หรือว่าจุดจบของความเครียดไม่มีอยู่จริง?

เรามาเรียนอยู่ที่มหาลัยในโตเกียวเกือบสองปีแล้ว มันมีความเครียดหลากหลายที่เกิดขึ้นระหว่างสองปีนี้ แล้วมันก็มีเรื่องราวผ่านมาเยอะมากจนบางเรื่องที่เคยเครียดมากๆ ก็เริ่มลืมความรู้สึกไปแล้วว่าที่ผ่านมา คำว่ามากพวกนั้นคือมันมากขนาดไหน

เมื่อวันพฤหัสที่ 27 กค ที่ผ่านมาเป็นวันส่งเล่มจบทีสิสปอโทของเราเอง

เราเครียดกับเรื่องทีสิสมาหลายเดือน พีคมากๆก็คือช่วงสองเดือนสุดท้าย เราเครียดจนมันแสดงออกทางร่างกาย ตัวเรา ความคิดเรา มันโดนความเครียดเกาะกินตลอด เราเฝ้าฝันถึงวันที่เราส่งเล่ม มันจะต้องเป็นวันที่เรามีความสุขมากแน่ๆเลย เราจะได้นอนดูหนังที่เราอยากดู ได้ไปหาร้านกาแฟชิลๆนั่งอ่านหนังสือที่เราอยากอ่าน ได้จัดทริปวางแผนไปเที่ยวถ่ายรูปในหลายๆที่ที่เราอยากไป เราเฝ้าฝันถึงมันตลอด..

ณ จุดที่ส่งเล่มไป สิ่งแรกที่เราทำคือ กินข้าวมื้อแรกของวัน ตอนบ่ายสาม หื้ม ข้าวกะเพราไข่ดาวแกงเขียวหวานจากร้านอาหารไทยหน้ามออร่อยจังแหะวันนี้ ส่วนสิ่งที่สองที่ทำ คือเดินดมยาดมกลับบ้าน 😂 พอถึงบ้าน เราก็หลับยาว ตั้งแต่ห้าโมงเย็น ยันตีสอง ตื่นมาแล้วแบบ เอ่อ โล่งหว่ะ ชิลจัง นอนดูหนังซักเรื่องดีกว่า เปิดเฟสบุ้คก็เจอคนมาแสดงความยินดีเยอะแยะไปหมด ชิลจริงแหะ ชอบความรู้สึกหลังส่งงานจัง คืนนั้นเรามีความสุขมาก มากจริงๆ

สองวันถัดมา เรานั่งทำสไลด์เตรียมสำหรับพรีเซ้นสอบจบวันพฤหัสหน้า แต่กับสไลด์ มันเป็นเรื่องที่เราถนัด เราไม่ได้เครียดกับมันมากเท่าไหร่ หลังจากได้คอมเม้นจากอาจารย์มา เราก็พักผ่อน นอนดูหนังชิลๆต่อ กะว่าจะแก้และจัดการเรื่องซ้อมในวันพรุ่งนี้

ส่วนวันนี้ ตอนนี้ คืนวันเสาร์ หลังจากส่งเล่มได้ 2 วัน มันเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในตัวเราอีกแล้ว ความรู้สึกที่คุ้นเคย มันค่อยๆโผล่มาหลังจากเราเปิด linkedin แล้วเจอ recruiter เชิญชวนให้ทำงานสาย dev ที่ญี่ปุ่น โอ้โห ตัวงานก็น่าสนใจดี ส่วนเงินเดือนพี่นี่โหดสัสเลย เราถามตัวเองว่า

“เอาไงต่อดีวะ? กลับไทยหรือไม่กลับ? เขียนโปรแกรมต่อหรือทำอย่างอื่น?”

ความรู้สึกแบบนี้ เหมือนตอนที่เราทำงานอย่างมีความสุขอยู่ที่ไทยสองปีที่แล้ว แต่ดันสมัครทุนปอโทแล้วได้ทุน เอิ่ม นี่เราเดินมาถึงทางแยกอีกแล้วสินะ ทำไมความชิลมันอยู่กับเราแป้ปเดียวเองน้อออออ สงสัยจัง

หรือว่าจุดจบของความเครียดไม่มีอยู่จริง?

แล้วเราจะเครียดไปทำไมวะ นั่นดิ สงสัย

เครียดแล้วส่งผลอะไรบ้าง ?

อืมมมม สำหรับเรา มันทำให้เรารู้สึกว่าต้องคิด ต้องวางแผน ต้องเตรียมพร้อม หา best case กับ worst case ในแต่ละทางที่เราจะเดินไปนะ แต่บางที เครียดไปก็ไม่ดีเหมือนกัน นอกจากมันจะทำให้เราวางแผนได้ไม่ละเอียดแล้ว มันก็ส่งผลกับอย่างอื่นเป็นคลื่นน้ำต่อๆไป

เอาจริงๆ อิคำถามข้างบนสุด เราเคยได้ hint ของคำตอบมาละนะ keyword ของคำตอบคือ “อยู่กับปัจจุบัน” และ “เลือกสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายชีวิต”

….

อ่าาาา ฮะ สุดท้ายก็ต้องมานั่งคิดอยู่ดีป่ะวะ 5555

แล้ว ประเด็นคือ เราจะแยก เรื่องที่ต้องคิด กับเรื่องที่ต้องเครียด ออกจากกันได้ยังไง?

นี่ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่เรายังหาคำตอบที่ดีให้ตัวเองไม่ได้

หรือว่าเรื่องที่ต้องเครียด มันก็ไม่มีอยู่จริงเหมือนกันนะ?

🤔 สงสัยจัง อืม.. ลองสงสัยแบบไม่เครียดได้มั้ยนะ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated tuasarocha’s story.