
Mirrorless เป็นคลาสของกล้องที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Compact กับ DSLR ครับ ทุกวันนี้คนเรียกมินเล่อเหล็ดๆกันแต่ไม่รู้ว่าจริงๆความหมายของแม่งคืออะไร Mirrorless จริงๆมันย่อมาจาก Mirrorless Interchangable-lens camera (MILC) แปลไทยก็กล้องดิจิตอลชนิดเปลี่ยนเลนส์ได้ที่ไม่มีกระจก อ่าว หลายคนงงละไม่มีกระจกคือไรวะ ขออธิบายง่ายๆเรื่องกระจกว่า ปกติช่างกล้องที่ใช้ DSLR อะ ก่อนถ่ายเค้าก็จะส่องตาเข้าไปในช่องมองภาพ(viewfinder)ข้างหลังกล้องช่ะ กล้องDSLRมันจะมีกระจกที่สะท้อนภาพจากเลนส์ขึ้นไปยังช่องมองภาพอีกที ทีนี้ภาพที่เค้าเห็นก็จะเป็นภาพที่เลนส์เห็นนั่นเอง

เนี่ย มองเข้าไปในรูเนี้ย ก็จะเห็นภาพก่อนที่จะตัดสินใจกดชัตเตอร์
สำหรับกล้อง Mirrorless มันก็จะไม่มีกระจก แค่นั้นแหละ แค่นั้นเองจริงๆ
ทาดาร์!
จบ

พี่ถ่ายยังไงคะ?
คำถามยอดฮิตนี้เป็นคำถามที่ไม่ถูกต้องอย่างแรง คือสุดยอดแห่งความกว้างเลย เจอเข้าไปนี่กูไม่รู้จะอธิบายยังไง เอาเป็นว่ามาเรียนรู้เบสิกของการถ่ายภาพคร่าวๆกันก่อนเนอะ
จะถ่ายรูปอะ มันมีคอนเซปหลักๆอยู่3อย่างที่ขาดไม่ได้เลย คือ
- Shutter Speed
- ค่า F
- ISO
มาเริ่มกันที่ตัวแรกก่อนเลย
1.Shutter Speed ก็คือความเร็วชัตเตอร์ ถ้าชัตเตอร์สปีดเร็ว ก็ยิ่งจับภาพที่เคลื่อนไหวเร็วได้ชัดเจน แม่นยำ ในทางตรงกันข้าม ถ้าชัตเตอร์สปีดช้า สิ่งที่เราถ่ายก็จะดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ และจับภาพที่เคลื่อนไหวรวดเร็วได้ยากขึ้นและเบลอขึ้นครับ
หน่วยของความเร็วชัตเตอร์เนี่ยจะเป็นวินาที หลายๆคนคงเคยเห็น 1/60 บ้าง 1/100 บ้าง ไอ้ 1/60 เนี่ย ก็คือ หนึ่งส่วนหกสิบวินาที 1/100 ก็คือ หนึ่งส่วนร้อยวินาทีนั่นเอง เราสามารถปรับให้มันช้าเป็นระดับ 3วินาที 5วินาทีได้ด้วยนะ หรือจะปรับเป็น BULB คือไม่มีกำหนดว่ากี่วินาทีก็ได้ เอาตามความพอใจของเรา
ความเร็วชัตเตอร์ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าดีหรือไม่ดี ช่างกล้องจะใช้ชัตเตอร์สปีดตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันครับ
สมมติ#1 เกิดเราอยากถ่ายชัปปุยส์งี้ เราใช้ชัตเตอร์สปีดกลางๆค่อนไปทางช้าก็ได้ถ้าเขายืนหล่อๆให้เราถ่าย แต่ถ้าเค้าวิ่งเตะบอลอยู่ในสนาม เราก็ต้องใช้ชัตเตอร์สปีดที่เร็วขึ้นเพื่อจับโมเม้นสำคัญให้ทันครับ
สมมติ#2 เราอยากถ่ายใบพัดเครื่องบิน แล้วให้คนดูเห็นว่าใบพัดมันหมุนอยู่ เราก็ต้องปรับชัตเตอร์สปีดให้ต่ำ ในขณะที่ถ้าเราปรับชัตเตอร์สปีดให้เร็ว ใบพัดเครื่องบินมันอาจจะเหมือนกับว่าไม่ได้หมุนอยู่เลยก็ได้
รูปข้างล่าง รถคันนี้วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 60 km/hr ครับ ใช้ชัตเตอร์สปีดเร็ว 1/800 หรือหนึ่งส่วนแปดร้อยของวินาที กลายเป็นว่ารูปที่ออกมามันเหมือนจอดอยู่เฉยๆเลย

อะ รูปต่อมา รถวิ่งด้วยความเร็วใกล้เคียงกัน แต่พอถ่ายด้วยชัตเตอร์สปีดช้าๆ เป็นไง รถดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหว ไม่แข็งทื่อแบบภาพตะกี๊ อันนี้ความเร็วชัตเตอร์ 1/30 หรือ หนึ่งส่วนสามสิบของวินาทีครับ

ชัตเตอร์สปีดนอกจากจะกำหนดความเร็วในการจับภาพแล้ว ยังมีส่วนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องแสงด้วยนะ
ความสัมพันธ์กับแสงของค่าชัตเตอร์สปีด คือ ถ้าชัตเตอร์สปีดเร็ว ชัตเตอร์ก็จะมีเวลาให้แสงเข้ามาน้อย ชัตเตอร์สปีดช้า ก็จะมีเวลาให้แสงเข้ามาเยอะขึ้น พูดง่ายๆคือถ้าชัตเตอร์สปีดยิ่งช้า ภาพก็จะยิ่งสว่าง ถ้าชัตเตอร์สปีดยิ่งเร็ว ภาพก็จะยิ่งมืดลง อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆนะ ต้องจำเอาไว้เลย จริงๆถ้าใครเคยดูฮอร์โมนส์ซีซั่น2อะ ตอนที่หมอกสอนขวัญถ่ายรูป เขาก็อธิบายไว้ค่อนข้างชัดเจนเลยแหละ
ชัตเตอร์สปีดที่แนะนำสำหรับมือใหม่คือ ประมาณ1/60ขึ้นไปนะครับ ถ้ามือนิ่งขึ้นแล้วค่อยปรับให้ลดลงตามความเหมาะสม
สรุปตามนี้
เรื่องการเคลื่อนไหว:

(Source: http://wp.comm.ohio-state.edu/carrizo/?p=2107)
เรื่องแสง:

(Source: http://laughingkho-factory.blogspot.com/2013/09/aperture-shutter-speed-and-iso.html)
อะจบละ ไปที่ตัวต่อไปเลยนะ
2.ค่า F ก็คือ รูรับแสง หากค่าFยิ่งต่ำ ยิ่งสามารถทำหน้าชัดหลังเบลอได้ดี ภาษาช่างกล้องเค้าเรียกชัดตื้น หากค่าFยิ่งเยอะ ฉากข้างหลังก็จะชัดขึ้น หรือเบลอหลังได้น้อยลง ทำให้ชัดทั้งภาพ หรือเรียกว่าชัดลึก
ส่วนมาก เลนส์ที่ยิ่งค่าFต่ำก็จะยิ่งแพงครับ




ข้างบนเป็นรูปที่ใช้ค่าFต่ำๆ เห็นปะว่ามันเบลอหลังได้เยอะ และทำให้ตัวแบบเด่นขึ้นมาจากภาพรวมทั้งหมด ค่าFต่ำๆจะเหมาะกับการใช้ถ่ายภาพบุคคลและวัตถุอื่นๆที่ผู้ถ่ายต้องการให้ดูเด่นขึ้นมาจากภาพ
ต่อมาเป็นภาพที่ใช้ค่าFสูงๆบ้าง คือ ค่าFเยอะๆเนี่ยจะทำให้ภาพเก็บรายละเอียดได้ดี จะเหมาะกับการถ่ายวิวไรงี้ที่คนถ่ายอยากจะเก็บรายละเอียดทั้งหมด เห็นปะ จากรูปมันชัดทั้งภาพเลย


ค่าFเนี่ยก็มีความสัมพันธ์กับแสงอยู่เหมือนกัน คือ ถ้าลองสังเกตดีๆนะ เวลาเราปรับค่าFแล้วเราส่องเข้าไปในเลนส์อะ ถ้าค่าFต่ำ รูที่ให้แสงและภาพผ่านข้างในเลนส์มันจะกว้างมาก แต่ถ้าเราปรับค่าFสูงขึ้น รูเวลาเรามองผ่านเข้าไปในเลนส์มันจะแคบลง แคบลง แคบลงเรื่อยๆ นั่นทำให้ถ้าFต่ำ(รูรับแสงกว้าง) แสงที่เข้ามาในภาพก็จะมากขึ้น ถ้าFสูง(รูรับแสงแคบ) แสงที่เข้ามาในภาพก็จะลดลงครับ
สรุปด้วยภาพนี้เลยนะ

(Source: thephotographerblog)
อะ ทบทวนก่อน เดี๋ยวจะพูดถึงหัวข้อต่อไปแล้วนะ
3.ISO บางคนเรียกไอโซ่ บางคนเรียกไอเอสโอ จะเรียกไรก็เรียก มันเป็นตัวเลือกสุดท้ายหลังจากเราปรับ Shutter speed และ ค่าF เสร็จสิ้นครับ มันเป็นตัวช่วยที่จะมาชดเชยแสงให้กับเราในสภาวะแสงน้อย ง่ายๆเลยก็คือ ถ้าค่า ISO สูงขึ้น ภาพก็จะสว่างขึ้น ยังไงก็ตามมันก็มีข้อเสียของมันอยู่ คือถ้า ISO ยิ่งสูง noise ในภาพก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย noise ก็คือความหยาบที่เข้ามารบกวนในภาพ หรือจุดๆๆที่มารบกวนในภาพอะ เดี๋ยวดูตัวอย่างจะได้นึกออก

ภาพนี้ใช้ ISO ที่ 1600 จะสังเกตได้ว่า การปรับชดเชยแสงทำให้รายละเอียดของภาพเสียไป เพราะมีnoiseมารบกวน

ดูกันให้ชัดๆ
เราเลือกใช้ISOในสภาวะแสงน้อยเท่านั้นก็พอครับ เช่น ถ่ายในบ้าน ถ่ายกลางคืน ถ้าเป็นไปได้ก็หลีกเลี่ยงการเพิ่มISOโดยไม่จำเป็น แต่อย่าถึงกับว่าไม่ยอมใช้ISOเลยเพราะกลัวภาพไม่สวยนะ ใช้ไปเถอะ แค่noiseนิดๆหน่อยๆมันก็ยังเป็นอะไรที่ยอมรับได้แหละ
เรียบร้อยแล้ว เบสิกของการถ่ายภาพมีแค่นี้เอง ทบทวนกันอีกรอบนะ
ชัตเตอร์สปีดยิ่งเร็ว ยิ่งถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ชัดเจนขึ้น และทำให้ภาพมืดลง
ชัตเตอร์สปีดยิ่งช้า ยิ่งทำให้ภาพเหมือนกำลังเคลื่อนไหว และทำให้ภาพสว่างขึ้น
ค่าFน้อย ยิ่งทำหน้าชัดหลังเบลอได้ดี และทำให้ภาพสว่างขึ้น
ค่าFมาก ยิ่งทำให้ฉากหลังชัดขึ้น และทำให้ภาพมืดลง
ISOยิ่งมาก ยิ่งทำให้กล้องไวต่อแสงมากขึ้น ภาพจะสว่างขึ้น แต่noiseมากขึ้น
จบไปกับ พี่ถ่ายยังไงคะ? แล้วนะครับ เวลาเราถ่าย เราก็แค่เลือกตั้งค่าของกล้องให้เหมาะกับสิ่งที่เราจะถ่ายแค่นั้นเองครับ ก่อนถ่ายควรจะรู้ก่อนว่า เราจะถ่ายออกมายังไง แล้วปรับกล้องให้เหมาะสม พยายามฝึกฝนให้คล่อง แล้วการถ่ายภาพจะง่ายขึ้นเยอะเลย
ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอยังไงครับ?
นี่ก็อีกคำถามโลกแตก แต่เอาจริงๆ ไม่ยากครับ ถ้าอ่านเกี่ยวกับค่าFข้างบนแล้ว เราก็มาต่อกันได้เลย อย่างที่อธิบายไปว่า ค่าFยิ่งน้อย ยิ่งทำหลังเบลอได้ดี นั่นแหละครับ นั่นคือข้อแรกสำหรับการถ่ายให้เกิดหน้าชัดหลังเบลอ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่จะทำให้เกิดหน้าชัดหลังเบลอ เพราะมันยังมีปัจจัยอื่นๆอีก เดี๋ยวจะค่อยๆอธิบายนะครับ
ปัจจัยสำคัญก็คือ
- ค่าFน้อย
- คนถ่ายอยู่ใกล้แบบ
- แบบอยู่ห่างจากฉากหลัง
- ระยะของเลนส์ไกลมากพอ
- วัตถุที่ถ่ายมีขนาดเล็ก
- ข้อแตกต่างระหว่างกล้อง full-frame และ crop sensor
เอาจริงๆอาจจะมีอีก แต่คือนึกออกเท่านี้ครับ 55555 เดี๋ยวอธิบายรายตัวเลยเนอะ
- ค่าFน้อย อันนี้ถ้ายังงง ให้กลับไปอ่านเบสิกข้างบนได้เลยครับ


ถ้าจะเลือกซื้อเลนส์ไปถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ ก็ควรจะเลือกซื้อเลนส์ที่มีค่าFต่ำๆครับ เอาค่าFซัก1.8คือกำลังดีเลย หรือถ้าเงินถึงก็ไปเล่น F 1.4 หรือต่ำกว่านั้นได้เลยครับ (แต่แพงหน่อยนะจ๊ะ)
สรุปอีกครั้งนะครับ ยิ่งFน้อย ก็ยิ่งเบลอหลังได้ดี
2. คนถ่ายอยู่ใกล้แบบ อันนี้ลองนึกถึงความเป็นจริงนะ ถ้าสมมติเราจะถ่ายนางแบบคนนึง แล้วเค้าเสือกยืนอยู่ไกลเรามากๆงี้ นางแบบคนนั้นมันก็จะกลืนกับฉากหลังไปเลย แล้วทีนี้จะทำหน้าชัดหลังเบลอยังไง เก็ตปะ
แต่ในขณะที่ถ้าเค้าเข้าเดินเข้ามาใกล้คนถ่าย เราก็จะสามารถเน้นที่ตัวเค้าได้ดีมากยิ่งขึ้น จะทำให้ทำหน้าชัดหลังเบลอได้ดีมากขึ้นด้วย อะมาดูตัวอย่าง

รูปข้างบนนี้ถ่ายด้วย sony nex6 + 50mm f1.8 ตอนที่เราถ่าย สเต๊กจานนี้วางอยู่ใกล้เรามากๆ เห็นปะว่ามันจะช่วยให้หลังเบลอมากๆเลย แต่พอลองมาดูรูปข้างล่าง ถ้าเราถ่ายเน้นสเต๊กจานนี้เหมือนกันแต่ถอยหลังไปอีกหน่อย สิ่งที่อยู่ข้างหลังจานสเต๊กมันก็จะเบลอน้อยลงครับ

ลองสังเกตโดยเฉพาะรายละเอียดของจานที่วางอยู่ด้านหลังดู เห็นความแตกต่างกันแล้วเนอะ
อีกตัวอย่าง ถ้าจับนางแบบมายืนใกล้ๆมันก็จะเบลอได้เยอะ

แต่ถ้าแบบอยู่ไกลออกไป ถามว่าเบลอได้มั้ย ก็พอได้ แต่จะน้อยลงพอสมควร

3. แบบอยู่ห่างจากฉากหลัง อันนี้เป็นคอมม่อนเซ้นส์ครับ ถ้าหากแบบกับฉากหลังแม่งเสือกอยู่ติดกัน แล้วมันจะไปเบลออะไรได้ล่ะ

