หน้าตาดีี มีชัยไปกว่าครึ่ง?ทำไมความสวยถึงทำให้คนได้เปรียบ

We Think
We Think
Sep 15, 2017 · 2 min read

“หน้าตาดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดนี้มาตั้งแต่เด็ก (ขนาดล่าสุดน้องๆ BNK48 ยังบอกมาเลยว่า “ต้องน่ารักใช่มั้ย ที่ใครเค้าคิดกัน”) ใครๆ ก็รู้ว่าความสวยอยู่ที่ตาคนมอง และหน้าตาไม่ได้บ่งบอกความสามารถที่แท้จริง แต่ทำไมเราต้องใส่ใจมันขนาดนั้นล่ะ?

เพราะจริงแล้วๆ มนุษย์เราจำนวนไม่น้อยตัดสินกันที่หน้าตาน่ะสิ

การศึกษาเชิงเปรียบเทียบกันระหว่างคนหน้าตาดีแต่มีศักยภาพในการทำงานไม่มากพอ กับคนที่หน้าตาด้อย แต่มีประสิทธิภาพด้านการทำงานที่เก่งกาจ ใครจะมีโอกาสถูกนายจ้างเลือกจ้างมากกว่ากัน ปรากฏว่า กลุ่มผู้สมัครกรุ๊ปแรกจะถูกเลือกรับเข้าทำงานมากกว่า อีกทั้งยังได้รับผลตอบแทน (เงินเดือน, ค่าจ้าง, สวัสดิการ ฯลฯ) ที่สูงกว่า กลุ่มผู้สมัครกรุ๊ปที่สองประมาณร้อยละ 5 โดยส่วนต่างที่เหนือกว่าคนอื่นนี้ ได้ถูกบัญญัติคำคุณศัพท์ว่า Beauty Premium หรือความพิเศษอันเกิดจากความงาม

ศาตราจารย์ Daniel Hamermesh คือนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้ทำการศึกษาทฤษฎีข้างต้น เขาพบว่าภาวะ Beauty Premium นี้ปรากฏอยู่ในทุกอุตสาหกรรม แม้แต่ในภาคที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับเรื่องความงาม เช่น การศึกษา สาธารณกุศล

งานวิจัยนี้สรุปว่าเหตุผลที่น่าเชื่อว่าเป็นจริงในการจ้างคนหน้าตาดีก็คือความเอนเอียงของสังคมในการเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างความงามและความสามารถในการทำงาน

แต่ความงามมาจากใหนล่ะ? ศจ. Daniel มองว่าความงามเกิดจากพันธุกรรมที่ดี พูดง่ายๆ คือถ้าหน้าตาดีก็ได้เปรียบตั้งแต่เกิด

อย่างไรก็ตาม มีนักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งมองว่า Beauty Premium ไม่ได้มาจากเกิดมาหน้าตาดี แต่เกิดจากความมั่นใจภายในของแต่ละคน ที่ขับเน้นให้คนเหล่านั้นดูสวยเปล่งปลั่งโดยธรรมชาติ

นักเศรษฐศาสตร์สองคนคือ Mark Mobious และ Tanya Rosenblat ศึกษาโดยใช้การทดลองในห้องแล็บกับคนหน้าตาดี คนหน้าตาธรรมดา และผู้สัมภาษณ์เข้าทำงาน โดยมีรูปถ่าย resume’ ร่วมกับการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ประกอบ ทั้งสองคนให้ผู้สมัครเล่นเกม Puzzle เพื่อเป็นตัววัดศักยภาพในการทำงาน และให้ระบุว่าประสงค์จะเล่นปริศนากี่ชิ้น (เป็นตัววัดคร่าวๆ ในเรื่องความมั่นใจ)

จากนั้นทั้งสองก็เอาผลลัพธ์ของผู้สมัครมาวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย โดยพบว่าคนหน้าตาดีจะมีความมั่นใจกว่าโดยเฉลี่ย (ผลทดสอบระบุว่าคนหน้าตาดีจะเล่น Puzzle มากกว่า) นายจ้างจึงมีแนวโน้มจะรับคนหน้าตาดีมากกว่า (พิจารณาจากรูปถ่ายและฟังจากเสียงการสัมภาษณ์ประกอบ) ทั้งที่เพียงได้ยินเสียงทางโทรศัพท์ ซึ่งทั้งคู่สรุปว่า

1. นายจ้างคิดว่าคนที่มี Beauty Premium จะทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยสรุปจากความเชื่อมั่นที่ได้เห็นรูปถ่ายและน้ำเสียงทางโทรศัพท์

2. นายจ้างคาดว่าคนที่หน้าตาดีจะมีความสามารถในการทำงานสูงกว่า

จากงานวิจัยของทั้งสองกลุ่ม อาจพอสรุปได้ว่า ถ้านางสาว A บังเอิญเกิดมาหน้าตาถูกใจมาตรฐานสังคม คนก็จะชื่นชมเธอมาก และเมื่อโดนชมบ่อยๆ นางสาว A ก็จะยิ่งมั่นใจในตัวเองมากขึ้นไปอีก และความมั่นใจของเธอ ทำให้นางสาว A ยิ่งดูเฉิดฉายในสายตาคนรอบข้าง

แต่อย่างที่บอกไป นิยามคำว่าความงาม ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ อย่างเช่น ในศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงงามจะต้องมีหุ่นที่อวบนิดๆ เพราะนั่นแสดงถึงความมีอันจะกิน เป็นคุณลักษณะของสาวสังคมชั้นสูง แต่เมื่อเข้าสู่กลางศตวรรษที่ 20 จนถึงศตวรรษที่ 21 ความงามของผู้หญิงอยู่ที่หุ่นเพรียวสเลนเดอร์ เพราะมันแสดงออกถึงความใส่ใจตัวเอง

แต่พอมาถึงปัจจุบันกระแส body positivity ทำให้สาวพลัสไซส์สวยโดดเด่นในวงการแฟชั่นไปพร้อมๆ กับสาวหุ่นสลิมที่มาพร้อมกับการออกกำลังกาย และนั่นพิสูจน์ว่าสุดท้ายแล้วคนทุกคนมีความงามเฉพาะตัว

เหมือนอย่างในเพลง Beautiful ของ Christina Aguilera ที่บอกว่า “You’re beautiful, no matter what they say. Words can’t bring you down.” เพราะเราเชื่อว่าทุกคนสวยจากข้างใน

นายบัวบก


We Think

Written by

We Think

We Think For Better Life นิตยสารออนไลน์รายวันที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจจากทุกมุมโลก

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade