ชีวิตของผู้ต้องขังข้ามเพศในเรือนจำไทย

UNDP Thailand
2 min readMay 16, 2019

--

ภาพ: Ye Jinghan via Unsplash

ถึงแม้ว่ากลุ่มคนหลากหลายทางเพศจะเริ่มเปิดเผยเเละเป็นที่รู้จักหรือยอมรับในสังคมไทยมากขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมยังคงเลือกปฏิบัติ กีดกัน เเละดูถูกกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคดังกล่าวในชีวิตประจำวัน และ สำหรับคนข้ามเพศ พวกเขาต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติดังกล่าวที่หนักกว่าเนื่องจากอัตลักษณ์ทางเพศหรือการแสดงออกไม่ตรงกับเพศกำเนิดตนเอง เเต่สำหรับคนข้ามเพศที่เป็นผู้ต้องขังเเล้ว สถานการณ์ณ์เลวร้ายยิ่งกว่า ในประเทศไทยมีผู้ต้องขังมากกว่า 4,000 คน ที่เป็นคนข้ามเพศ[1] ผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มคนข้ามเพศส่วนใหญ่รายงานว่าถูกรังแกหรือทำร้ายร่างกายเเละจิตใจโดยเจ้าหน้าที่หรือผู้ร่วมต้องขัง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องของการขาดการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังที่เป็นบุคคลข้ามเพศและขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับผู้ต้องขังกลุ่มนี้

[1] ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561 กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม

เพื่อตระหนักถึงความท้าทายที่ผู้ต้องขังข้ามเพศต้องเผชิญในเรือนจำ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวงยุติธรรม ได้ทำการศึกษาสถานการณ์ และ การบริหารจัดการผู้ต้องขังข้ามเพศในเรือนจำในประเทศไทย ข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาพบว่า ผู้ต้องขังข้ามเพศยังคงได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม รวมไปถึงอุปสรรคในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับผู้ต้องขังที่เป็นบุคคลข้ามเพศ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มผู้ต้องขังข้ามเพศส่วนใหญ่ประสบกับการถูกล่วงละเมิดเพศจากผู้ต้องขังคนอื่นๆ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของกลุ่มผู้ต้องขังข้ามเพศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าว

จากผลของการศึกษานี้ทำให้ UNDP ร่วมกับกรมราชทัณฑ์กระทรวงยุติธรรมและโครงการกำลังใจในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561 เพื่อสร้างความตระหนักให้แก่เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เกี่ยวกับประเด็นวิถีทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และ การแสดงออกทางเพศ ตลอดจนความท้าทายที่กลุ่มผู้ต้องขังข้ามเพศต้องเผชิญในเรือนจำ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของการประชุมเชิงปฏิบัติการสามารถดูได้ที่นี่

หลังจากที่ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติ UNDP จะสนับสนุนกรมราชทัณฑ์เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ต้องขังในประเทศไทยให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นบุคคลข้ามเพศ เนื่องด้วยประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปีพ. ศ. 2562 รัฐบาลไทยจะได้ใช้โอกาสในการเสนอประเด็นนี้เพื่อหารือกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่น ๆ ต่อไป

อดีตผู้ต้องขังข้ามเพศสองคนได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้และได้แบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขาในช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำ กับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ เรื่องราวที่พวกเขาแบ่งปันสะท้อนถึงความท้าทายที่เพื่อนร่วมเรือนจำต้องเผชิญขณะถูกคุมขังซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษา หลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการพวกเขาให้สัมภาษณ์กับ UNDP และนี่คือเรื่องราวของพวกเขา

คุณมีนอดีตผู้ต้องขังที่เป็นชายข้ามเพศ

คุณมีนเคยถูกจองจำเป็นเวลา 3 ปี วันนี้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตของเขาหลังลูกกรงจากมุมมองของผู้ต้องขังที่เป็นชายข้ามเพศร่วมกับหมู่นักโทษสี่สิบคน

ภาพ: กวิสรา ลิมอักษร

“พอเข้าไป เราต้องถอดเสื้อผ้าหมดเพื่อตรวจร่างกาย อันนั้นเราก็เข้าใจนะ บางสิ่งบางอย่างที่เราใส่ประจำ อย่างเสตย์ (ผ้ารัดหน้าอก) ก็ต้องโดนยึดไป ซึ่งมันเป็นอะไรที่เราขาดไม่ได้จริงๆ”