เนี่ย ถ้านายแบบยืนติดกับฉากหลังแบบภาพข้างบนนี้ เลนส์อะไรก็จะเบลอหลังไม่ได้หรอกครับ

แต่ถ้าแบบยืนห่างจากฉากหลัง มันก็จะมีฉากหลังให้เบลอ เห็นแมะ

ฉากหลังยิ่งอยู่ไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งเบลอได้มากเท่านั้น
ดูง่ายๆจากรูปข้างล่างนี้ ฉากที่อยู่ใกล้ๆ(ด้านข้างของภาพ)จะเบลอน้อยกว่า พอไล่ไปถึงฉากหลังที่อยู่ไกลๆ(ตรงกลางของภาพ)มันก็จะเบลอมากกว่า

ข้างล่างนี่ก็เช่นกัน

4. ระยะของเลนส์ไกลมากพอ เรื่องของระยะเลนส์มีส่วนอย่างมากในการทำให้หลังเบลอไม่แพ้กับค่าFเลยครับ ยิ่งช่วงระยะเลนส์ไกลมากขึ้น ยิ่งเบลอหลังได้ดี ยกตัวอย่างนะ สมมติเรามีเลนส์ 100mm f2.8 กับเลนส์ 16mm f2.8 เทียบกันสองตัว ที่ค่าFเท่ากันที่2.8
ตัวที่เบลอหลังได้ดีกว่าคือเลนส์ 100mm f2.8 ที่มีระยะไกลกว่าครับ
อะๆ มาลองดูภาพจากเลนส์ 16mm f2.8 จะสังเกตได้ว่าเบลอหลังพอได้อยู่นะครับ แต่ก็ไม่มากนัก

ส่วนข้างล่างเป็นภาพจากเลนส์ 100mm f2.8

เบลอกว่าอย่างชัดเจนครับ
เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะถ่ายให้หน้าชัดหลังเบลอมากๆ เราก็ควรจะเลือกช่วงเลนส์ให้เหมาะสมด้วย ระยะที่แนะนำเป็นช่วง 35mm หรือ 50mm ขึ้นไปนะจ๊ะ
5. วัตถุที่ถ่ายมีขนาดเล็ก คืองี้ อธิบายง่ายๆเลยนะ สมมติเราถ่ายอะไรที่มีขนาดเล็กอย่างเช่น ขนมเค้ก ของเล่น ดอกไม้ เราก็จะสามารถถ่ายให้เน้นวัตถุนั้นได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันถึงเราจะเอากล้องติดเลนส์ที่เบลอหลังได้ดีชิบหายแค่ไหน ถ้าเราเอามันไปถ่ายตึกช้างตรงเมเจอร์รัชโยธินมันก็เบลออะไรไม่ได้เพราะวัตถุมันมีขนาดใหญ่เกินไป


6. ความแตกต่างของกล้อง full-frame และ crop sensor หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่าฟูลเฟรมกับตัวคูณ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร คืองี้ครับ อธิบายง่ายๆว่า กล้องชนิดฟูลเฟรมเป็นกล้องที่มีsensorขนาดใหญ่สอดรับพอดีกับภาพที่เข้ามาในเลนส์ ส่วนกล้องตัวคูณจะเป็นกล้องที่มีขนาดของsensorที่เล็กลงมา คนไทยเรียกกล้องชนิดนี้ว่า ตัวคูณ ส่วนฝรั่งจะเรียกว่า crop sensor ทำไมถึงเรียกว่า crop sensor? มาดูตัวอย่างกัน
สมมติว่านี่คือภาพจากกล้อง full-frame นะครับ

ถ้ายืนอยู่ที่เดียวกัน ภาพที่ได้จากกล้อง aps-c หรือตัวคูณ 1.5 จะเป็นอย่างข้างล่างนี้

ทีนี้เข้าใจยังว่าทำไมฝรั่งเรียก crop sensor ก็เพราะว่าภาพที่ได้จะเหมือนถูก crop มาจากกล้อง full-frame อีกทีนั่นเองครับ ที่คนไทยนิยมเรียกกันว่ากล้องตัวคูณก็เพราะว่า สมมติเราติดเลนส์ระยะ 50mm เข้ากับกล้องaps-cที่มีคุณสมบัติคูณ1.5(ฝรั่งเรียกcrop factor 1.5)ระยะของเลนส์จะเพิ่มขึ้นเป็น 75mm ตามคุณสมบัติของกล้องครับ
ฝรั่งเขาโฟกัสกับภาพที่ถูกcrop แต่คนไทยโฟกัสกับระยะนั่นเอง ถึงเรียกต่างกัน
เท่าที่เห็นกล้องตัวคูณทั่วไปที่เป็นที่นิยมในตลาด
Sony, Fuji และ Nikon คูณ 1.5 (เซ็นเซอร์ขนาด APS-C)
Canon คูณ 1.6 (เซ็นเซอร์ขนาด APS-C) บางตัวคูณ1.3 (APS-H)
และ Olympus คูณ 2 (เซ็นเซอร์ตัวนี้ไม่เรียก APS-C นะ จะเรียก 4/3 แทน อ่านว่า Four Thirds)
ยกตัวอย่างอีกรอบ เมื่อเลนส์ระยะ50mm ถูกคูณด้วย1.6 ก็จะกลายเป็นระยะ80mmครับ ทำให้ผู้ใช้กล้องตัวคูณต้องถอยหลังมากกว่าผู้ใช้full-frameนั่นเอง
อ้าว เมื่อเราต้องถอยหลังออกจากแบบมากขึ้นเพื่อจัดวางองค์ประกอบให้เหมือนfull-frame นั่นหมายความว่าเราจะเบลอหลังได้น้อยลงใช่มั้ย?
คำตอบคือ ใช่ครับ ตามหลักของ 2.คนถ่ายอยู่ใกล้แบบ เลย
กล้องfull-frameในปัจจุบันมีราคาค่อนข้างแพงครับ แลกมาด้วยความสะดวกสบายและองค์ประกอบภาพที่สวยงามกว่า แต่ก็มีแนวโน้มที่จะมีราคาจะถูกลงหลังจากSonyเริ่มบุกเบิกตลาด full-frame mirrorless และมีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก คนที่อยากได้ฟูลเฟรมในราคาถูกๆถ้าไม่ซื้อมือสองก็อาจจะต้องรอกันหน่อยครับ
ข้อควรระวัง: หลายๆคนมักจะคิดว่าการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอเป็นสิ่งที่ดีเสมอ ถ้ายิ่งfน้อยได้ยิ่งดี ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เลย การถ่ายรูปคือการเล่าเรื่อง ไม่ใช่การแข่งกับคนอื่นว่าเราเบลอหลังได้มากกว่า อย่ายึดติดกับการเบลอหลังมากจนลืมว่าเราจะเล่าอะไรให้กับคนที่ดูภาพนะครับ
อะ แล้วนี่ก็เป็นการอธิบายคร่าวๆของคำถามโลกแตก ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอยังไงครับ? นะครับ มันมีหลายปัจจัยอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ทุกปัจจัยนะครับ เลือกใช้เฉพาะวิธีที่เหมาะสมกับเราที่สุดก็พอครับ
มาต่อกับที่คำถามที่พบบ่อยคำถามต่อไปเลย
หนูไม่มีตังซื้อเลนส์ ถ่ายเลนส์ที่ติดมากับกล้องยังไงให้สวยคะ?
นี่มักจะเป็นคำถามที่น้องๆหลายคนอยากรู้แต่ไม่อยากถามครับ เพราะบางคนกลัวว่ามันจะเป็นการแสดงออกว่าเราทุนน้อย แต่อย่ายอมแพ้ครับ เราต้องสู้
เกือบ100%ของคนที่มาถามเราจะนิยามคำว่าภาพสวยว่า หน้าชัดหลังเบลอ ครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวเรามาลองทำหน้าชัดหลังเบลอด้วยเลนส์ติดกล้องกัน
ถ้าอยากจะเบลอหลังด้วยเลนส์ติดกล้องล่ะ?
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า เลนส์ที่ติดมากับกล้องมักจะเป็นเลนส์ซูม ระยะค่อนข้างสั้น รูรับแสงไม่กว้างมากนัก(ค่าFประมาณ 3.5–5.6) ถ่ายกลางคืนลำบาก ข้อจำกัดที่มากมายเหล่านี้บางทีมันทำให้การถ่ายรูปของเราไม่สนุกครับ แต่เราจะทำหน้าชัดหลังเบลอสวยๆด้วยเลนส์ติดกล้องไม่ได้จริงๆเหรอ? คำตอบคือ ทำได้นะครับ มันก็พอจะมีวิธีอยู่ อยากให้อ่านหัวข้อ ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอยังไงครับ? ข้างบนให้เข้าใจก่อน แล้วถึงอ่านต่อนะ
หลักๆเลยก็คือ
- ซูมเข้าไป!
- ปรับค่าFให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้!
- กล้องอยู่ใกล้แบบ แบบอยู่ไกลฉากหลัง
- ถ่ายวัตถุขนาดเล็ก
- (อันนี้แถม ไม่เกี่ยวกับการเบลอหลัง)ใช้foregroundให้เป็นประโยชน์

