สร้าง Startup ในประเทศไทยอย่างไรถึงจะรุ่ง! (ตอนที่ 1 - Idea and Product)

Credit: Muze Head Office 2016

ทุกคนคงจะไม่ปฎิเสธกันว่ากระแส Startup ซึ่งตอนนี้กำลังมาแรงอย่างมาก หลายต่อหลายคนไม่ว่าจะเป็นนิสิตจบใหม่หรือกำลังเรียนอยู่ พนักงานออฟฟิศ โปรแกรมเมอร์ฟรีแลนซ์ และบุคคลหลากหลายอาชีพต่างให้ความสนใจที่จะทำ Startup กันอย่างเนืองแน่น ซึ่งหลายคนคงคิดว่า

ใช่เลย ! มันดูเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ รออะไรอยู่ !

ใช่ครับมันเป็นช่วงเวลาและโอกาสที่ดีจริงๆ สำหรับในบ้านเราแล้วมันดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมาก หลายคนที่ผมรู้จักไม่ว่าจะเป็น เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ญาติมิตร ต่างอินไปกับแนวคิดนี้และเริ่มเข้าสู่วงการ Startup กันทั่วหน้า ซึ่งในประเทศไทยนั้นก็มี Community เกี่ยวกับ Startup ที่ให้ความรู้ จัดแข่งขัน แหล่งเงินทุน รวมไปถึง Co-Working Space เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งท่านโชคดีกว่าผมมาก เพราะตอนที่ผมเริ่ม Start ธุรกิจนั้น Ec0-System ช่างแตกต่างจากตอนนี้มากมายนัก ดังนั้นผมจึงอยากเขียนบทความนี้เพื่อแชร์ประสบการณ์ทั้งที่ Success และ Failed และวิธีการการทำ Startup ในบ้านเราที่ผมได้ลองผิดลองถูกมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า Startup คืออะไร ผมแนะนำให้ลองอ่าน บทความนี้ ดูก่อนครับ

เริ่มต้น Startup อย่างไร ?

Startup ก็แปลว่าเริ่มต้นอยู่แล้ว แปลตรงตัวเลยครับ ปัญหามันอยู่ที่ว่าแล้วเราจะเริ่ม อะไร … อย่างไร … เมื่อไหร่? หลักการของ Y Combinator ศูนย์บ่มเพาะ Startup ชื่อดังฝั่งอเมริกาแนะนำให้โฟกัส อยู่ 4 ข้อดังต่อไปนี้

How to Start a Startup by Standford

เรามาเริ่มพูดเรื่องแรกและเรื่องที่สำคัญที่สุดกันก่อนดีกว่าครับ นั่นก็คือ …

Idea​

สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในการทำ Startup ครับ ก่อนอื่นต้องลบความเข้าใจผิดกันก่อนว่า Startup นั้นเป็นเรื่องของเด็กจบคอม นั่งเขียนโปรแกรมในโรงรถเพื่อสร้างบริษัททาง Software ที่ยิ่งใหญ่ ความจริงแล้ว Startup เริ่มจาก Idea ในการแก้ปัญหา จากนั้นก็ทำการสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่ผู้ใช้งานรักในเครื่องมือดังกล่าว ปัญหานั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในวงการ Computer ถ้าคุณอยู่ในวงการนิตยสาร วงการรถยนต์ วงการเพลง คุณก็สามารถแก้ปัญหาในวงการนั้นๆได้เช่นกัน

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หลายคนคงรู้จักบริการนี้ …

ใช่แล้วครับ Uber บริการเรียกรถซึ่งมีในบ้านเราด้วยนั่นเอง ซึ่ง Idea ของ Uber มาจากการแก้ปัญหาของ Co-Founder ทั้งสองที่อยากจะแชร์รถร่วมกันเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและลดความลำบากในการหารถโดยสาร ถึงจุดนี้คุณคงคิดว่าก็นี่ไงมันเป็น App เป็น Software Product … ใช่คุณมองไม่ผิดครับว่ามันเป็น App แต่ในความเป็นจริงแล้ว App เป็นเครื่องมือของ Uber เพื่อให้ผู้ใช้งานเรียกรถได้ง่ายและสะดวก แต่ Core Business จริงๆของ Uber คือการให้บริการรถเช่า

ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้นไปอีกผมขอยกตัวอย่าง Startup บ้านเราบ้างครับ Startup ในบ้านเราที่ผมชอบมากที่สุดนั่นก็คือ …