“ทุกคนต้องไว้ผมบ๊อบแบบนักเรียนมัธยม สั้นเท่าติ่งหู ห้ามตัดทรงอื่นเด็ดขาด ซึ่งทอมบางคนก็ไม่ชอบ ชอบที่จะไว้ผมสั้น มันเป็นสิ่งที่เราคิดมาตั้งแต่อยู่ข้างในจนออกมาทุกวันนี้เลยนะ ว่าเพราะอะไร ทำไมถึงตัดไม่ได้”

“มีอยู่เคสหนึ่งนะที่เค้าใช้ฮอร์โมนมาก่อน แต่เรือนจำไม่ให้เอาฮอร์โมนเข้าไป ยึดตั้งแต่ตอนอยู่ศาลแล้ว แล้วคนนี้ผ่านมออกหมดแล้วนะ ตอนแรกๆก็ไม่มีผลข้างเคียงอะไร แต่อยู่ไปก็อารมณ์รุนแรง หงุดหงิดง่าย ทะเลาะกับคนไปทั่ว เค้าก็เคยพูดนะว่า ‘พี่มีน ผมไม่ได้เป็นเด็กแบบนี้จริงๆนะ แต่พอผมไม่เทคฮอร์โมน ผมก็เป็นแบบนี้ อารมณ์ผมเปลี่ยน’ แล้วตอนแรกที่เข้าไปมีกล้ามนะ แต่พอไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้กินยาควบคุม กล้ามเนื้อก็เหี่ยว แล้วตรงนมก็โบ๋เหมือนคนโดนตัดนม แบบมีหลุมตรงกลางสองหลุมเหมือนคนพิการ แล้วมันทำให้เค้าจิตตกนะ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มาสนใจเรื่องนี้ สนใจแค่ว่าต้องทำไปตามกฎ แต่ว่าถ้าเอาฮอร์โมนเข้าไม่ได้จริงๆ เราก็อยากให้มีเครื่องออกกำลังกายมาทดแทนตรงนั้น”

“หกเดือนแรกจะมีการ X-ray ปอด พออีกหกเดือนหลังจะมีการตรวจเลือด แต่เค้าจะไม่บังคับตรวจเลือดนะ ให้คนที่สมัครใจตรวจ เพราะเมื่อก่อนบังคับตรวจ แล้วเจอโรค HIV คนที่เป็นก็รับไม่ได้อยากฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นมาเค้าเลยไม่กล้าบังคับ”

ภาพ: rawpixel via Unsplash

“เราก็อยากให้มีเครื่องออกกำลังกาย เพราะไม่ใช่แค่เราที่ใช้ได้ ทุกคนก็ใช้ได้ ยิ่งคนแก่ที่อยู่ในคุกก็สามารถออกกำลังกายไม่ให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แล้วก็อยากให้มีสเตย์ (ผ้ารัดหน้าอก) เราเคยเขียนไปในกล่องที่เค้าให้ลงความเห็นนะ เขียนไปว่าอยากให้มีสเตย์รัดหน้าอกของทอม แต่ประเด็นนี้มันก็ตกไป เค้าก็ไม่ให้เพราะกลัวจะเป็นมะเร็ง”

“เราอยากฝึกอาชีพอย่างอื่นนะ เกี่ยวกับอิเล็กโทรนิคก็ได้ อยากให้มีการสอนเรื่องกราฟฟิก พวกคอมพิวเตอร์มากกว่า สมัยนี้ใครเป็นคอมก็เป็นต่ออยู่แล้ว แต่ในเรือนจำไม่มีสอนเลย พอเราออกมาก็เหมือนเต่าตัวหนึ่งเลย คนอื่นไปถึงไหนแล้ว แต่กูยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย อย่างพวกปักเลื่อม ปักเสื้อผ้าเนี่ย ออกมามันก็ไม่มีงานแบบนี้นะ”

“คนทั่วไปก็จะมองว่า ‘นี่มันขี้คุกนี่หว่า ทำงานแล้วมันจะเป็นยังไง ถึงรับมาก็ไม่ไว้ใจเพราะเคยติดคุกมา’ กลัวจะมาขโมยบ้าง เลยอยากให้สอนเทคนิกการใช้ชีวิตข้างนอก ก้าวออกมาจากตรงนั้นแล้วจะทำยังไง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวนกลับไปในคุกอีก”

คุณซี้ดอดีตผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศ

คุณซี้ดเป็นหนึ่งใน 30 ผู้ต้องขังที่เป็นหญิงข้ามเพศกับงผู้ต้องขังอีก 5,000 คน คุณซี้ดอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 4 ปี