- ซูมเข้าไป! ภาพนี้ใช้ซูมไปที่ระยะ 29mm ทำให้ระยะของเลนส์เราไกลขึ้น ก็จะช่วยทำให้เบลอหลังได้ดีขึ้นด้วย แต่การซูมจะทำให้Fไหล เดี๋ยวอธิบายในหัวข้อต่อไปละกัน
- ปรับค่าFให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปรับให้มันต่ำที่สุดเท่าที่เลนส์เราให้ได้เลยครับ แต่ต้องอธิบายก่อนว่า เมื่อเราซูมมากขึ้น ค่าFของเราก็มีโอกาสที่จะไหลเพิ่มสูงขึ้นได้ครับ เวลาเราดูเลนส์ บางคนจะงงว่า เลนส์ของเราเขียนว่า ระยะ 16–50mm f3.5–5.6 มันคืออะไร ทำไมค่าFถึงไม่ระบุไปเลยว่าเท่าไหร่ อาการแบบนี้เค้าเรียกว่า Fไหลครับ จะเกิดขึ้นเมื่อเราซูมเข้าไป คือถ้าเราซูมเข้าไปที่ระยะ50mm f ต่ำสุดเราจะเป็น 5.6 ถ้าเราไม่ซูม f ต่ำสุดจะอยู่ที่3.5 (จริงๆมันมีเลนส์ที่ซูมแล้วFไม่ไหลด้วยนะ แต่แน่นอนครับ แม่งโคตรแพง) ยังไงก็ตาม ถ้าเราใช้วิธีนี้ควบกับ ซูมเข้าไป! เราจะเบลอหลังได้มากขึ้นครับ รูปข้างบนคือเมื่อซูมเข้าไประยะ29mm f4.5จะกลายเป็นfต่ำสุดที่ใช้ได้ เห็นมั้ย ถึงค่าfจะเยอะแต่เบลอหลังไม่แพ้เลนส์fต่ำๆเลย
- กล้องอยู่ใกล้แบบ แบบอยู่ไกลฉากหลัง อันนี้ก็อย่างที่อธิบายไปใน ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอยังไงครับ? เนอะ กลับไปอ่านข้างบนดูได้ จากภาพนี้นะ ตอนถ่ายกล้องนี่ใกล้จนแทบจะจิ้มตุ๊กตาอยู่ละ แล้วเราก็วางฉากหลังสวยๆให้อยู่ไกลๆลิบๆ มันจะได้เบลอเยอะๆ
- ถ่ายวัตถุขนาดเล็ก เลนส์ติดกล้องถ้าถ่ายวัตถุเล็กๆมันก็เบลอสวยไม่แพ้เลนส์fต่ำๆหรอก จากรูปข้างบน ตุ๊กตาที่ถ่ายสูงประมาณคืบเดียว ถ้าเราใช้3หัวข้อที่ผ่านมาบวกกับการถ่ายวัตถุขนาดเล็กๆ มันก็จะช่วยให้เบลอหลังได้เยอะเลยแหละ
- ใช้ foregroundให้เป็นประโยชน์ ข้อนี้แถมให้ เพราะมันจะทำให้ภาพเราดู “มีอะไร”มากขึ้น หลายๆคนงง foreground คือไร มันก็คือส่วนประกอบในภาพที่ไม่ใช่จุดที่เราโฟกัสและวางอยู่ด้านหน้าตัวแบบนั่นเอง เลนส์ติดกล้องมันเบลอหลังยากนักใช่ปะ เราก็เบลอหน้าแม่งเลย วิธีนะ คือเอาอะไรก็ได้อย่างเช่นดอกไม้ ก้อนหิน แก้วน้ำ หมา แมว อะไรก็ได้เลยจริงๆ มาวางไว้ข้างหน้าตัวแบบ แล้วพอเราจะถ่ายอะไรก็ตามอะ เราก็แค่ถ่ายให้มันติดforegroundนั่นนิดนึง อย่างเช่นรูปข้างบนนั่นนะ จะเห็นว่า เราวางวู้ดดี้ให้ยืนอยู่นอกโฟกัสและวางไว้ด้านหน้า วู้ดดี้จะได้หลุดโฟกัสและเป็นforegroundให้กับภาพ ภาพก็จะดูสวยมากขึ้นใช่มั้ยล่าาาาาา
ส่วนภาพด้านล่างนี้ไม่ได้ใช้เลนส์kitติดกล้องนะครับ แต่เป็นการอธิบายเรื่อง foreground ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีลำต้นของต้นไม้เป็น foreground อยู่ทางซ้ายล่างครับ foreground จะทำให้ภาพดู “มีอะไร” มากขึ้นครับ

ส่วนภาพนี้ก็ใช้foregroundเป็นใบไม้ทางด้านซ้ายบนครับ นอกจากจะบังรถที่ดูเกะกะได้แล้ว เห็นมั้ยว่ามันทำให้ภาพดู “มีอะไร” ขึ้นเยอะเลย