เจคิว ปูม้านึ่ง Delivery!! หลายคนคงคิดว่า … เอ้ยทำไมอันนี้ถือเป็น Startup ด้วยละ ส่วนที่ผมว่าเจคิวเป็น Startup เพราะว่าเขาสามารถแก้ปัญหาที่ติดใจผมมาตั้งแต่เด็กได้ นั่นก็คือ …

ผมอยากกินปูแบบมีคนแกะให้ และไม่อยากนั่งรถไปกินไกลๆ

ซึ่งด้วยปัญหาเล็กๆนี้ บวกกับ Idea การจัดส่งถึงที่ก็ทำให้เจคิวทุกวันนี้เปิดสาขาโตวันโตคืนอย่างที่ไม่มีใครเคยคิด จะเห็นว่าเจคิวไม่ได้ Develop Platform อะไรของตัวเองขึ้นมาเลย บริการทั้งหมดของเขาใช้ Technology และ Service ที่มีให้เช่าในปัจจุบันทั้งสิ้น จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า Idea ในการแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าปราศจาก Idea ที่ดี ก็อย่าเพิ่งกระโดดไปทำขั้นตอนอื่นๆเลยครับ เพราะสุดท้ายมันก็จะ Failed อยู่ดี

Idea เราต้องไม่เหมือนใคร…

Idea ที่เราคิดส่วนใหญ่จะมี 2 แบบ คือ

  1. Idea ที่ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วปรับเล็กๆน้อยๆทำให้มันดีขึ้น
  2. Idea ในการแก้ปัญหาที่มีมานานและแต่ไม่มีใครสนใจซักที

ซึ่งในการทำ Startup นั้น เราควรจะต้องโฟกัสใน Idea แบบที่ 2 เพราะยิ่งคนคิดจะทำน้อยเท่าไหร่แสดงว่ามันเป็น Idea ที่ยังไม่มี Product และคู่แข่งขันอยู่ในตลาด Idea นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องฟังดูยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันแรก แต่ว่ามันจะต้องทำให้คนเฉพาะกลุ่มที่เป็นลูกค้ากลุ่มแรกของคุณรักมันให้ได้ และที่สำคัญต้องอย่าลืมนะครับว่าคุณจะต้องทำงานกับ Idea ต้นกำเนิดนี้ไปอีกเป็น 10 ปี ถ้า Idea มันไม่โดนคุณจะต้องทนอยู่กับมันไปอีก 10 ปีเลยทีเดียว มันจะทำให้คุณไม่มีพลังในการทำงานให้สำเร็จ หรือแม้แต่พลังที่จะทำให้ทีมงานของคุณทำให้มันสำเร็จก็จะไม่มีอีกด้วย ดังนั้นคุณจำเป็นที่ต้อง …

หลงใหลใน Idea นั้นเอามากๆ

Passion in your idea” มี Founder หลายๆคนเคยบอกกับผมเอาไว้ว่า เขาจะรอจนกว่าจะเจอ Idea ที่เขารักจริงๆ ก่อนที่จะเริ่มทำมัน และอย่ากลัวถ้าคนอื่นจะไม่ให้ความสำคัญกับ Idea ของคุณ เพราะยิ่งคนอื่นไม่ให้ความสำคัญและไม่คิดว่ามันเป็น Idea ที่ดีเท่าไหร่ แสดงว่าคุณกำลังคิดสิ่งที่แตกต่างอยู่ และถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้วคำถามถัดไปก็คือ …

จะรู้ได้อย่างไรว่า Idea มันโดน!

หลังจากที่ได้ Idea ที่คุณหลงใหลมากพอแล้ว คุณก็ต้องเริ่มประเมินผล Idea เหล่านั้น อันนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะในประเทศไทย ผมต้องขออนุญาตนำคำพูดที่ พี่โน๊ต อุดม แต้มพานิช ได้กล่าวไว้มาใช้ในสถานการณ์นี้ นั่นคือ …

“Thailand Only”

คำนี้นี่มันโดนใจใช่เลย ผู้บริโภค ผู้ใช้บริการต่างๆในบ้านเรานั้น มีความ Unique แตกต่างจากที่อื่นๆใดในโลก ดังนั้นคุณต้องประเมินผล Idea ของคุณกับคนเหล่านี้ก่อนที่จะเริ่มทำ Product ออกมาจริงๆ เชื่อผมเถอะครับว่าการทำ Product จาก Idea ที่ผิด มันไม่สนุกเลยผมนี่แหละเคยเจ็บมาแล้ว

เอิ่ม … แล้ว Idea ไหนที่เคย Failed มาแล้วบ้าง… คำตอบมีเยอะแยะมากมายมากกว่าดาวบนทางช้างเผือก คุณเคยได้ยินชื่อบริษัทเหล่านี้หรือไม่ Color, AltaVista, Napster, Pets.com

