NOTHiNG (N.) —

โปรดใช้วิจจารณญานในการอ่านบทความนี้

จดหมายถึงท่านที่อยู่บนดาวศุกร์
จากฉันเองเด็กผู้หญิงบนโลก ฉบับที่ ๑ (ฉบับภาษาไทย)

สวัสดีค่ะ 
ท่านคงจำฉันไม่ได้ วันนี้ฉันแค่ตั้งใจเขียนจดหมายถึงท่านเพื่อบอกว่าวันนี้ฉันเรียนจบแล้ว ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงให้ฉันใช้ชีวิตที่นี่ รูปถ่ายรับปริญญาแนบอยู่ด้านหลังเป็นรูปของฉันกับครอบครัว (รูปถ่าย: ฉันยิ้มร่าเริง,พ่อทำหน้าเฉยๆ,แม่ทำหน้าเศร้า เรียงจากขวาไปซ้าย ถ่ายภาพโดยน้องชาย กล้องที่ใช้ถ่ายฉันเพิ่งซื้อมาด้วยเงินเดือน เดือนแรกของฉันด้วยความภูมิใจ) ฉันจบหมอแล้ว เป็นแบบที่ท่านสอนจริงๆ คนเราจะสำเร็จได้ถ้าเราตั้งใจ ไม่มีอะไรบนโลกที่มษุยน์เราทำไม่ได้ ขอบคุณนะคะที่สอนดิฉัน ตอนนี้ดิฉันเป็นหมอสมใจพ่อแม่แล้ว มากกว่านั้นฉันมีเงินแล้ว ฉันซื้อรถคันใหญ่ ฉันมีบ้านโต ฉันมีชื่อเสียง แต่ฉันลาออกจากโรงพยาบาลของรัฐแล้วมันคงสะเทือนใจของท่าน ฉันรู้สึกผิดกับสิ่งที่ฉันทำให้ท่านผิดหวัง ฉันมัวแต่หมกมุ่นกับการเรียนมากไปจนลืมเขียนจดหมายไปเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของฉันจะบอกว่าเมื่อหลายเดือนก่อนฉันป่วยเหลือเกิน พ่อกับแม่ของฉันพูดว่าฉันจบมาแล้วไม่ได้ทำให้พ่อแม่สบายใจเลย ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมพ่อแม่ต้องดูมาเป็นทุกข์แทนฉัน ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก มีงานดี มีเงินเยอะ ดีกว่าลูกคนอื่นตั้งเยอะ ทำไม่พ่อแม่ดูไม่ภูมิใจ ฉันมีเงินฉันก็ตั้งใจแบ่งส่วนหนึ่งให้ครอบครัวฉัน ฉันรู้ว่าแม่กับพ่อเหนื่อยเพื่อฉันมามากแล้ว ฉันผิดอะไรหรือคะ ฉันก็ให้เงินที่บ้าน แต่ฉันก็ใช้เงินของฉัน เงินที่ฉันมีทั้งหมดแลกมากับงานที่สุจริต ไม่เคยคดโกงใคร ฉันมีความสุขกับงานที่ฉันทำ ฉันก็รักคนไข้ของฉัน เงินเดือน เดือนแรกหลังจากแบ่งให้ที่บ้าน และผ่อนรถคันโตแล้ว ที่เหลือฉันใช้ซื้อของที่ฉันอยากได้ทั้งหมดเลย ของที่คนอื่นเขาก็มีกันทั่วไป ฉันเห็นเขาใช้กระเป๋าราคาแพง ตอนนี้ฉันมีเงินฉันก็ซื้อได้ ฉันเห็นเขาไปภัตคารหรู ถ่ายรูปลงในอินเตอร์เน็ต (อินเตอร์เน็ต หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายทั่วโลก โดยใช้ภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โพรโทคอล (protocol) ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ในหลาย