การทำforegroundสำหรับเลนส์ติดกล้องนั้นง่ายกว่าการเบลอหลังมากมายครับ แค่หาอะไรมาบังหน้าเลนส์นิดหน่อยเท่านั้นเอง ภาพก็จะดู “มีอะไร” มากขึ้นแล้วครับ เป็นอีกทางออกนึงที่เหมาะกับผู้ที่ใช้เลนส์ที่เบลอหลังได้น้อยครับ
จริงๆเลนส์ติดกล้องสามารถถ่ายอะไรอย่างอื่นสวยได้เหมือนกันนะ อย่างเช่นการถ่ายวิวทั่วๆไปก็สวย
ถ้าถ่ายวิวกลางวัน ลองปรับค่าFให้สูงขึ้นครับเพื่อเก็บรายละเอียด
ถ้าถ่ายวิวกลางคืน ลองหาขาตั้งกล้อง แล้วปรับค่าshutter speedต่ำๆดู เคยเห็นเวลาคนถ่ายอนุสาวรีย์ชัยกลางคืนปะ แล้วในภาพมีแสงวิ่งๆบนถนนแถมไฟยังเป็นแฉกๆอะ แบบนั้นแหละ เลนส์ติดกล้องก็ทำได้ครับ
ลองไปศึกษาวิธีการถ่ายวิวจากเว็บต่างๆดูนะครับ เราไม่ขออธิบายลึก เพราะไม่ใช่สายที่ถนัดครับ
จริงๆคุณสมบัติดีๆของเลนส์ติดกล้องมันยังไม่ได้จบแค่นี้หรอก ถ้าเรารู้จักเลนส์เราดี เราก็จะเข้าขากับเลนส์นั้นได้ดี รูปก็จะสวยขึ้น การฝึกฝนบ่อยๆจะทำให้เราเก่งขึ้นเอง แล้วในที่สุดเราจะรู้ครับว่าเราชอบถ่ายอะไร เป็นมือกล้องสายไหน เลนส์ต่อไปที่เราอยากจะได้ในอนาคตคือเลนส์อะไร อย่าดูถูกเลนส์ติดกล้องนะ เลนส์ติดกล้องนี่แหละจะเป็นเหมือนกับครูของเราคนนึงเลยล่ะ
มารยาทขั้นพื้นฐานและสิ่งที่ไม่ควรทำ
การจะอยู่ในสังคมไหนก็ตาม เราก็ต้องรู้จักมารยาทขั้นพื้นฐานในสังคมนั้นซะก่อน ไม่ใช่มั่วๆซั่วๆเข้าไปจะโดนด่า เดี๋ยวเราจะบอกให้เองว่าอะไรควรไม่ควร
- อย่าดูถูกคนที่ใช้กล้องราคาถูกกว่าเรา อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำมากๆ กล้องแพงกว่าไม่ได้แปลว่าจะถ่ายออกมาสวยกว่าเสมอไป ของแบบนี้เค้าวัดกันด้วยผลงานทั้งนั้นแหละ
- หลบให้คนอื่นเขาถ่ายบ้าง บางโอกาสอย่างเช่นงานมอเตอร์โชว์งี้ ทุกคนก็จะรุมถ่ายพริตตี้ถูกปะ ก็ใช่อยู่ว่าทุกคนอยากได้รูป แต่ไม่ใช่ว่าต้องไปยืนขวางเกะกะคนอื่นเพื่อให้ได้รูปดีๆอะ พอเราถ่ายรูปเสร็จ ได้รูปดีๆแล้ว ก็เดินออกมาครับ หลบทางให้คนอื่นเค้าได้รูปดีๆบ้าง อย่าทำตัวเหมือนทัวร์จีนที่เดินไปทางไหนก็เกะกะครับ ใจเขาใจเรา
- เป็นมิตรกับพวกเล่นกล้องเข้าไว้ การผูกมิตรกับช่างกล้องด้วยกันไว้เป็นสิ่งที่ดีมากครับ จะช่วยเกื้อกูลกันให้ฝีมือเราพัฒนามากขึ้นด้วย อย่าไปเชิดใส่ ถึงแม้บางท่านจะพูดเยอะไปหน่อย อารมณ์แบบว่านานๆทีเค้าจะเจอเพื่อนที่คุยกันรู้เรื่อง ก็ทนๆฟังหน่อยนึงครับ อย่าไปโกรธไปเกลียดเขาเลย

4. เลิกเข้าไปถามคนอื่นแบบไร้มารยาท บ่อยครั้งที่ช่างกล้องหลายๆคนเจอปัญหานี้ คือตัวเองลง Contact for work ไว้ในอินสตาแกรม แล้วมีใครไม่รู้addมา ไอ้เราก็นึกว่าจะมาจ้าง ปรากฏว่าแม่งaddมาถามเรื่องการถ่ายรูปเฉย ให้ตอบคนเดียวมันก็พอตอบได้แหละ นี่แม่งaddมาเป็นสิบ กูตอบไม่ไหว ทั้งๆที่หลายสิ่งหลายอย่างมันก็หาได้ในอินเตอร์เน็ต พฤติกรรมแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งครับ Contact for work มีไว้ติดต่องานเท่านั้น ไม่ใช่ช่องทางที่เราสามารถเข้าหาใครก็ได้ด้วยจุดประสงค์ที่ตามใจตัวเองขนาดนั้น

5. วิจารณ์ภาพคนอื่นอย่างรักษาน้ำใจ ไม่มีใครชอบโดนด่าหรอก จริงป๊ะล่ะ หลีกเลี่ยงการใช้พูดคำแรงๆ อย่างเช่น กาก ห่วย โง่ แล้วชีวิตในสังคมนี้จะยืนยาวนะ
6. หยุดถามคำถามติงต๊อง ยกตัวอย่างเช่น พี่ถ่ายยังไงคะ? ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอยังไงคะ? อยากได้กล้อง ซื้อตัวไหนดีครับ? ทุกสิ่งล้วนหาได้ในอินเตอร์เน็ต นี่ปี2015แล้ว ไปอยู่ไหนมา อย่างน้อยศึกษามานิดหน่อยแล้วค่อยถามจะดีกว่าครับ
7. พิมฐาใช้กล้องอะไรคะ เก็ทฟีลปะ พี่ชื่อต่อ ไม่ได้ชื่อพิมฐา อยากรู้เรื่องของใครก็ไปถามคนนั้นสิ
8. จะปรึกษาคนอื่น ควรรู้ความต้องการของตัวเองก่อน อันนี้เคยเจอและค่อนข้างเพลีย สมมตินะว่าเธอจะซื้อกล้องซักตัว ศึกษาเรื่องกล้องไประดับนึงแล้ว ปรากฏว่าเหลืออยู่2ช้อยส์ที่สนใจ คือ sony a5100 กับ canon 70d มือสองงี้ คือไม่ต้องไปถามคนอื่นนะว่าเอาอันไหนดี มันคนละเรื่องเลย ตัวนึงmirrorlessเบาๆพกง่าย อีกตัวDSLRจริงจังพกพาลำบากแต่โฟกัสดีงาม คือถามตัวเองดิว่าจะเอาอะไร มาถามคนอื่นถัมเพื่อคราย
ใครที่มีกล้องอยู่แล้ว ไม่ต้องอ่านหัวข้อต่อไปก็ได้ครับ
อยากได้กล้อง ซื้อตัวไหนดีครับ?
อันนี้เป็นโคตรของโคตรคำถามติงต๊องเลย นังบ้า ใครใช้ให้แกมาถามคำถามพวกนี้ คือมันกว้างมากเลยรู้ปะ แม่งกว้างระดับตอบได้ตั้งแต่กล้องวงจรปิดยันกล้องติดถังเชื้อเพลิงกระสวยอวกาศ ทางที่ดีคือเราต้อง scope คำถามให้มันเล็กลง อย่างเช่น ผมมีงบเท่านี้ๆอยากจะซื้อกล้องmirrorlessซักตัว พอจะมีตัวไหนแนะนำได้ไหมครับ หรือถามคำถามให้ดูแบบ ศึกษามาระดับนึงแล้วอะ เช่น หนูลังเลระหว่างฟูจิxa2กับโซนี่a5100 เอาตัวไหนดีคะ เออ คำถามแบบนี้แม่งค่อยฟังดูโอเคหน่อยเว้ย
ด้วยความที่เราชอบ Sony และถนัด Sony มากที่สุด ในส่วนนี้เราก็คงจะแนะนำ Sony ได้ดีที่สุดนะครับ อย่างไรก็ตามจะพยายามพูดถึงยี่ห้ออื่นด้วย
ก่อนอื่นเลย จะซื้อกล้องตัวนึงอะก็ควรซื้อเลนส์ด้วยนะ อย่างที่เราได้อธิบายไปในพาร์ท ชนิดของกล้อง ว่าถ้ากล้องของเรามันคือ กล้องดิจิตอลชนิดเปลี่ยนเลนส์ได้ อีคนผลิตมันก็คงไม่ทำมาให้เลนส์ติดกล้องถ่ายเหมาะสมกับทุกสิ่งทุกอย่างหรอก เราก็ต้องเปลี่ยนเลนส์ไปตามสิ่งที่จะถ่ายและสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อีกอย่างคือถ้ารู้ว่าเราจะขยับขยายไปทางไหน จะถ่ายแนวไหน จะทำให้เราปลอดภัยในการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้นในความเห็นของเรา ถ้าเรางบจำกัดแล้วรู้ว่าจะถ่ายรูปแบบไหนอะ ลองบวกค่าเลนส์เข้าไปก่อน แล้วค่อยเอาค่ากล้องมาคิดทีหลังก็ได้ เพราะสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้ภาพได้มากๆอะ คือเลนส์นะ ไม่ใช่บอดี้กล้อง
เมื่อทราบตรงนี้แล้ว เราจะแบ่งหัวข้อตามงบนะครับ เพราะส่วนมากคนที่มาถามก็จะมีงบในใจอยู่แล้ว
งบ100,000บาทขึ้นไป
A7R II ขึ้นหิ้งไว้เลยครับตัวแรก นี่คือสุดยอดเทคโนโลยีล่าสุดจากโซนี่แล้ว เปิดตัวทีเขย่าวงการ ราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ประมาณ แสนสามหมื่นบาทครับ

