Don’ t trust what I going to say

คลีนฟู้ด คือ อะไรคะ ? อาหารสะอาด รสชาติอร่อยหรือป่าว กระแสดูแลสุขภาพมันแรงมาก คนยุคนี้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ก็น่าชื่นชมค่ะ มีผู้เชี่ยวชาญจากโลกโซเซียลแคมมากมาย พูดเรื่องการรับประทานอาหาร พูดไปพูดมา เอ้า ขายของกูอี้กกกก…

วันนี้แค่อยากชวนให้ทุกคนคิดเล็กๆค่ะ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าสุขภาพที่ดีย่อมมาจากอาหารที่ดี ‘ You are what you eat’ ประมาณนั้น ตอนเรียนหมอเคยทำโปรเจกนู้นนี่เกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ ศึกษา content อะไรต่างๆ นานา เพื่อหาคำตอบค่ะ การที่เราเป็นหมอมันทำให้เราตื่นค่ะ !! ตื่นตัวตลอดรับมีกับกระแสของโลกที่ก้าวหน้าเหลือเกิน ต้องคอยตอบคำถามมนุษย์ญาติ มนุษย์เพื่อน มนุษย์ป้าๆลุงที่โรงพยาบาล เพราะทุกคน well education มากยุคนี้ ทำให้เรา work hard ค่ะ และ ‘ work load’ ด้วย mind set ที่ว่า หมอรู้ทุกอย่าง ไอ้เราก็บ้าจี้ค่ะ ด้วยความที่หมอรู้หมอเรียนมาของเรา ก็อยากทำให้รู้จริง ด้วย evidence base ลองทำความเข้าใจกันนะคะ ป่ะ.

เริ่มจากเป็นคนชอบทำอาหารมาเนิ่นนานแล้ว ถ้าไม่ขี้เกียจ ตั้งแต่เด็กแม่สอนว่า ผักมีวิตตามิน ไม่ต้องกินของแพง เอ้อออ! จริงค่ะ วิตตามิน กินแล้วดีต่อร่างกาย ครูที่โรงเรียนเราก็สอนว่าวิตตามินบำรุงร่างกายนะ A=ตา ชา=B C=ฟัน E=หมัน K=เลือด เชื่อครูค่ะไม่ต้องเถียง สิ่งที่ครูพูดคือถูกเสมอ ไม่เคยสงสัยว่ามันมีกลไกลอะไรใดๆ ประกอบกับช่วงแตกเนื้อสาวก็อยากผอม ( ออกกำลังกายเป็นกิจวัตรอยู่แล้วเพราะพ่อเราชอบวิ่งเราก็วิ่งกับพ่อ ไม่รู้พ่อวิ่งเพื่อ? แต่กูอยากผอมเฉยๆ ไม่มีไรมาก ปั่นจักรยานทีหลายๆกิโลกับเพื่อนเจ็บตูดมากโชว์พาวกัน แข่งกับป้าๆเต้นแอโรบิกจนป้าต้องออกปากชม) มันไหลออกนอกเรื่องตลอดเลยค่ะซิส! กลับมามีช่วงนึงก็กินแต่ผักเลยค่ะ ผักคือพระเจ้า ไม่มีใครว่าเราผิดนิคะ ได้ยินมาลอยๆว่า ก็ผักครึ่งนึงงง อย่างอื่นครึ่งนึงงงง ตามนั้น ทำได้จนผอมไปพักใหญ่ และแล้วก็องค์ลงจะสอบเข้ามหาลัยทุกคนคงเข้าใจ.

และจุดพีคที่อยากเข้ามหาลัยก็ทำให้คิดได้อีกครั้งว่าต้องลดความอ้วนค่า ปีหนึ่งมึงจะอ้วนได้หรอคะ ไปค่ะกินอาหารที่มีผักมากๆอีก ออกกำลังกายอีก ก็ผอมกันไป มั่นใจมากว่าโอเคนี่แหละสวยละ อยากหาภาพประกอบนะคะแต่เขิน มาดูตอนนี้แบบ อิผี!! นี่กูหรอคะ ซิสคะซิสทำอะไรลงไป

พอมหาลัยจริงๆก็ยังคงวิ่งอยู่ เริ่มกลับมากินแบบเพื่อนๆ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมไงคะ มากินผักกินหญ้าอยู่ก็คงต้องไปอยู่ในป่าคนเดียวไหมหรือไง มาถึงจุดนี้มีใครพอมองภาพออกไหมคะ มองออกแค่ว่ากูยังไม่ได้สาระเลยใช่ไหมคะ ทนอีกนิดนึงค่ะ

พอเรียนหมอเข้าจริงๆ เราก็เรียนทฤษฎีเป็นส่วนใหญ่ เราก็เรียน nutrition มากมาย เข้าใจโรค โรคส่วนมากที่เป็นกันเกิดจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น คนไข้ส่วนมากก็หนีไม่พ้น DM,HT,DLD- เบาหวาน,ความดัน,ไขมัน. ทฤษฎีที่เพียรศึกษานั้นทำเองอยากชิบ หมอก็คนไง ไม่ใช่พระ มีความอยาก ก็เข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูด กูก็พูดต่อไปให้คนไข้แบบจารย์พูดไง แต่กูทำไม่ได้ไงมีไรไหม จุดนึงก็เริ่มพูดให้พ่อให้แม่ฟังเรื่องสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปนั้นนนน มันทำให้เราเป็นโรคคคคคนะแม่นะ นะพ่อนะ พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง จบไปค่ะ ดูแลคนไข้ตัวเองไปค่ะนศพ.นั่นคือหน้าทีเรา หน้าที่ลูกคือเชื่อฟังพ่อแม่ – โอเคงั้นจะทำทุกอย่างให้รู้จริงๆ เลย ทำเองให้รู้กันไปเลย

  • Ketogenic diet เอย
  • Pleo diet เอย
  • No wheat, No carb เอย
  • Low fat, high protein เอย
  • Unprocessed food เอย

ทำมาหมดแล้วจ่ะ คนที่ใกล้ชิดเราคงเข้าใจดี จนเรามีความสุขกับการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากเลยค่ะ เพราะหุ่นตอนนั้นดีนะ จนแบบคนรอบข้างชื่นชมในความมีวินัย ออกกำลังกายไปด้วยโอเคมาก ลงวอร์ดเหนื่อยแทบตายสามสี่ทุ่มสังขารกูก็ยังอยู่ที่ฟิตเนส เพื่อนเราไม่อินกับเราไง มีแค่เราและอาหารและฟิตเนส แม่โทรมาเดี๋ยวค่อยคุยนะคะแม่ออกกำลังอยู่ เพื่อนชวนไปกินบุฟเฟ่ ปาร์ตี้ไรก็แบบ เออมึงกูไม่ว่างอ่ะ แฟนชวนกินพิซซ่า พาสต้า เบบเค้าไม่กินแป้งงงงงงง… จนวันหนึ่งค่ะ จริงๆ ร่างกายเราก็ไม่ได้มีปัญหานะคะ กูนี่แหละค่ะซิสเป็นปัญหาของคนอื่น ดีแล้วก็มองว่าไม่ดี – ก็ลองไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็กลับไปกินแบบคนปกติ ข้างราดแกง,บุฟเฟ่,คาเฟ่ วนไป ออกกำลังกายก็ออกตลอดไม่เคยมีช่วงหยุดเลย จนมันก็มาในจุดที่เราคิดว่าเราอ้วนมากน้ำหนักหกสิบกว่า มาไกลมากไปไหม เราทำอะไรผิดไปหรือป่าว เพื่อนเริ่มทัก เฮ้ยมึงไปทำอะไรมาวะ แม่ทักลูกอ้วนมากไม่ไหวแล้วนะ ขาใหญ่มากเลยซิส !!! เราก็คิดนะด้วยกระแสสังคม และ mind set อะไรไม่รู้ ที่เรา over concern มากไป เพื่อนแค่เคยเห็นเราในร่างกายที่ดีมาตลอดไง อยู่ๆอะไรที่มันแปลกไปเพื่อนก็คงทัก แม่ดูทีวีมากไม่ค่อยได้เจอกันไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดก็คงอยากเห็นลูกสวยเหมือนคนอื่น การกินคลีนแบบเข้มงวดไม่ได้ช่วยเหลือสังคม และไม่ได้ทำให้เราพัฒนาความคิดตัวเอง หมกมุ่น มากไปกับเรื่องของตัวเอง จนเราลืมมองเรื่องอื่น และทุกคนโฟกัสเรื่องภายนอก มากกว่าคุณค่า จบยังไงดี


สรุป ขอเสนอ ภาษาอังกฤษ วันละคำคือ ‘ Balance’

มองให้เห็นในสิ่งที่เรามี อะไรคือตัวตนของเราก็แค่ยอมรับและทำความเข้าใจ ทำอะไรก็ได้ที่เรามีความสุข ไม่ต้องสุขมากก็ได้ แต่ก็ต้องไม่ทุกข์ อย่าทำให้คนอื่นต้องมาเดือนร้อนกับสิ่งที่เราเป็น

อยากเห็นสังคมไทยดีขึ้น ด้วยคำว่า ‘ สมดุลย์’

จบค่าาาา

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.