ๆ ทาง อาทิ อีเมล เว็บบอร์ด และสามารถสืบค้นข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้) ฉันก็อยากไปลองชิมอาหารหรูๆแบบนั้นบ้าง แม่ของฉันชอบพูดเสมอว่าฉันไม่รู้จักคุณค่าของเงินสักที แม่อยากเห็นฉันประหยัด แม่ชอบพูดซ้ำๆ ตั้งแต่ฉันยังเด็ก ตอนนี้แม่ฉันก็ยังพูดอยู่ ฉันรู้สึกว่าฉันแค่เหนื่อยกับการทำงานของฉัน ฉันก็แค่อยากจะใช้เงินเพื่อแลกกับความสุขของฉันเอง ฉันรู้สึกชีวิตฉันดีมาก เพราะฉันมีงาน มีเงิน มีเวลา ฉันได้กลับบ้านบ่อยขึ้นด้วยความคิดที่ว่าอยากดูแลพ่อแม่บ้าง ทุกครั้งที่กลับบ้านนั้นฉันพูดสิ่งเดิมๆ กับพ่อแม่ฉัน ด้วยความคิดเดิมกับสมัยที่ฉันเป็นเด็ก ฉันชอบพูดว่าเป้าหมายชีวิตของฉันคืออะไร เพราะไว้ฉันฝันตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่ฉันรู้ดีว่าตัวฉันชอบวิชาศิลปะมากแค่ไหน ฉันขอเล่าให้ท่านฟังว่าสมัยเด็กฉันเป็นยังไง สมัยเด็กฉันชอบวาดภาพ ฉันชอบร้องเพลง ฉันชอบเล่นดนตรี ฉันชอบเวลาโรงเรียนมีงานกิจกรรม ฉันชอบทำพานไหว้ครูให้สวยๆ ฉันชอบจัดบอร์ด ฉันชอบแสดงละคร ฉันชอบการพูดหน้าชั้นเรียน ฉันชอบเต้น ฉันชอบรำ ไม่มีงานไหนในโรงเรียนที่ฉันพลาด และฉันก็มักได้เกรดดีๆจากวิชาศิลปะเสมอ ตอนประถมฉันขอแม่ไปเรียนพิเศษวิชาศิลปะ อันที่จริงฉันวาดเองที่บ้านก็ได้ แต่ฉันแค่อยากวาดภาพสวยแบบครูเขา แม่ฉันให้ฉันเรียน แต่แม่บอกว่าต้องเรียนวิชาอื่นด้วยและการบ้านต้องทำให้เสร็จทุกวัน ถ้าฉันไม่ทำตามวันเสาร์ในฝันของฉันที่ต้องไปเรียนวาดรูประบายสี ฉันจะไม่ได้ไป ฉันรู้สึกไม่ดีที่แม่ฉันเข้มงวดกับฉันจัง แต่ฉันก็รู้ว่าแม่คงอายเขา ที่ฉันสอบได้ที่ 24 ฉันเห็นเขาแข่งวิชาการกัน ครูที่โรงเรียนของฉันมักชื่นชมเพื่อนร่วมชั้นที่เก่งวิชาเลข เก่งวิชาสปช. และวิชาอังกฤษ บางทีฉันก็อิจฉาเพื่อนที่ได้เหรียญทอง มีความคิดว่าทำไมฉันไม่เก่งแบบเขาบ้าง ทำไมเวลาฉันไปประกวดวาดภาพที่งานหน้าอำเภอได้รางวัลที่หนึ่ง เอาตุ๊กตาตัวใหญ่ไปฝากน้องชาย ครูเขาไม่พูดถึงกัน ฉันไม่ได้รับคำชมจากครูเลย ฉันก็แอบน้อยใจครู น้อยใจพ่อแม่ที่พูดถึงเด็กที่เรียนดีบ่อยๆ ตอนนั้นฉันคิดได้แค่ว่าฉันชอบของฉันและฉันจะทำต่อไป แต่ฉันก็อยากเรียนดีเหมือนเด็กคนอื่น ฉันเคยแอบพ่อแม่ไปสมัครวงดุริยางค์ของโรงเรียน ตอนปิดเทอมโกหกพ่อกับแม่ว่าฉันไปเล่นบ้านเพื่อน แต่จริงๆฉันหนีไปเรียนดนตรี ที่โรงเรียนให้เครื่องเป่าๆ กับ กดๆ ฉันเรียกมันว่าเมโลดี้ ซึ่งตอนหลังฉันเพิ่งรู้ว่ามันเรียก Melodica ครูบอกว่าฉันห้ามเอากลับบ้าน ถ้าอยากเล่นต้องมาเล่นในห้องดนตรีเท่านั้น ตอนนั้นฉันแค่มีความคิดว่าฉันอยากเข้าวงดุริยางค์ของโรงเรียน พ่อกับแม่ต้องชื่นชมฉันบ้าง การเรียนไม่เก่งเริ่มเป็นปมด้อยของฉันโดยที่ฉันไม่รู้ตัว ฉันแค่คิดว่าฉันต้องพยายามมากขึ้น เพื่อได้รับคำชม ต้องเล่นดนตรีเก่งให้เก่งกว่าเพื่อนที่ไปฝึกด้วยกัน ฉันจะทำยังไงในเมื่อฉันห้ามบอกพ่อแม่ว่าฉันอยากไปซ้อมทุกวัน ฉันต้องโกหกเพื่อไปทำสิ่งที่ฉันชอบ มีวันนึงฉันมีความคิดว่าถ้าฉันจะเก่งฉันต้องฝึกเล่นเยอะกว่าคนอื่น แต่ครูไม่ให้เอาออกจากห้องดนตรี ฉันทำได้มากที่สุดก็คือมาเล่นในเวลาพักกลางวัน เพราะตอนเย็นต้องไปเรียนพิเศษที่แม่จ่ายเงินให้ครูไปแล้ว แต่พักกลางวันฉันหิวอยากไปกินขนม และก็อยากไปเล่นกระโดดหนังยางกับเพื่อนๆเหมือนกัน สุดท้ายสิ่งที่ฉันทำคือโขมยเครื่องเล่นกลับบ้าน และฉันตั้งใจว่าจะเอาไปคืนถ้าฉันเก่ง พอเอากลับไปบ้านก็เป็นปัญหาต้องไปแอบเล่นบ้านเพื่อนบ้าง แอบในห้องบ้าง เล่นเสร็จก็เอาไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า ทำแบบนี้อยู่พักใหญ่ ฉันรู้สึกผิดที่โขมยของแต่ฉันไม่มีทางเลือก วันนึงครูห้องดนตรีมาประกาศหน้าเสาธงเรื่องมีนักเรียนโขมยเครื่องดนตรีไป ฉันใจหายมาก รู้สึกกังวลใจเพราะฉันทำผิดแต่ฉันไม่กล้ายอมรับผิดเพราะครูจะเรียกฉันไปตีต่อหน้าเพื่อนๆที่หน้าเสาธง พอครูรู้ว่าเป็นฉันครูจึงไปบอกพ่อกับแม่ แม่ฉันค้นทั่วทั้งบ้านว่าฉันเอาไปซ่อนที่ไหน สุดท้ายแม่หาเจอ ฉันโดนแม่ดุหนักกว่าที่ฉันคิดเพราะฉันกลายเป็นขี้โขมยมากกว่าที่จะเป็นนักดนตรี สุดท้ายฉันหนีความจริงไม่พ้นที่ครูเรียกชื่อฉันหน้าเสาธงและตีฉันให้ดูต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน บอกกับนักเรียนทั้งโรงเรียนว่าฉันเป็นคนไม่ดีห้ามทำตาม ครูพูดไปถึงพ่อแม่ของฉันว่าสอนฉันไม่ดีต่อหน้าคนอื่น เหตุการณ์นั้นทำให้ฉันไม่อยากเข้าวงดุริยางค์อีก และทำให้ฉันอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นเด็กที่เรียนเก่งบ้าง ครูรู้ได้ไงว่าพ่อแม่ฉันไม่ดี ทำไมครูต้องพูดแบบนั้นกับฉัน ฉันคิดอย่างเดียวว่าจะไม่ทำอย่างอื่นแล้วนอกจากตั้งใจเรียน แล้วมันก็ทำได้จริงๆ ฉันพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็น ด้วยการสอบเข้าห้องคิงของโรงเรียนมัธยมแถวบ้านได้ ชีวิตฉันก็เปลี่ยนไปในทางที่พ่อแม่ฉันต้องการ ฉันเริ่มเรียนดีขึ้นเรื่อยๆ ฉันเริ่มอยู่ในสายตาของครูแล้ว พ่อแม่เริ่มคุยเรื่องการเรียนของฉันกับน้าข้างบ้านแล้ว หัวใจฉันพองโตเหลือเกินรู้สึกว่าฉันทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ฉันก็ยังชอบทำพวกกิจกรรมมากกว่าอยู่ดี เวลามีงานอะไรที่ต้องใช้ความเป็นศิลปะฉันอาสาทำอยู่ที่โรงเรียนดึกดื่นฉันก็ทำ โดนพ่อแม่ดุประจำเรื่องกลับบ้านดึก และชอบทำอะไรใหญ่โตเกินเหตุ พอฉันได้ยินว่าที่โรงเรียนฉันสมัครวงแชมเบอร์ ฉันก็ยังไม่ล้มความฝันที่อยากเล่นดนตรี ก็ไปสมัครอีก เครื่องดนตรีไม่มีให้ ฉันเก็บเงินซื้อเองเลย และฉันก็ได้ทำได้จริงๆ ฉันอยู่ในวงแล้ว มีโอกาสไปแสดงที่งานหน้าอำเภอแล้ว ฉันภูมิใจในตัวเองที่ฉันเล่น วิโอล่า ที่ฉันซื้อเองได้ ฉันรู้สึกรักครูดนตรีของฉันที่พลักดันให้ฉันทำสิ่งที่ฉันรักพ่อแม่ฉันเริ่มพูดลดลง แต่ก็ยังมีความเห็นว่าอย่าทำให้เสียการเรียน สุดท้ายก็ต้องหยุด ขอออกจากวงแชมเบอร์ ด้วยเหตุการณ์ที่ต้องขึ้นม.๔ พ่อแม่เริ่มเข้มงวดอีกครั้ง ด้วยความที่อยากให้ฉันเรียนสายวิทย์คณิตและต้องเข้าห้องคิงอีกครั้ง ฉันทำตามที่พ่อแม่ต้องการ ทิ้งทุกอย่างไว้ตรงนั้น ก็พยายามแสดงจุดยืนของฉันไปกับงานกิจกรรมของโรงเรียนต่างๆที่พ่อแม่มองไม่เห็นว่าฉันดีเรื่องนั้นจริงๆ ครูชอบให้เขียนเรียงความว่าอยากเป็นอะไร ฉันบอกครูประจำชั้นของฉันว่า ฉันไม่รู้ว่าฉันอยากเป็นอะไร เพื่อนส่วนใหญ่อยากเป็นหมอเป็นวิศวะ ฉันเขียนไม่ได้ ฉันไปถามครูเพราะฉันสับสนในตัวเอง ฉันชอบแบบนี้แต่พ่อแม่ฉันชอบอีกแบบ ฉันเลยถามครูของฉันว่า ครูคะหนูเหมาะกับอะไร คำตอบของครูคือ “ เราเหมาะกับอะไรที่ใช้ความสร้างสรรค์ ครูเห็นเราชอบวาดรูปงั้นเป็นสถาปนิก หรือมัณฑนากร ไหม” ตั้งแต่วันนั้นเองครูสร้างความฝันให้ฉัน ฉันเอาไปเล่าให้พ่อกับแม่ฟังว่าฉันรู้แล้วว่าฉันจะทำอาชีพอะไรเลี้ยงพ่อแม่ คำตอบที่ได้มาวันนั้นคือ “การวาดรูปมันไม่ใช่อาชีพที่มั่นคง ” ก็เริ่มรู้สึกว่าฉันทำอะไรผิดอีกแล้ว ฉันก็เลยเรียนและต้องทำในสิ่งที่ฉันรักแบบลับๆ ก็ยังคงแอบไปเรียนดรอวอิ้งอีก ฉันเรียนได้เกรดดีมาตลอด ยืนรับใบเกรดอยู่แถวหน้า ไม่มีใครไม่รู้จักฉัน สถานการณ์บังคับฉันให้ต้องสอบเข้าโควต้าแพทย์ชนบท ฉันปฏิเสธอะไรไม่ได้เลย ครูคิดว่าฉันเรียนดี ฉันน่าจะสอบติด พ่อแม่ฉันยิ่งส่งเสริมเพราะอยากให้ฉันเป็นหมอ เป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว ฉันต้องชอบในสิ่งที่ฉันไม่ชอบ ฉันไม่ได้เกิดมาทำเพื่อคนอื่น ฉันชอบในสิ่งที่ฉันมีความสุข ฉันรู้สึกฉันไม่มีคุณค่าและจะไม่มีตัวตนในสังคม ถ้าฉันไม่ได้เป็นแบบที่สังคมที่ฉันอยู่ต้องการ และฉันก็สอบติดหมอ ด้วยระบบโควต้านั้น ที่โรงเรียนขึ้นป้ายใหญ่โต ที่ฉันติดหมอ พ่อแม่ฉันหน้าบานที่เห็นฉันทำสำเร็จ ฉันก็มีความสุขที่ทุกคนมีความสุข วันประชุมผู้ปกครอง ฉันมีโอกาศได้ไปพูดบนเวที ที่ผู้ปกครองของนักเรียนทั้งโรงเรียนมารวมกัน พ่อของฉันก็นั่งอยู่ในนั้นด้วย ฉันจำคำพูดบางประโยคที่ฉันพูดได้มาจนทุกวันนี้ “ หนูเป็นเด็กโชคดี ที่มีพ่อแม่ที่ดูแลใส่ใจหนูเป็นอย่างดี หนูมีวันนี้เพราะพ่อกับแม่ และขอบคุณคุณครูทุกคนที่ทำให้หนูรักโรงเรียนนี้ หนูมีวันนี้เพราะทุกคน” ฉันพูดจบฉันร้องไห้ ยิ้มทั้งน้ำตา มีผู้ปกครองของเด็กคนนึงไปชื่นชมฉันให้แม่ฉันฟังว่า ฉันพูดได้ซึ้งมาก พูดได้ออกมาจากใจ ร้องไห้ด้วย ฟังแล้วอยากร้องไห้ตาม แม่ฉันได้รับคำชื่นชมมากในตอนนั้น ตอนนี้ฉันทำสำเร็จแล้ว ฉันเรียนจบเป็นหมอแล้ว พ่อแม่ฉันก็ยังไม่มีความสุขเลย ฉันเริ่ม และค้นหาว่าทำไม ฉันยังคงพูดกับแม่พ่อต่อไปจนกว่าพ่อแม่จะเข้าใจฉัน ฉันตั้งใจเรียนมาตลอดเพื่อพ่อแม่ แต่พ่อแม่กลับไม่มีความสุข และฉันก็ไม่มีความสุข เป็นจุดเริ่มต้นที่ฉันค้นหานิยามของคำว่า “ความสุข” “ความสำเร็จ” และ “มนุษย์” และกำลังเริ่มเข้าใจสุดท้ายมันคือคำว่า “ความรักและความดี”ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจฉันว่าฉันต้องการเขียนจดหมายถึงท่านเพราะอะไร ฉันแค่อยากบอกท่านว่าตอนนี้ท่านไม่ต้องห่วงอะไร จนต้องเครียด เพราะดิฉันเป็นห่วง ท่านแค่ใช้ชีวิตบนดาวศุกร์ต่อไป ตอนนี้ฉันกับครอบครัวมีความสุขมากกว่าที่เคยมี ถ้าท่านไม่รังเกียจฉัน ฉันจะขอส่งจดหมายถึงท่าน จนกว่าท่านจะเข้าใจ ฉันเองไม่ได้หวังให้ท่านกลับมายังโลกของพวกเรา หรือไม่ได้ต้องการเขียนจดหมายอ้อนวอนให้ท่านมารับฉันไปอยู่ด้วย ฉันมีความสุขที่นี่แล้วที่ “บ้านของฉัน” ฉันพอใจที่จะอยู่ที่บ้านนี้เพราะฉันเริ่มรักบ้านฉันแล้ว.ฉันแค่หวังเล็กๆว่าสักวันท่านจะรักฉันและคนที่นี่บ้าง เหมือนกับที่ฉันกำลังเรียนรู้ที่จะรักท่าน ด้วยรักและความหวังดีจาก เด็กผู้หญิงบนโลก .

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.