แต่ใครที่ชอบถ่ายกลางคืนและถ่ายวีดีโอ งบเท่านี้ไป Sony A7s สบายๆครับ นี่คือโคตรกล้อง full-frame mirrorless ที่ดัน ISO ได้ถึง 409,600 ระดับที่มึงบ้าแล้ว ชาวบ้านเขาดันISOกันได้แค่สองหมื่นห้า ถ่ายกลางคืนดีมากๆเลยครับตัวนี้ ภาพใสกิ๊ง เคยลองจับอยู่ทีนึง รู้สึกเป็นบุญมือมากๆ

ไม่ก็ไป Sony A7r ครับ กล้อง full-frame mirrorless ความละเอียด 36.4ล้าน ถ่ายบ้าอะไรมาก็ชัด ครอปแล้วครอปอีกก็ยังชัด

หรือไม่ก็ไปเล่นตระกูลA7อื่นๆหรือalphaตัวอื่นๆที่ถูกลงแล้วไปงอกเลนส์ให้หลากหลายขึ้น ไปทางไหนก็ได้หมดครับ ดีหมด คนมีเงินซะอย่างเนาะ
สำหรับเลนส์ ถ้าเน้นสะดวกสบาย ตัวเดียวเที่ยวทั่วไทย ไป Sony FE 24–70mm f/4 ZA OSS Carl Zeiss Vario Tessar T เลยครับ ราคาเกือบๆ4หมื่น ค่าfคงที่ ไม่ไหลตามช่วงซูม อยากได้ง่ะ

งบ 50000–100,000 บาท
งบเท่านี้ อยากเล่น mirrorless ทั่วไปก็เล่นได้เกือบหมดแล้วครับ แต่ที่จะแนะนำเลยขอเป็นmirrorlessละกันเนอะ ไม่ถนัดDSLR รวยนักใช่มั้ย เราเอาคุณภาพที่ดีกว่าไว้ก่อนเลยดีกว่า
- Sony A7 mk2 body + เลนส์ 55f1.8 Carl Zeiss
บอดี้6หมื่น เลนส์ประมาณ3หมื่น(มือสอง2หมื่น4) รวมแล้วประมาณ 9หมื่นกว่าๆ
ตัวเลือกนี้จะเหมาะกับคนที่มีสต๊อกเลนส์มือหมุนอยู่ที่บ้านครับ
กล้องตัวนี้เป็นอภิมหาความคูลของโซนี่เลย ผมยังอยากได้ ตัวนี้เป็น full-frame mirrorless ที่ในตัวBodyของมันมีกันสั่น5แกน ทำให้การถ่ายภาพง่ายยิ่งขึ้นในสถานการณ์ที่มือเราไม่นิ่งหรือเลนส์ไม่มีระบบกันสั่น หากจับคู่กับเลนส์จากค่าย Carl Zeiss ชื่อนี้มีแต่ความอร่อย รับรองว่าภาพออกมาโหดสัสแน่นอน คมปิ๊ดเลย ด้วยกันสั่น5แกน ทำให้ในอนาคตเราสามารถงอกเลนส์จำพวกมือหมุน(manual focus lens)จากค่ายอื่นๆมาเล่นได้สนุกมือมากยิ่งขึ้นด้วยครับ



2. Sony A7r body
มือ1ประมาณ70,000 มือ2ประมาณ 50,000–60,000
โซนี่เค้าแบ่งรุ่นไว้ชัดเจนมากๆ อันนี้สำหรับคนที่แคร์เรื่อง resolution ของภาพ ซื้อตัวนี้อย่าลืมเผื่อค่าเลนส์ไว้ด้วยนะเฮ้ย นี่แค่บอดี้เฉยๆ ถ้าจัดบอดี้มือ2พร้อมเลนส์ 55 1.8 คำนวนแล้วก็จะยังอยู่ในงบนะ
3. Sony A7 body
อันนี้จะเหมาะกับคนที่อยากได้กล้องfull-frameแต่ยังอยากสบายกระเป๋า A7เป็น full-frame mirrorless ที่ราคาย่อมเยาที่สุดในตอนนี้แล้วครับ ราคามือ1เกือบๆ5หมื่น มือ2เหลือ3หมื่นต้นๆ เอาเงินไปงอกเลนส์ได้อีกบานเลย สบายกระเป๋าสุดไรสุด
4. Sony a6000 + 16f2.8 + 35f1.8 + 50f1.8 + fisheye converter + ultra wide converter
อันนี้จะเหมาะกับคนที่ชอบSonyอยู่แล้วครับ หรือย้ายมาจากDSLRแต่ยังอยากถ่ายออกมาดูโปร หรือคนเพิ่งเริ่มต้นที่พร้อมจะเรียนรู้และอยากสนุกกับการเล่นลูกเล่นต่างๆกับภาพถ่ายครับ
บอดี้พร้อมเลนส์คิต ประมาณ 24,000–28,000 แล้วแต่โปร มือสองราคาประมาณ 18,000+
16 f2.8 ประมาณ 9,900 เอาจริงซื้อมือสองเถอะตัวนี้ สามสี่พันได้ ถูกกว่ากันเยอะ

35 f1.8 ประมาณ 15,000 มือสอง 11,000–12,000 ตัวนี้เป็นตัวเลือกของเลนส์ที่สะดวกมากที่สุดตัวนึงของ aps-c mirrorless โซนี่เลย ภาพสวย เบลอหลังพอสมควร ซูมไม่ได้ครับ มีระยะเดียว เดินเข้าเดินออกเอา


50 f1.8 ประมาณ 9,900 มือสอง6,500–7,500 ตัวนี้เป็นเลนส์ที่ดีมากๆครับ ถ่ายสวย เบลอหลังสวยในราคาที่ย่อมเยา ยังไงก็ตามมันค่อนข้างที่จะลำบากกับการถอยหลังซักหน่อย ตัวนี้ซูมไม่ได้เช่นกันครับ



Fisheye converter ไว้ต่อ16mmถ่ายฟิชอายขำๆ ประมาณ5,000

Ultra wide converter ไว้ต่อ16mmถ่ายภาพให้ได้มุมกว้างขึ้น ประมาณ4,200

หมดนี่ก็ประมาณ 6หมื่นบาทครับ
ย้ำนะครับ อันนี้เป็นตัวเลือกของคนที่ชื่นชอบในSonyจริงๆ มีงบพอสมควรและต้องการจะมีลูกเล่นที่หลากหลายให้สนุกกับการถ่ายรูปครับ ข้อเสียคืออุปกรณ์เยอะ เดี๋ยวเปลี่ยนเลนส์ เดี๋ยวเปลี่ยนconverter เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอาจจะปวดหัวตายได้
5. Fuji X-T1 + 35 f1.4 + 60 f2.4 macro (หรือเลนส์อื่นๆ)

เผื่อคนที่ชอบฟูจิไว้นิดนึงละกันครับ ตัวนี้สวย คลาสสิก ไฮโซ ให้ทุกอย่างมาครบเครื่อง Gripจับถนัด มีช่องมองภาพ ถ้าติดกับเลนส์ฟูจิอย่างที่กล่าวข้างบนนี่อย่างคูล บอดี้พร้อมเลนส์คิต อยู่ที่ประมาณ 5หมื่นบาทครับ ขยับขยายเรื่องเลนส์กันตามสะดวก เลนส์เขาดีอยู่แล้ว บวกค่าเลนส์ไปแล้วอาจจะหยุดอยู่ที่เกือบๆแสนบาทครับ
6. Fuji X-E2 + 35 f1.4 + 60 f2.4 macro (หรือเลนส์อื่นๆ)

กล้องฟูจิอีกตัว ตัวนี้มีช่องมองภาพ ราคาสตาร์ทที่ 3หมื่นต้นๆ ต่อเติมเรื่องเลนส์กันได้ตามสบายครับ
7. Sony Cybershot RX1
อันนี้แถมให้ครับเผื่อใครรวยจัดแต่เป็นพวกขี้เกียจเปลี่ยนเลนส์ไปมา ตัวนี้เป็นคอมแพคฟูลเฟรมตัวแรกของโลกครับ ขนาดเซนเซอร์เท่าฟูลเฟรม ติดเลนส์ Carl Zeiss 35mm f2 ขนาดกล้องประมาณคืบนึงครับ เล็กมาก สะดวกสบาย ถ่ายวีดีโอสวย 35mm f2บนฟูลเฟรม ก็เบลอหลังได้ไม่เลวเลยครับ

เรื่องราคาตัวนี้ถ้ารู้อาจจะช็อกได้ครับ 99,000 บาท แพงกว่าตระกูล a7 อีก
แต่เรื่องภาพกับความสะดวกนี่โหดจริงครับ ลองไปหารีวิวดูได้
งบ 40,000–50,000 บาท
- Sony a6000 + 16f2.8 + 35f1.8 + 50f1.8
เท่านี้ก็จะจบที่ประมาณเกือบๆ5หมื่นครับ เหมาะกับคนที่ต้องการจะฝึกถ่ายรูปอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะพัฒนาอุปกรณ์เพิ่มเติมอีกในอนาคต หรือคนที่ผ่านการเล่นDSLRมาและไม่ต้องการจะแบกอุปกรณ์หนักๆ ด้วยตัวเลนส์เหล่านี้ทำให้พร้อมที่จะถ่ายในเกือบทุกสถานการณ์ครับ มือใหม่หลายๆคนที่มาสายนี้เท่าที่เห็นก็จะก้าวไปเล่นตระกูลA7หรือDSLRตัวอื่นๆกันในอนาคตครับ
2. Sony a5100 + 16f2.8 + 35f1.8 +50f1.8 + fisheye หรือ ultra wide converter

เจ้าตัว a5100 เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับสาวๆครับ เพราะมันSelfieได้ สายนี้เหมาะกับสาวๆที่ชอบselfie ชอบให้ภาพมีลูกเล่น และต้องการที่จะฝึกถ่ายรูปไปในตัวด้วยครับ ราคาจะจบที่ประมาณ5หมื่นครับ ถ้าตัดเจ้า converter ออกก็น่าจะเหลือ4หมื่นกลางๆ
3. Fuji x-e2 + 35 f1.4 หรือ 60 f2.4 macro ตัวใดตัวหนึ่ง
อันนี้สำหรับคนที่ชอบฟูจิ ต้องการที่จะจริงจังกับการถ่ายภาพ มีงบจำกัดนิดนึง แต่พร้อมที่จะต่อเติมอีกในอนาคตเมื่อมีทุนครับ
4. Fuji x-m1 + 35 f1.4 หรือ 60 f2.4 macro ตัวใดตัวหนึ่ง

อันนี้ดูจะเหมาะกับคนที่ชอบดีไซน์ของฟูจิครับ และอยากจะได้รูปสวยๆในระดับที่ไม่ได้จริงจังกับการถ่ายภาพมากเท่าx-e2 ตัวนี้ปัญหาที่เห็นได้ชัดของมันเลยคือมันไม่มีช่องมองภาพครับ เลยไม่เหมาะกับคนที่อยากจริงจังเท่าไหร่นัก
งบ 30,000–40,000 บาท
- Sony a6000 + 16 f2.8 + 50f1.8
เหมาะกับคนที่ต้องการจะหัดถ่ายถาพบุคคล วิว ทิวทัศน์ สิ่งก่อสร้างทั่วๆไป เป็นชุดเลนส์ราคาไม่แพงสำหรับคนที่กำลังค้นหาตัวเองครับ 555
2. Sony a6000+ 35 f1.8
เหมาะกับคนที่ชอบการถ่ายรูปทั่วๆไป ไม่ว่าจะอาหาร ขนม หรือบุคคล ชุดนี้หน้าชัดหลังเบลอสวยครับ แต่ยังไม่เท่า 50f1.8
3. Sony a6000 มือหนึ่งหรือมือสอง + 50f1.8มือสอง + 35 f1.8มือสอง
เหมาะกับคนที่ชอบการถ่ายรูปทั่วๆไป และถ่ายรูปบุคคลครับ ชุดเลนส์นี้เหมาะกับคนเมืองที่ชอบไปเที่ยวกินขนมชมบรรยากาศตามร้านกาแฟ คนที่ชอบถ่ายรูปอาหาร หรือคุณผู้ชายที่มีแฟนและอยากจะถ่ายรูปแฟนตัวเองเวลาไปเที่ยวด้วยกันครับ ชุดนี้เหมาะมาก ภาพสวยมากครับ ยืนยัน บางคนที่มาสายนี้อาจจะคิดอยากขยับขยายไปเล่น full-frame ในอนาคตครับ
4. Fuji X-A2 + 35 f1.4
เหมาะกับสาวๆฟูจิฟรุ้งฟริ้งที่อยากถ่ายหน้าชัดหลังเบลอซักครั้งในชีวิตครับ ควบกับเลนส์ระยะ35mmทำให้ไม่ต้องถอยเยอะมาก อีกทั้งยังselfieได้ด้วยนะ (ยังไงก็ตามถ้าติด35mm คงจะselfieไม่ค่อยสะดวกนะครับ)
งบ 20,000–30,000 บาท
- Sony a5100 + 50 f1.8
เหมาะกับสาวๆงบจำกัดที่อยากถ่ายภาพบุคคลและอาหารครับ กล้องตัวนี้selfieกับเลนส์kitได้ แต่ถ้าติดตัวเลนส์50f1.8จะมีปัญหากับการถอยหลังมากพอสมควร แต่มันก็จะได้เปรียบเรื่องการเบลอหลังนี่แหละ ถ่ายคนและอาหารไกลๆสวยครับ(ถ้าติด50f1.8 ถ่ายselfieคงติดแค่จมูกนะครับ เลนส์มันเป็นระยะสำหรับถ่ายอะไรที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 1–3เมตรครับ 50คูณ1.5มันได้ 75mmโน่น)
2. Sony a6000 + kit
เหมาะกับคนที่อยากได้กล้องดีๆแบบตัวเดียวเที่ยวทั่วไทย มีงบจำกัดแต่พร้อมที่จะเรียนรู้และขยับขยายเรื่องเลนส์ในอนาคตครับ
3. Sony a5100 + kit
คล้ายๆข้อสองครับ แต่ไม่มีช่องมองภาพ จะเหมาะกับสาวๆมากกว่าเพราะมันใช้selfieได้ จบที่สองหมื่นต้นๆ
4. Sony RX100 mark3

สุดยอดกล้อง compact ของsonyเลยครับตัวนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะถ่ายรูปสวยๆ หน้าชัดหลังเบลอพอสมควร อยากได้กล้องตัวเดียวเที่ยวทั่วไทย อยากได้กล้องขนาดพกพาง่ายๆ ในราคาที่เจ็บครั้งเดียวจบเพราะไม่อยากไปยุ่งเรื่องเลนส์อีก
ที่สำคัญคือมีช่องมองภาพแถมselfieได้ด้วย ครบเครื่องในขนาดกะทัดรัด แนะนำเลยครับ ตัวนี้ประมาณ 28,000
5. Sony a5000 + 50 f1.8
สำหรับคนที่งบจำกัดแต่อยากได้กล้องmirrorlessราคาถูกๆพร้อมเลนส์ถ่ายภาพบุคคลครับ เอาจริงๆคุณภาพมันก็ไม่ได้แย่เลย ต่างกับa5100 ไม่เยอะ แต่ซื้อแล้วก็อย่าไปมองว่ากล้องคนโน้นคนนี้เค้าสเปคดีกว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวจะหงุดหงิดเปล่าๆ เราสบายกระเป๋าซะอย่าง จะทำไม

6. Fuji X-A2

ทำมาเพื่อเอาใจสาวๆฟูจิฟรุ้งฟริ้งเลยครับตัวนี้ บอดี้หน้าตาสวย แถมselfieได้อีก ในราคาที่ไม่แพงเว่อจนเกินไป สเปคของบอดี้ยังตามหลัง a5100อยู่นิดหน่อยครับ แต่ใครสน ในเมื่อมันสวยกว่า จริงมั้ย
ซื้อปุ๊บจบที่2หมื่นต้นๆ แต่ด้วยงบจำกัดทำให้ยังขยับขยายเลนส์ค่ายไม่สะดวกเท่าไหร่ ก็ยืมเลนส์เพื่อนหรือซื้อมือหมุนมาเล่นไปก่อนได้นะ
7. Olympus PEN E-PL7
งานSelfieของOlympusก็มาครับ เซนเซอร์ Four Thirds (x2 เล็กกว่าฟูจิ/โซนี่) ตัวนี้ที่แปลกกว่าชาวบ้านเขาคือหน้าจอมันพับได้หลากหลายองศามากๆ มีฟิลเตอร์ให้เลือก ตัวนี้ดันISOได้ถึง25600ครับ แต่ช่วงISOที่แนะนำคืออย่าเกิน6400 ไม่งั้นnoiseบานตะไท

ราคาประมาณสองหมื่นสี่
งบ10,000–20,000
งบเท่านี้เริ่มยากแล้วครับ แต่ยังพอมีหนทางอยู่ อย่ายอมแพ้
- Sony a5000
อย่างที่บอกไป ราคาของตัวนี้ย่อมเยามากจริงๆ เหมาะกับคนที่อยากจะได้กล้องดีๆมาถ่ายรูปทั่วไป ในราคาโคตรสบายกระเป๋าครับ
2. Sony nex6 มือสอง + 50f1.8 มือสอง

เมื่อเล่นรุ่นปัจจุบันไม่ได้ ก็ลองชายตาดูรุ่นเก่าดูบ้างครับ ตอนนี้ราคา nex6 มือสองอยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นบาทต้นๆ ส่วน 50f1.8 มือสองอยู่ที่ประมาณ 5000-7000 บาท nex6 เป็นตัวที่ถูกแทนที่ด้วย a6000 ครับ
3. Sony nex5 มือสอง + 50f1.8 มือสอง

เหมือนข้างบนครับ แต่รุ่นนี้จะไม่มีช่องมองภาพ ราคามือสองน่าจะถูกกว่าnex6อีกประมาณ2000บาทครับ ตัวนี้ถูกแทนที่ด้วย a5100 ถ้าได้ราคาดีๆ เผลอๆเปลี่ยนเลนส์50f1.8มือสองเป็น35f1.8มือสองได้ในราคารวมเกือบๆสองหมื่นครับ
4. Panasonic gf7
กล้องนี้ทางเขาเคลมว่าเป็นกล้องที่เกิดมาเพื่อการSelfieครับ ใครที่ชอบSelfieจริงๆน่าจะชอบตัวนี้ เพราะมีฟังก์ชั่นหลายสิ่งให้เลือกครับ ไม่ว่าจะพวกหน้าเนียน หน้าผอม จอพับเซลฟี่ได้ ทัชสกรีน ปุ่มลัดเยอะ มีwifi

ตัวนี้ถ้าถ่ายกลางคืนไม่ค่อยแนะนำนะครับ เพราะเซนเซอร์เป็น Four Thirds ซึ่งครอบคลุมการใช้งานโดยรวม แต่ถ่ายกลางคืนค่อนข้างพังครับ noiseบาน อยากถ่ายกลางคืนบนกล้องตัวคูณ ไปเล่นฟูจิหรือโซนี่แทนน่าจะดีกว่า
แต่ถ้าเป็นคุณผู้หญิงฟรุ้งฟริ้งที่อยากจะเล่นกล้องฟังก์ชั่นเยอะๆ เซลฟี่หน้าสวยๆ ตัวนี้ตอบโจทย์ครับ
ราคาประมาณ 19,900 บาทครับ
5. Sony QX100

นวัตกรรมใหม่ของโซนี่ครับ เป็นเลนส์สำหรับติดสมาร์ทโฟน คุณภาพCarl Zeissอะ ไม่แพ้กล้องดีๆเลย เวลาพกก็พกแค่เลนส์ จะใช้ก็ค่อยเอามาติด สะดวก พกพาง่าย คุณภาพดี ถ่ายกลางคืนได้ดี รูรับแสง(f)ต่ำสุดอยู่ที่1.8 ลองมองไว้เป็นตัวเลือกนึงนะครับ ควบคุมผ่านapplicationชื่อ Playmemories ไม่รู้ว่าโซนี่ปรับปรุงเรื่องการควบคุมผ่านPlaymemoriesรึยังเพราะมันหน่วงๆชอบกล

ตัวนี้ราคาประมาณหมื่นสาม
6. Sony QX1
ตัวนี้ถูกจัดเป็นกล้องชนิดเปลี่ยนเลนส์ได้ครับ แค่ควบคุมการใช้งานผ่านsmartphone ที่น่าแปลกใจคือแม่งมีแฟลชด้วย!

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้งานครับ และถ้ามีเลนส์โซนี่อยู่แล้วนี่ยิ่งดีเลย ราคาอยู่ที่ประมาณหมื่นหก
งบ5,000–10,000
- Sony nex6
เคยเห็นบางรายขายอยู่ที่ประมาณ1หมื่นบาท ลองหาดูนะครับ
2. Sony nex5
อันนี้ก็จะถูกกว่าข้างบนเล็กน้อยอีกประมาณ2,000บาทครับ
3. Sony QX10

นวัตกรรมใหม่(อีกแล้ว) ของSony เป็นเลนส์ติดสมาร์ทโฟนเช่นเดียวกับQX100ครับ ตัวนี้มีขนาดที่เล็กพกพาง่ายกว่าตัวQX100 เบามากแค่100กรัม แต่คุณภาพยังไม่เทียบเท่าครับ ค่ารูรับแสง(f)ต่ำสุดอยู่ที่3.3

ราคาจะอยู่ประมาณ6,200บาทครับ
งบต่ำกว่า5,000บาท
อันนี้แนะนำให้ทำงานเก็บเงินก่อนนะครับ ไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ
จบไปแล้วกับ อยากได้กล้อง ซื้อตัวไหนดีครับ? นะครับ อยากหมายเหตุตัวโตๆว่า การซื้อสินค้ามือสองนั้นไม่ได้แย่ครับ แต่ก็ไม่ได้ปลอดภัย100% เพราะฉะนั้นผู้ซื้อควรดูคือสภาพการใช้งานของสินค้านั้นให้ดีครับ ไม่ตกหล่น ไม่พัง ใช้งานได้เทียบเท่ามือ1 และที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามแลกเปลี่ยนด้วยการโอนเงินเด็ดขาดครับ มิจฉาชีพมีเยอะมาก แทนที่เราจะได้กล้องไปใช้ถ่ายรูปสวยๆ กลายเป็นว่าเอาเงินก้อนใหญ่ๆไปยกให้คนอื่นเฉยๆ
สรุป
เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่ทุกคนนะครับ ทุกๆคนคงได้รู้จักกล้องมากขึ้น รู้วิธีการถ่ายรูปมากขึ้น และรู้แล้วว่าจะต้องซื้อตัวไหนให้ตรงกับความต้องการของตัวเองเนอะ
การถ่ายรูปนั้นไม่ยากเลยอะ แค่ต้องมีเวลาให้มัน อย่าลืมพากล้องออกไปถ่ายรูปเยอะๆนะ การเรียนผ่านอินเตอร์เน็ตไม่เท่าการปฏิบัติเองข้างนอกหรอก สำหรับใครที่ถ่ายรูปมาแล้วมีข้อสงสัย หรืออยากให้เราคอมเม้นต์ว่าเป็นยังไงบ้าง สามารถแท็กเราไปในอินสตาแกรมได้เลยนะครับ สำหรับบทความนี้ขอพอแค่นี้ก่อนละกัน กว่าจะเขียนเสร็จเหนื่อยมากบอกเลย 5555