บริษัทด้านบนต่างๆเหล่านี้เคยเป็นบริษัท Startup ที่ยิ่งใหญ่มาก่อนแต่ก็ Failed เพราะไม่มี Idea ที่ยิ่งใหญ่ ตัวอย่างเช่น

Color ซึ่งเป็นแอพสำหรับแชร์ภาพคล้ายๆ Instagram เคยมีมูลค่าถึง 41 ล้านเหรียญ แต่ Idea ก็แค่เป็นแอพ Social สำหรับแชร์ภาพถ่ายอีกลักษณะหนึ่งซึ่งสุดท้ายก็ไม่รอด
AltaVista ก็เป็น Search Engine ที่มาก่อน Google เสียอีก แต่ก็ Failed เพราะว่าไม่เน้นไปที่ผล Search ที่ดีแบบที่ Google ทำ และสุดท้ายก็โดน Google เบียดตกกระป๋องไปในที่สุด

จากตัวอย่างเล็กน้อยด้านบนก็คงพอจะทำให้เห็นความสำคัญของ Idea กันแล้ว

วิธีการประเมินผล Idea ของคุณนั้นไม่จำเป็นที่ต้องสร้าง Product ออกมาก็ยังได้ คุณสามารถใช้ Technology, Product และ Service ต่างๆ ที่มีอยู่เยอะแยะมากมายในปัจจุบันเป็นตัวช่วยในการประเมินผล Idea ของคุณ ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณอยากจะทำกระเป๋า Handmade แนวๆ คุณก็สามารถลองทำตัวต้นแบบแล้วเอาไประดมทุนใน Kickstarter หรือ Indiegogo ได้ ซึ่งคุณก็รู้เองว่าไอเดียของคุณมีผลตอบรับดีอย่างไร

Drivebot เป็นตัวอย่างหนึ่งของ Idea คนไทยที่เกิดใน Indiegogo ซึ่งได้รับเงินระดมทุนไปถึง 3.9 ล้านบาท

Drivebot: A Fitbit for your car | Indiegogo

ดังนั้นจงอย่ากลัวที่จะประเมินผล Idea ของคุณ จงกลัวที่จะไม่ประเมินผลมัน เพราะมันน่ากลัวกว่าเยอะถ้าคุณลงทุนทรัพย์สินและเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตคุณเพื่อสร้าง Product จาก Idea ที่ไม่โดนใจลูกค้า

Why Now ?” 
ทำไมต้องทำมันตอนนี้ ?

ทำไมไม่เป็นเมื่อปีที่แล้ว … หรือทำไมไม่เป็นปีหน้าค่อยทำ อันนี้เป็นอีกอย่างหนึ่งที่คุณต้องตอบได้ถ้า Idea นั้นดีพอ ยกตัวอย่างจาก เจคิว ปูม้านึ่ง Delivery ที่ผมเกริ่นไปตอนต้น ถ้าเจคิวทำแบบนี้เมื่อ 2–3 ปีที่แล้วก็อาจจะไม่รุ่งเท่าตอนนี้ เพราะว่าคนยังไม่กล้าสั่งของ Online โดยเฉพาะของกินที่ไม่ใช่ Pizza! และก็ยังไม่มี Technology Service หรือ Marketing Channel ที่มีประสิทธิภาพเท่าตอนนี้ แต่ถ้าเจคิวไม่ทำตอนนี้ก็อาจจะมีคนคิดและทำจนกลายเป็นมีคู่แข่งเยอะเกินในอนาคตแล้ว ดังนั้นถ้าคุณจำเป็นต้องตอบคำถามที่ว่า “ทำไมต้องตอนนี้?” ให้ได้ด้วย

มาถึงตอนนี้ถ้าคุณคิดว่าคุณมี Idea ในการแก้ปัญหาที่คุณหลงใหลในใจแล้วเราก็จะมาสู่ขั้นตอนถัดไปที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ …

Product

Idea ต่างๆจะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่สามารถนำมาสร้าง Product ได้ ดังนั้นขั้นตอนนี้ก็คือขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กัน

How to Start a Startup by Standford

ตามแผนภาพด้านบน Idea ที่ยิ่งใหญ่ นำไปสู่ Product ที่ยิ่งใหญ่ และจะนำไปสู่บริษัทที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นจงตั้งใจสร้าง Product ก่อนคิดถึงเรื่องอื่นๆ เพราะว่ามีเพียงแต่ Product ที่ดีเท่านั้นที่จะเป็นรากฐานของบริษัท Marketing นักลงทุน คุยกับสื่อ สร้าง Connection เป็นเรื่องเล็กน้อยและง่ายดายถ้ามี Product ที่ดี

อย่างที่บอกไปในตอนต้นเกี่ยวกับเรื่อง Idea คุณไม่จำเป็นต้องสร้าง Product เพื่อให้คนทั้งประเทศรู้สึกแค่ ok แต่คุณต้องสร้าง Product ให้คนกลุ่มเล็กๆรักมันอย่างมาก

ถ้ายิ่งเป็นติ่ง Product ของคุณเหมือนเป็นติ่งนักร้องเกาหลีสมัยนี้ นั่นแหละใช่เลย!

จริงๆแล้วสิ่งที่ดีที่สุดคือสร้าง Product ที่คนส่วนใหญ่รัก แต่ในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้ามันมีโอกาสสร้าง Product แบบนั้น Google, Facebook, Line หรือบริษัทใหญ่ๆจะชิงลงมือก่อนแน่นอน ดังนั้นในการทำ Product Startup คุณควรจะทำให้คนบางกลุ่มรักมันจริงๆ คนกลุ่มนั้นก็ต้องมีปริมาณระดับหนึ่ง และปัญหานั้นก็ต้องเป็นปัญหาจริงๆ และ Product คุณมันก็ต้องแก้ปัญหานั้นได้จริง ไม่ใช่ทำเองใช้เอง เจ๊งเองอยู่คนเดียว ดังนั้น Product เจ๋งๆช่วงต้นมันมักจะง่ายๆ พื้นๆ เนี่ยแหละ

Product ที่ทำให้คนรักนั้นมักจะเรียบง่ายเสมอ ยกตัวอย่างเช่น Google เวอร์ชั่นแรกมีแค่ช่องให้พิมพ์กับปุ่ม 2 ปุ่ม แต่สิ่งที่ทำให้ Google ชนะคือ Google ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า Search Engine ค่ายอื่นๆ ดังนั้นในช่วงแรกของการสร้าง Product คุณไม่จำเป็นต้องทำ Product ที่ซับซ้อน ถึงแม้ว่าแผนการในอนาคตของคุณจะซับซ้อนแค่ไหนก็จงทำ Product ให้เรียบง่ายที่สุดและให้ผู้ใช้งานรักมันที่สุด ซึ่งข้อดีของการทำ Product ให้เรียบง่ายก็คือคุณจะสามารถโฟกัสให้ Product คุณดีที่สุดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้

ถ้าผู้ใช้งานกลุ่มแรกยังไม่แนะนำ Product คุณให้เพื่อน หรือว่าคุณต้องลงโฆษณาเพื่อเพิ่มผู้ใช้งานตั้งแต่ช่วงแรก แสดงว่า Product นั้นยังไม่ดีพอด้วยตัวของมันเอง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาวแน่ๆ ในขั้นตอนนี้อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องคู่แข่งมากนัก Startup ส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เจ๊งเพราะว่าแพ้คู่แข่ง แต่เจ๊งเพราะไม่สามารถทำให้คนรักใน Product ได้

อีกสิ่งที่ต้องคำนึงคือ … “ตลาดสามารถโตได้ !”

Product ที่คนใช้งานรักมักจะสามารถโตแบบปากต่อปากได้

ไม่ใช่ว่าคุณทำกับกลุ่มลูกค้าเล็กๆแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่าถ้าคุณเห็นได้ว่าอนาคตตลาดกลุ่มนั้นจะโตขึ้น ถ้าคุณสามารถทำให้ลูกค้ากลุ่มเล็กๆนั้นรัก Product คุณ สักวันหนึ่งตลาดโตขึ้น กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ในตลาดที่โตขึ้นก็จะรัก Product คุณ และคุณจะสามารถครองตลาดได้

แล้วตัวอย่างของ Product ในบ้านเราที่คนเป็นติ่งเยอะๆ มีอะไรบ้างนะ …

หลายคนคงเคยใช้กันอยู่แล้วละนั่นก็คือแอพ Wongnai นั่นเอง ซึ่งในความเห็นผม Wongnai มี Idea ในการแก้ปัญหาที่พวกเราทุกคนเบื่อมานานนั่นก็คือ …

“กินไรดีอะตัวเอง …”

ในตอนที่ พี่โน๊ต อุดม พูดถึงเรื่องอาร์ทตัวแม่นั้น พี่โน๊ตได้เคยได้เสนอ Idea ว่า

“มันน่าจะมีเครื่องที่ล้วงออกมาจากกระเป๋าแล้วเขย่าๆ แล้วจะได้รู้ว่าเราจะกินไรดี พวกเราจะได้หมดปัญญากับอาร์ทตัวแม่ซักที …”

ตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่มีใครแก้ปัญหาจนในที่สุดก็มี Wongnai ที่พัฒนา Product เพื่อแก้ไขปัญหานี้ในประเทศไทยเสียที ซึ่งจะเห็นว่าวิธีการแก้ปัญหานี้อาจจะมีคนทำ Product นี้ที่ต่างประเทศแล้ว แต่เนื่องจากวัฒนธรรมที่แตกต่างที่เมืองนอกก็ทำให้เกิดช่องว่างที่เราสามารถทำ Product เพื่อตอบสนองกับคนในเมืองไทยได้ แต่ที่สำคัญต้องอย่าลืมว่า Product นั้นต้องเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในบ้านเรา! เพราะปัญหาบางอย่างที่อเมริกาก็ไม่ได้มีอยู่ในบ้านเรา

และด้วยความเคยชินของคนในบ้านเรา Startup ส่วนใหญ่รวมถึงผมในอดีต มักจะละเลยส่วนที่สำคัญที่สุดในการสร้าง Product ซึ่งก็คือ ความคิดเห็นของผู้ใช้งาน (User Feedback)

สำหรับ Product เวอร์ชั่นแรกสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดคือการรับความคิดเห็นของผู้ใช้งานกลุ่มแรก เพราะว่ามันจะทำให้คุณสามารถพัฒนา Product ให้เป็นที่รักจริงๆ ไม่ใช่คิดไปเอง ดังนั้นย่ิงนำความคิดเห็นของผู้ใช้งานมาปรับได้มากเท่าไหร่ ผู้ใช้งานก็จะยิ่งรักเรามากเท่านั้น ซึ่ง Product ของคุณควรจะดีขึ้น 10% ในทุกสัปดาห์ถึงจะถือว่าดี นั่นหมายถึงว่ายิ่งคุณสามารถย่นระยะเวลาในวงกลมบนแผนภาพด้านบนมากเท่าไหร่มันจะทำให้ Product คุณดีขึ้นเร็วเท่านั้น

“โอ้แบบนี้ก็เหนื่อยตายเลยอะสิ”

ใช่ครับ! การสร้าง Product ให้คนรักหรือสร้าง Startup ให้ประสบความสำเร็จนั้นมันไม่ได้มีทางลัด คุณต้องลงทุน ต้องทุ่มเท ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องวัดผล ต้อง … โน่นนี่นั่น มันไม่มีทางลัด ไม่มีคาถามาร่ายให้มันเสร็จ

ยิ่งไปกว่านั้น Founder ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากๆในการทำ Startup เขาจะเริ่มจากการทำตำแหน่งที่ได้รับความคิดเห็นจากผู้ใช้งานโดยตรงในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้เขาสามารถนำไปคิด พัฒนา และแก้ไขบกพร่องได้ตลอดเวลา เรียกได้ว่าตอนนอนยังฝันว่าตอบอีเมลล์ลูกค้าอยู่กันเลยทีเดียว

“โอ่ถ้ามันลำบากแล้วจะทำทำไม …”

ผมบอกได้เลยว่าตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้ส่วนที่ดีที่สุดของการสร้าง Startup คือ

มันสนุกครับพี่น้อง!

ถ้าคุณมี Idea เจ๋งๆ แล้วสามารถนำมาทำ Product ทำให้มันเป็นจริงได้ มีส่วนร่วมทำให้มันเกิดขึ้น คุณจะมีทีมงาน มีเพื่อนร่วมก่อตั้ง เพื่อนร่วมงาน ที่เข้าขารู้ใจ พร้อมเดินไปด้วยกันและมีส่วนทำให้ Idea และ Product ของคุณประสบความสำเร็จ ถ้าใครได้ลองอยู่ในบรรยากาศเหล่านั้นจะเข้าใจว่ามันสนุกและเติมพลังให้ชีวิตของคุณในทุกๆวันได้ เหมือนกับเด็กที่ได้เล่นอยู่ในสนามเด็กเล่นที่ตัวเองคิดขึ้นและมีเพื่อนที่พร้อมจะเล่นไปด้วยกัน แค่ฟังก็ฟินแล้วใช่ไหมครับ

“ดังนั้นถ้าคุณพร้อมที่จะลุย…ก็ลุยกันซักตั้ง”


PS. บทต่อไปผมจะพูดถึง Team บ้างครับ … To Be Continue :)