เด็กจบใหม่ควรมีทักษะ และเตรียมตัวอย่างไรกับการมาถึงของวัยอันน่าสับสน

นับจากเรียนจบสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นเวลา 1 ปี และกับชีวิตการทำงานอีก 1 ปีกว่าๆ เลยมานั่งทบทวน พูดคุย ขบคิด นึกย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยใหม่ๆ จริงๆ แล้วเราควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนออกมาสู่โลกภายนอก หรือโลกของการทำงานจริง ทักษะอะไรที่จำเป็นสำหรับเรา อะไรคือสิ่งที่เราถนัด หรืออะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เลยอยากเขียนบันทึกเนื้อความที่ได้จากครุ่นคิดของเด็กผู้ซึ่งไม่รู้อะไรเลย

เนื้อความทั้งหมดมาจากความเห็น ประสบการณ์ของผู้เขียน อาจมีเนื้อหามาจากหนังสือหรือจากการพูดคุยกับรุ่นพี่คนอื่นๆ อาจจะไม่ตรงกับมุมมองด้านอื่นๆ ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อาจมีภาพ เสียง เนื้อหา หรือมุข ที่อาจไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนอ่าน!!

บทความเริ่มต้นด้วยคำว่า “ควรมีทักษะ” และเตรียมตัวอย่างไร ผมจะไม่บอกว่าเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมทำงาน เพราะถ้ารอให้พร้อมผมน่าจะยังไม่ได้ทำงาน ดังนั้น บทความนี้ขอกล่าวถึงแต่คำว่า “ทักษะ” อาจจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานเลย

ขอย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาของนักศึกษาปี 4 ซึ่งต้องตัดสินใจว่าจะทำโปรเจคหรือไปสหกิจ ซึ่งระเบียบของมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้เลือกได้(ขึ้นอยู่กับระเบียบของมหาวิทยาลัย) ช่วงเวลานั้นผมตัดสินใจทำโปรเจคเทอมแรก และเลือกจะไปสหกิจเทอมสอง เพื่อต้องการอยากรู้ชีวิตการทำงานจริงๆ ต้องเจอกับอะไรบ้าง ต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ต้องเล่นมุขอย่างไรไม่ให้พี่ๆ ในที่ทำงานเงียบกริบ จนลืมไปว่าเรากำลังเล่นมุขอยู่ ช่วงเวลาสหกิจเป็นเวลาที่ได้เฝ้าดูการเคลื่อนที่ของผู้คน ทักษะของคนวัยทำงาน และผู้ชาย 2 คนกับผู้หญิง 1 คน นั่งทำงาน เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เลยคิดอยากบันทึกอะไรเก็บไว้ เผื่อปีหน้ามุมมองเปลี่ยนไป จะได้กลับมาอ่านเนื้อความที่เคยเขียนไว้ แล้วพูดว่า เมิงเขียนอะไรของเมิง ดังนั้นเข้าเรื่อง ทักษะ กันดีกว่าครับ ทักษะแรกที่ต้องมีคือ “ทักษะการรู้จักตัวเอง”

“ทักษะการรู้จักตัวเอง”

รู้ก่อนว่าตัวเองอยากได้อะไร ตัวเองต้องการอะไรกันแน่ ตัวเองชอบอะไร ทำอะไรแล้วมีความสุข ทำแล้วสนุกโคตรๆ จนลืมเวลา ให้คุณค่ากับอะไร ตัวเองมีจุดแข็งอะไร จะพัฒนาจุดแข็งจากดีอยู่แล้วให้ไปโคตรดีมากได้อย่างไร จะพัฒนาทักษะอะไรให้มาส่งเสริมจุดแข็งให้ดีขึ้นได้บ้าง อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับตัวเอง

“ทักษาการหาความรู้”

การอ้างแต่ว่าเป็นตัวเป็นเด็กจบใหม่ ไม่มีความรู้อะไรมาก ผมมองว่ามันเป็นการปกป้องตัวเองจากการทำผิด การทำผิดมันก็เป็นเรื่องปกติ ผิดแล้วโดนเรียกเข้าห้องเย็นปรับทัศนคติก็เป็นโอกาสที่เราต้องเรียนรู้และเติบโต แต่อาจไม่ดีเท่าไหร่ถ้าเข้าห้องเย็นบ่อยๆ เพราะอากาศมันจะหนาวเย็นแค่ไหนเหงือก็ตกได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นเลิกใช้คำเหล่านี้ได้แล้วครับ ลุกขึ้นมาหาความรู้ ความรู้มันมีล้นโลกแล้ว คำกล่าวที่ว่า “อายุมันเป็นแค่ตัวเลข” น่าจะจริงไม่น้อย เพราะสมัยปัจจุบันมีอัจฉริยะอายุน้อยเกิดขึ้นเต็มไปหมด ดังนั้น ทักษะนี้จึงจำเป็นมากๆ ไม่ว่าจะสายงานไหนก็ตาม

บางทีวันครูอาจเราอาจจะถือดอกไม้มาไหว้ Google หรือเว็ปสอนหนังสือ ก็เป็นได้

“คนมั่นพัฒนาตัวเองไม่ใช่ทุกคนจะประสบความเร็จ แต่ที่คนประสบความสำเร็จทุกคนมั่นพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา”

“ทักษะการคิดวิเคราะห์ความรู้”

ทักษะการหาความรู้ว่าสำคัญแล้ว ทักษะการคิดวิเคราะห์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ด้วยความที่ความรู้นั้นหาง่ายขึ้น และราคาถูกลง การคิด การวิเคราะห์ความรู้ที่ได้มา วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น การอ้างอิงความรู้ การตั้งถามกับความรู้ได้มาว่าจริงหรือเท็จ ความรู้นั้นถูกใช้ในบริบทไหน เพราะบางทีคนให้ความรู้ก็ไม่ได้บอกหรือเราเองก็ไม่ได้ถาม บางครั้งเราเองอาจหยิบเอาความรู้มาใช้ในบริบทที่ต่างออกไปผลอาจไม่ได้ออกมาดีจนเป็นที่พอใจ การตั้งต้นด้วยปัญหาก็ตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

“ทักษะการสื่อสาร”

การสื่อสารมักเป็นปัญหาของคนรุ่นใหม่บางคน รวมถึงตัวผมเองก็มีปัญหานี้อยู่ระดับที่แย่มากตอนจบใหม่ๆ แน่นอนว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียว มีพี่ๆ หรือน้องๆ ที่ต้องสื่อสารด้วย การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนำมาซึ่งการไว้เนื้อเชื่อใจ สะพานใจกับเพื่อนร่วมงาน เข้าอกเข้าใจเนื้องาน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยคำพูด(น้ำเสียง) ข้อความ และท่าทาง ทั้งหมดนี้ผมขอรวมเป็นคำว่าการสื่อสาร ผมมองว่าเป็นทักษะที่จำเป็นมากๆ มันจะแย่มากถ้าไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำให้คนอื่นสามารถเข้าใจได้

“ทักษะการตั้งคำถาม”

“การตั้งคำถามที่ยอดเยี่ยม นำมาซึ่งคำตอบที่เยี่ยมยอด” หากเราต้องถามใครสักคนแล้วได้คำตอบที่ไม่ชัดเจนหรือไม่ตรงประเด็น ให้ลองย้อนกลับไปมองที่คำถามของเราเองว่ามีจุดไหนที่ยังไม่ชัดเจนอยู่บ้าง จากหนังสือ “วิชาความคิด ที่คุ้มค่าหน่วยกิตที่สุดในโลก (inGenius) ของอาจารย์ Tina” มีตัวอย่างหนึ่งที่พอจะเข้าหัวข้อ อาจารย์ให้โจทย์ว่า “ฉันอยากได้สะพาน” หากได้โจทย์แบบนี้โดยไม่ได้โฟกัสที่ประโยคดังกล่าว นักศึกษาอาจจะสร้างสะพานขึ้นมา แต่หากถามกลับไปว่า ทำไมอาจารย์อยากได้สะพาน? อาจารย์ตอบว่าอยากข้ามฝั่ง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มีวิธีเดียวในการข้ามฝั่ง อาจจะนั่งเรือ ขุดอุโมงค์ โหนเชือก หรือว่ายน้ำ ไม่จำเป็นต้องสร้างสะพาน

นอกจากการตั้งคำถามที่ยอดเยี่ยม นำมาซึ่งคำตอบที่เยี่ยมยอดแล้ว การตั้งคำถามยังนำมาซึ่งการตีกรอบปัญหาใหม่ ทะลุกรอบปัญหาเดิมๆ ได้อีกด้วย วิเศษมั้ยละ

“ทักษะการพูดกับตัวเอง”

ฟัดูอาจจะแปลกๆ เมิงบ้าเปล่าคุยกับตัวเอง แต่ผมเห็นว่าทักษะนี้สำคัญไม่แพ้ข้ออื่นๆ เราต้องมั่นคุยกับตัวเอง มองดูตัวเอง ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วให้คุณค่ากับใครบ้าง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของช่วงอายุมันจำเป็นมากที่เรามั่นตั้งสติแล้วย้อนมองตัวเอง หยุดแล้วหันหลังมองสักเล็กน้อย ไม่ใช่เอาแต่เดินหน้าโดยไม่ได้มองตังเอง เหมือนที่ ลิงคอล์น กล่าวว่า

“หากผมมีเวลา 6 ชั่วโมง ในการตัดต้นไม้ ผมจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงแรกในการลับขวานให้คม” — Abraham Lincoln

สิ่งที่คนจบใหม่ขาด อาจไม่ใช่ความรู้หรือความสามารถ แต่เป็นการทบทวนตัวเอง


หากใครที่กำลังเรียนหรือพึ่งเรียนจบ รู้สึกท้อแท้กับความไม่เอาไหนของตัวเอง สับสนในชีวิต ทำไมชีวิตไม่มีอะไร ไม่เหลืออะไรเลย แต่อย่าลืมว่าจริงๆ แล้วเรายังเหลือเวลาในชีวิตอีกมาก เช่น ตอนนี้ผมอายุ 23 หากผมคิดว่าผมจะอายุถึง 70 ปี ผมยังเหลือเวลาอีก 46 หรือ 47 ปี ซึ่งก็ไม่น้อยทีเดียว ที่บอกแบบนี้ไม่ได้บอกให้ไม่เห็นคุณค่าของเวลาแต่อยากให้กำลังใจทุกคน อย่าเสียเวลาไปกับการพล่ามบ่น

“จงอย่าลืมว่าเวลาคือปีศาจ เวลามันฆ่าไม่เลือกหน้า”

ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าผมมีครบทุกทักษะ แต่ทักษะที่เขียนมาทั้งหมดผมอ่อนทุกข้อ ดังนั้นผมต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการฝึกฝน ขอบคุณพี่ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจการฝึกตน

ขอบคุณ KKU, The Zouth, SPRINT3r, ลุงผู้เลี้ยงนก ผู้ถือกล้อง Sony A7 และเป็น Agile เดินได้

จบ…