“วันแรกที่เข้าไปต้องแก้ผ้า แล้วเค้าก็แหวกรูทวารของเรา เพราะกลัวว่าเราจะซุกซ่อนยาเสพติดเข้าไป แต่เรารู้สึกอาย ผู้ชายมันเยอะไง”

“เวลาอาบน้ำเค้าจะให้อาบน้ำรวมกับผู้ชาย จะไม่มีอะไรกั้น เปิดโล่งๆเลย เราก็รู้สึกอึดอัด…ต้องทำนมและแปลงเพศแล้วเท่านั้น ถึงจะได้อาบแยก”

“เราซื้อยกทรงไม่ได้ ถึงจะทำหน้าอกแล้วก็สั่งซื้อยกทรงไม่ได้…ต้องแปลงเพศด้วย ที่กังวลอีกอย่างคือ บางทีก็มีการจู่โจม(การสุ่มตรวจผู้ต้องขัง) ตรวจฉี่ ตรวจปัสสาวะ แล้วให้ผู้ต้องขังแก้ผ้าต่อหน้าผู้ชาย แล้วก็ต้องโก้งโค้งให้เค้าดู ขนาดมีนมแล้วก็ยังต้องถอด แต่ว่าถ้าแปลงเพศแล้วไม่ต้อง เราก็อาย”

คุณจูอดีตผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศ

คุณจูเป็นน้องสาวของคุณซีด และเป็นผู้ต้องขังหญิงเพียงคนเดียวที่ผ่านการผ่าตัดทั้งบนและล่าง เธอถูกจองจำเป็นเวลา4ปีกว่า

“พี่ก็สามารถสั่งยาฮอร์โมนจากข้างนอกได้ เพราะพี่ผ่าตัดแปลงเพศ… แต่คนอื่นไม่ได้ บางคนที่เคยกิน ที่เคยผ่าตัดนมมา เค้าก็อยากจะกิน แต่เค้าไม่ให้”

ภาพ: กวิสรา ลิมอักษร

“เค้าจะมีถุงยางเบิก มีเจลเบิก หมอประจำสถานพยาบาล แล้วก็จะมีคุณหมอจากข้างนอกเข้ามาทุกอาทิตย์ ถ้าใครเป็นเยอะๆก็มาหาหมอได้ แต่ที่กองงาน(กองงานควบคุมประจำแต่ละแดน)จะต้องเซ็นอนุญาตให้มา มี x-ray ปอดทุก 6 เดือน ตรวจเลือดทุก 6 เดือน ตามความสมัครใจ”

ภาพ: Brodie Mcculloch via Flickr

“อยากให้มีห้องอาบน้ำสำหรับกะเทย แล้วก็อยากให้มียกทรงสำหรับคนที่ทำหน้าอกแล้ว ฮอร์โมนก็อยากให้เค้ากิน”

“อยากให้มีการฝึกวิชาชีพ ร้านเสริมสวย ทำขนมไทย เพ้นเล็บ ส่วนมากจะมีฝึกอาชีพแบบทำน้ำยาล้างจาน เชื่อมเหล็ก แต่มันไม่ใช่ของกะเทย ถ้าถามว่าพี่ชอบมั้ย พี่ก็ไม่ชอบ”

วัตถุประสงค์ของโครงการ Being LGBT in Asia โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ

การส่งเสริมสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่เรือนจำเป็นหนึ่งในภาระงานของโครงการ Being LGBTI in Asia ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ประเทศไทย ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียม การใช้ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของ วิถีทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศหรือสถานนะการมีเพศ กำกวม และส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและสังคมโดยทั่วกัน โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคประชาสังคม สถาบันในภูมิภาค และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในสังคมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ โครงการได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจาประเทศไทยสานักงานพัฒนาด้านการต่างประเทศสหรัฐฯ กระทรวงการต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลีย และมูลนิธิ Faith in Love (ฮ่ององกง)

กลุ่มบุคคลข้ามเพศ กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์เพศที่ไม่ตีงกับเพศที่กำเนิดตนเอง เช่น ชายข้ามเพศหรือหญิงข้ามเพศ

หญิงข้ามเพศ ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นผู้ชายแต่เลือกที่มีอัตลักษณ์ทางเป็นหญิง

ชายข้ามเพศ ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นผู้หญิงแต่เลือกที่มีอัตลักษณ์ทางเป็นชาย

โดย ธัญลักษณ์ ทองอยู่เจริญ, สุภาณี พงษ์เรืองพันธุ์, เอียน มุนกัล

ลิขสิทธิ์: โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย

--

--

UNDP Thailand

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย