[2nd] “Start” — Internship in Kobe (Japan)

จริงๆ ก็อยากจะเขียนเป็นสัปดาห์ๆ หรอกแต่ช้าบ้างสองสามสี่วันก็ไม่เป็นไรเนอะ เอาเป็นว่าก็พยายามเล่าความรู้ / ความรู้สึก อะไรที่ได้จากที่นี่เนอะ :p

เนื่องในตอนที่แล้วก็จะเป็นการพูดถึงเกี่ยวกับการที่มาฝึกงานที่นี่ไป และได้พบเจอเพื่อนใหม่ สังคมใหม่การทำงานแบบใหม่ๆ ไป

หากใครยังไม่อ่านก็อ่านลิ้งก์ข้างบนเลยยย ส่วนครั้งนี้ก็จะเป็นการเล่าประสบการณ์​ละ จากที่เตรียมตัวอะไรหลายๆ อย่างเรามา Start กันจริงๆ ดีกว่า

//คำเตือน Geek Alert นะครับ บทความนี้อาจจะ Geek ไป โปรดระวังไว้ด้วยหากใครไม่ชอบก็ผ่านได้เลยนะครับผม

Prepare to start, Good Luck!

เนื่องจากเราอยู่ Computer Engineering Lab ซึ่งแม่งไม่ตรงกะสายที่เรียนมาเลย แล้วถ้าให้คิดโปรเจคใหม่ก็คงไม่ถนัดก็เลยเอาโปรเจคจบไปทำ แน่นอนไปปุ๊บใช่ว่าจะลงมือโค้ดเลยนะ ไม่เลยจ้า เอาจริงๆ ทุกๆ ที่เวลาทำอะไร เราก็ต้อง Proof of concept ก่อนว่า เฮ้ยมันจะทำได้จริงรึเปล่า...เฮ้ยมันจะคิดอะไรมาลอยๆ มาไม่ได้นะ ต้องมีวิจัยมารองรับนะ…พอมีวิจัยมารองรับเสร็จเราก็ต้องออกแบบการทำงานคร่าวๆ ของตัวข้อที่เราต้องการจะวัดอีก ในใจคิดแล้วแหละว่าต้องเจอแบบนี้ (ที่จริงการที่เราคิดอะไรใหม่ๆ เราก็ต้อง Proof แบบนี้แหละ)

พอเรานั่งอ่าน Research ไปเรื่อยๆ พยายาม Proof ไปเรื่อยๆ แม่งรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเองเลยหว่ะ ทำไมกูต้องมาอ่าน Research ด้วยวะพูดกับตัวเองมาตลอด แต่แต่ พออ่านเรื่อยๆ แม่งเจอไอเดียหว่ะ แม่งเจอในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงหว่ะ เหี้ยยย ยิ่งอ่านแม่งยิ่งเซอร์ไฟร์ส พออ่านจบก็ต้องเขียน Context-Aware Design ซะละ ก็เลยทำสไลด์แบบเผามาอีกชุด

ก็ไม่รู้จะทำเสนออะไรก็ทำเป็นรูปให้เข้าใจง่ายๆ (ป่าวขี้เกียจอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ)

พอทำสไลด์เสร็จ ก็พร้อมละ E-Mail ไปนัด Professor เพื่อบอกว่าเราทำงานเสร็จแล้วนะ เราจะนำเสนอคุณ แล้วก็นัดเวลามาเรียบร้อย

Appointment day!

พอถึงวันเวลานัดกับ Prof. ก็คุยเรื่องแต่ละ Context มันวัดยังไงค่าออกมาจะเป็นยังไง เราก็ Proof ให้เขาดูด้วย Sensor ที่มีด้วยสมการ ด้วย Research และเขาก็บอกว่า เพื่อนของเรา เขียนเปเปอร์นี้มา อ้าวเชี้ยงงในงง สุดท้ายเขาก็บอกว่า เราต้องใช้ Machine Learning เข้ามาช่วยแล้วแหละ เรื่อง Pattern Recognition ว่าการสะพายกระเป๋าแบบนี้ถูกหรือผิดวิธีเดาว่า User นั้นปกติแบกของกี่กิโลถ้าเขาสะพายเกินกว่านั้นก็ให้เตือนบลาๆ (เชี้ย…คาดไม่ถึงว่าต้องใช้ Machine Learning) ไอเราก็โอเคละเขาบอกเราว่า เขาคิดว่าฝั่ง Application ของคุณ คุณทำแป๊บเดียวก็เสร็จ ไอ่หย๋าาาา สุดท้ายเขาก็แนะนำอะไรมาหลายๆ อย่างทำให้เกิดไอเดียในการพัฒนาต่อไปขึ้นเยอะเลย สรุปสิ่งที่เราอยากทำมันก็แค่จุดเล็กๆ เท่านั้นมันยังมีอะไรอีกเยอะและทำให้มันว๊าวไปกว่านี้ และก็บอกกับ Prof. ว่าเดี๋ยวจะ Design Model ตัววัดและ List อุปกรณ์ให้ ส่วนเรื่อง Model Machine Learning เดี๋ยวขอไปศึกษาก่อน…

พอจบประชุมกับ Prof. ไอเราก็เข้าไปที่แลปแล้วนั่งเพลียเลยถอนหายในเฮื้อกใหญ่ ละบ่นกับตัวเองว่าจะไหวป่าววะ 555+ แม่งเกินความรู้ที่เรียนมาเยอะแล้วนะ เห้ยกูกำลังทำอะไรอยู่วะ แล้วอีกสักแป๊บนึงเห่ยวันนี้มี Alchemist Meeting Day นี่กว่า และเป็นเรื่องที่ดีด้วยที่พี่ Chakree Kaewchai ทำ Live สดๆ จากห้อง Train 4 , SIT KMUTT เลย เอาวะ เต็มไฟหน่อย

และเราก็เห็นไอรุ่นน้องที่พวกเราปั้นมันมา มันพรีเซนท์งานแรกพบเว้ย ไฟมันแรงมาก เราก็แบบเห้ย รุ่นน้องมึงไฟแรงขนาดนี้มึงยอมได้ไงวะ พอดูเสร็จเราก็มีไฟขึ้นมาอีกครั้ง โดยหลับคาโต๊ะเลย (Prof. นัด 10 โมงเช้านี่น่า) แล้วก็นั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับ ML ไปเรื่อยๆ จนกลับบ้าน

Recharge your passion!

พอกลับถึงบ้านพักก็นอนเล่นไปสักพัก เพื่อน Kodama เพื่อนในแลป S2 ก็อีเมล์มาหา

E-Mail ที่เพื่อนส่งมา

เห่ยงานไรวะ Poster session มันคืองานสอบโปสเตอร์แบบที่ไทยปะวะ ละเห็น 4th grade นี่มันงานสอบโปสเตอร์เด็กปี 4 ที่นี่รึเปล่า ไอเราไม่รอช้าบอกว่าไปๆ (ที่จริงก็ขี้เกียจไปเพราะง่วง)

พอถึงงานเดินขึ้นตึกไปชั้น 7 ก็…เห็นห้องเปิดไฟอยู่แค่ห้องเดียวคือห้อง “Tsukamoto Terada Research Office” ก็คือห้องแลปของนักเรียนของ Prof. Tsukamoto นั่นเอง (ทำไมตอนประชุม Prof อีกคนไม่ชวนเรา) พอเข้าไป…ในห้อง เชี้ยงาน D-Day ชัดๆ (ถ้าอยากรู้ว่างาน D-Day คืออะไร คลิก) เราเข้าไปก็ไปลงทะเบียนแล้วก็ได้ เอกสารมาชุดนึงคือแนะนำโปรเจคกับแบบสอบถาม

เอกสารนำเสนอโปรเจคและแบบสอบถาม

คือการสอบ Poster ที่นี่เป็นกันเองมากกกกกกกกก อาจารย์บางคนยังนั่งพื้นเพื่อนั่งฟังการนำเสนอโปรเจคต่างๆ

คือโปรเจคเขาน่าสนใจมากๆ เลยเว้ย แบบร้องว๊าวววได้อะ (ว๊าวเพราะสาวน่ารัก) โปรเจคในรูปหลังเอกสารก็คือสมมติเราซักผ้าเราใส่ผ้าไปทีละชิ้นๆ ไอเครื่องนี้แหละ ก็จะดูว่าเราใส่อะไรไป เช่นเสื้อ ระบบก็จะบอกว่าเราใส่เสื้อไปแค่เสื้อยังกระจอกไปบอกสีของเสื้อได้อีก ใส่ถุงเท้าไปก็บอกว่าเป็นถุงเท้าเชี้ยยยย ที่อึ้งไปกว่านั้นผู้หญิงทำ UI ก็น่ารักๆ ก็ถามตอบกับอาจารย์ของเขาไปเรื่อยๆ เสียดายทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น

เอาจริงๆ โปรเจคเขาแต่ละอย่างดูน่าสนใจไปเลย ขนาดของเพื่อนที่นั่งโต๊ะแลปข้างๆ กันแท้ๆ ยังไม่รู้เลยว่าเขาทำไร ตอนนี้ได้รู้ละ (ที่ไม่รู้เพราะมึงไม่ได้ถามไงโง่) เอาเป็นว่าอธิบายหมดไม่ไหวว่าโปรเจคนี้เป็นยังไงๆๆ เดี๋ยวจะแปะรูปแล้วกันน

(ซ้าย) สาวผู้น่ารักใส่ชุดคาราเต้กับ Hololens ของนาง (ขวา) โปรแกรมอะไรไม่รู้น่าจะเกี่ยวกับจับ Pattern
(ซ้าย) อุปกรณ์ช่วยกันการนอนตกหมอน (กลาง) อุปกรณ์บำบัดสำหรับชาวออฟฟิต (ขวา) ถุงเท้าจับตำแหน่งบอล
(ซ้าย) เครื่องกดน้ำ IoT เอาแก้วเข้าไปน้ำก็ไหลออกมา /ไม่ใช่โปรเจคนะ ทำเล่นๆ (ขวา) stylus อรรถประโยชน์
(ซ้าย) เกม VR เกี่ยวกับเบสบอล (ขวา) อุปกรณ์บำบัดกับชาวออฟฟิต ให้ทดลองเล่นด้วยย สาวน่ารัก
การพิมพ์ข้อความโดยใช้ Rubic Cube

นี่แค่ส่วนนึงเท่านั้นโปรเจคของเขาเจ๋งมากเลยๆ แล้วกลับมามองโปรเจคตัวเอง ก็คิดได้ว่าสมควรแล้วที่เขาให้มึงทำ Machine Learning

สำหรับตอนนี้ก็จบแล้วววววว ไม่รู้จะบ่นอะไรอะ ตัวเองคิดว่าตอนหลังๆ จากตอนนี้ไป อาจจะเป็นการเล่าประสบการณ์แบบ Geek เหี้ยๆ แล้วนะ น่าจะไปทาง Technique ซะส่วนใหญ่ และก็สัปดาห์นี้ไม่ได้ไปเที่ยวเลย เพราะตื่นสายขี้เกียจเลยไม่ได้เอารูปมาฝาก ยังไงก็ฝากตอนต่อๆ ไปด้วยนะอิอิ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Kunchai Sodhom’s story.