ความในใจของผู้ป่วยจิตเวช — 24 ปีที่ต้องต่อสู้กับตัวเองและสายตาคนรอบข้าง

เราไปหาจิตแพทย์ครั้งแรกตอน ป.2 เมื่อ 24 ปีที่แล้ว ส่วนครั้งล่าสุดก็เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง 

ตั้งแต่เด็กเรามีอาการของ ADHD (โรคสมาธิสั้น) Asperger’s Syndrome (อาการผิดปกติของพัฒนาการทางสมองกลุ่มเดียวกับออทิสติก) และ Maladaptive Daydreaming (อาการที่จู่ๆ ก็หันไปพูดกับบุคคลในจินตนาการของตัวเอง โดยไม่สนว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร) ส่วนตอนโตเรามีภาวะความเครียดและซึมเศร้าเข้ามาผสมโรงด้วย 

ตอนเด็กๆ เราไม่สามารถนั่งเรียนในห้องเหมือนเด็กทั่วไป เราจะลุกเดินไปไหนมาไหนตามใจระหว่างที่อาจารย์สอน บางครั้งก็ลุกไปนั่งที่มุมห้อง และคุยกับคนในจินตนาการ อยู่ในโลกส่วนตัวของเราไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เช่นเดียวกับตอนทำงานกลุ่ม เราก็มักจะนั่งอยู่คนเดียว ไม่สนใจจะไปเข้ากลุ่มใดๆ กับใคร 

ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกว่าผิดปกติอะไร คิดว่าทำไปเพราะเราเป็นตัวของตัวเอง แต่จำได้เลยว่าพ่อแม่กับครูประจำชั้นดูเป็นกังวลกับเรามาก สุดท้ายพ่อแม่ก็เลยพาเราไปหาจิตแพทย์เด็ก ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เราก็ไปหาและกินยามาเรื่อยๆ

พอเริ่มเข้า ป.4 เราเริ่มรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน เพราะเพื่อนๆ เริ่มล้อเราบางคนก็รังแกเราด้วยซ้ำ เราถูกเพื่อนๆ ล้อว่า “ไอ้ติ๊งต๊อง” “ไอ้เอ๋อ” หรือ “ไอ้ปัญญาอ่อน” ได้ทุกๆ วัน แถมพวกเด็กหัวโจกก็มักจะใช้ความประหลาดของเรามาเป็นเป้ารุมเตะ ต่อย ทุบตี

เราเริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกว่าการที่เราไปหาหมอทำให้เราเป็นตัวประหลาด เราเกลียดตัวเองและรู้สึกมีปมด้อยบางอย่าง ตอนป.6 อาจารย์วิชาภาษาอังกฤษเคยถามนักเรียนในห้องว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เค้าชี้มาทางเราให้ตอบ ในใจเราตอนนั้นเราอยากเป็นจิตแพทย์มากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเค้าเท่ห์จังเลยที่เข้าใจตัวเราและคนอื่นๆ ได้ขนาดนี้ 

แต่ตอนนั้นพอเราจะพูดปุ๊บ นึกขึ้นได้ว่า เดี๋ยวครูเค้าต้องถามต่อว่าทำไมถึงอยากเป็นจิตแพทย์ และเดี๋ยวเราก็ต้องเล่าเรื่องการไปหาหมอ ซึ่งนั่นจะไปตอกย้ำปมในใจเราว่าตัวเองผิดปกติหนักขึ้นไปอีก ก็เลยทำเงียบนิ่งอึ้งไม่ตอบอะไร (ซึ่งนั่นเป็นอาการของคนเป็น Asperger’s Syndrome เวลารับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิดมาก่อน) ทุกๆ คนก็หัวเราะแล้วบอกว่าเรา “เอ๋อแดก” และเรายิ่งชิงชังกับตัวเองมากขึ้น

จากนั้น ตอนม.ต้นก็โดนล้อ และรังแกไม่ต่างกับประถม แถมอาการเรายิ่งแย่ลง เพราะเราตัดสินใจไม่กินยา และก็เริ่มเกลียดบรรยากาศของโรงพยาบาลจิตเวชขึ้นมา

นั่นคือการตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปรับบัตรคิวพบแพทย์ และก็รอจนถึงเที่ยงๆ บ่ายๆ เพื่อไปหาหมอประมาณ 15–30 นาที ระหว่างที่รอในอาคารไม้เก่าๆ แสงทึมๆ มืดๆ ภาพที่เราเห็นชินตาคือเด็กวิ่งเล่นอย่างไม่สนโลกระหว่างรอ บางคนก็ยุกยิกพูดนั่นพูดนี่ไม่หยุด บางคนก็กรีดร้องเอามือปิดหูและเอาหัวโยกไปโยกมา (ส่วนเราเท่าที่นึกออก เราก็จะไปเดินเล่นรอบโรงพยาบาล รวมไปถึงรอบซอยของโรงพยาบาลด้วย และก็พูดคุยกับเพื่อนในโลกจินตนาการของเราไป) 

เรารู้สึกว่าพวกนี้คนบ้า และคิดว่าที่ชีวิตเราไม่ดีขึ้นเพราะเรามาเจอสิ่งแวดล้อมแย่ๆในนั้น ทำให้ตัวเองติดเชื้อบ้าไปด้วย ก็เลยบอกกับแม่ว่าไม่อยากไปหาหมอแล้ว 

ชีวิตมีปัญหาหนักขึ้นไปอีก ตอนม.3 เราเอาหนังสือเรียนทั้งหมดไปทิ้ง และไปโรงเรียนตัวเปล่า งานไม่ทำส่ง งานกลุ่มก็ไม่เข้าร่วม ต้องรอให้เพื่อนๆ สงสารใส่ชื่อเราเข้าไปด้วยเพราะกลัวเราไม่มีคะแนนเดี๋ยวต้องซ้ำชั้น นั่นคือเวลาที่เราเกลียดตัวเองมากที่สุด เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร ไปโรงเรียนมานั่งเป็นซอมบี้ฆ่าเวลาไปจนถึงเวลากลับบ้านก็กลับบ้าน ที่บ้านกังวลกับเรามากแต่ตอนนั้นเราไม่แคร์อะไรแล้ว โชคยังดีที่เราผ่านม.3 มาได้อย่างคาบเส้น และได้เรียนต่อโรงเรียนเดิม


จุดเปลี่ยนของเราอยู่ที่ตอนม.4 ที่อาจารย์ที่ปรึกษามอบหมายให้เพื่อนคนหนึ่งมาเป็น “คนดูแล” เรา เพราะกลัวเราจะเรียนม.ปลายไม่รอด และนั่นคือประสบการณ์ reset ตัวเองอีกครั้ง ที่ต้องมาฝึกมารยาทสังคมตั้งแต่ศูนย์ (ที่เค้าฝึกกันตั้งแต่อนุบาล แต่เรามาเริ่มตอนอายุ 15) เช่น เวลายืนคุยกับคนอื่นต้องเผื่อ personal space ไว้นะ ไม่งั้นอีกฝ่ายอึดอัด อย่าลืมมองตาคู่สนทนาเวลาคุยกันด้วย เวลาเรียนต้องตั้งใจฟังอาจารย์และจดโน้ตตาม การบ้านที่อาจารย์สั่งต้องจดใส่สมุดนะและต้องรับผิดชอบให้ส่งตามเวลา (ซึ่งเพื่อนเราคนนั้นบังเอิญมีหน้าที่รวบรวมการบ้านทุกคนไปส่งในตอนเย็น เค้าเลยบังคับให้เราต้องมีความรับผิดชอบในทุกๆวัน) 

ในมุมมองทางการแพทย์ สิ่งที่เพื่อนเราทำคือ Cognitive behavior therapy หรือการบำบัดด้วยการปรับพฤติกรรม ซึ่งเราทำได้ดีจากเด็กสอบได้เกือบโหล่คะแนนคาบเส้น จนกลายเป็นเด็กที่คะแนนสูงสุดของสายศิลป์ภาษา ช่วงนั้นเป็นเวลาที่เรามีความสุขมากๆ เราสามารถเข้าสังคมได้ มีเพื่อน คนที่เคยแกล้งเราล้อเราหันมาชื่นชมเราเพราะเราเรียนเก่ง หลังจากจบม.6 เราก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศได้

นั่นทำให้เราเข้าใจว่า เราต้องเป็นคนดีคนเก่งตลอดเวลา ไม่งั้นเราจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็น “ไอ้เอ๋อ” “ไอ้ปัญญาอ่อน” เหมือนตอนประถมกับม.ต้น ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เลยตั้งใจทำกิจกรรมเพื่อพิสูจน์ว่าเรามีอิคิวมากพอที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยตัวเองไม่ต้องมีใครมาดูแลเราอีก เราภูมิใจมากที่ได้เป็นประธานชมรมและได้เกียรตินิยมอันดับสอง เช่นเดียวกับตอนทำงานเราก็จะต้องบ้างานให้ถึงที่สุด ให้ทุกๆ คนยอมรับ

แต่ความเครียดนั้นทำให้เราเริ่มมีอาการ Maladaptive Daydreaming หนักขึ้น เราหลบหนีเข้าโลกในจินตนาการเพื่อเอาตัวเองออกจากความเครียดในชีวิตจริง ระหว่างทำงาน เราเริ่มหาช่วงปลีกวิเวก ไปหลบอยู่ที่อื่นคนเดียว เพื่อปลดปล่อยตัวเองด้วยการอยู่ในโลกสมมุติ ซึ่งนั่นทำให้เรากังวลมากว่ากลัวจะเผลอไปพูดกับโลกในหัวต่อหน้าคนอื่น แล้วเค้าจะหาว่าเราบ้า

ผ่านไปหลายปี ต่อจาก Maladaptive Daydreaming จากความกดดันที่รับงานนอกเข้ามาทำเยอะๆ ทำโปรเจกต์ส่วนตัวอีก ไหนจะเรื่องความสัมพันธ์ จนสมองแบกรับไม่ไหว เราเริ่มมีอาการซึมเศร้า จู่ๆ ก็ตื่นมาด้วยความรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง ไม่มีแรงจะทำอะไรท้งสิ้น กลับจากออฟฟิศถึงบ้านก็คือสลบน็อคหลับไปทันที จากนั้นก็เริ่มรู้สึกกลัวการเข้าสังคม ไม่อยากเจอผู้คน ไม่กล้าคุยกับใคร กินข้าวคนเดียว กลับบ้านคนเดียว เจอเพื่อนในออฟฟิศก็พยายามคุยแต่เรื่องงาน เฟซบุ๊กก็ไม่ออน และก็เริ่มมีอาการสะดุ้ง ผวา เวลาได้ยินเสียงโทรศัพท์หรือเสียงไลน์เด้งเข้ามา จนต้องปิดเสียงและเอามือถือไปวางไว้ห่างตัว 

แน่นอนเราพยายามปกปิดมันไว้ เพราะเราไม่อยากกลับไปเป็นตัวเองในวัยเด็กอีก เราไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรามีปัญหาทางจิตใจ แต่สุดท้ายเราคุมตัวเองไม่อยู่

เราเริ่มรู้สึกอยากร้องไห้ตลอดเวลาแบบไม่มีสาเหตุ และยิ่งทำให้ไม่กล้าคุยกับใครเพราะเสียงจะสั่นมาก ในหัวก็เริ่มได้ยินเสียงตัวเองดังก้องว่า “แกมันไร้ค่า ทุกคนเกลียดแก” และด้วยความเครียดที่เราไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร เราก็เริ่มเดินและพูดคนเดียวโดยไม่รู้ตัว คนที่บ้านเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เช่นเดียวกับงานที่ออฟฟิศก็มีปัญหา 

ช่วงนั้นเราตัดสินใจหนีไปนอนโรงแรม เพราะเรารับไม่ได้ที่จะให้ใครเห็นเราในสภาพที่ไม่ดี แต่การอยู่โรงแรมคนเดียวยิ่งแย่หนัก เรานอนมองเพดานได้เป็นวันๆ พร้อมกับได้ยินเสียงตัวเองด่าตัวเองวนลูปไปเรื่อยๆ 

หลังจากรวบรวมพลังขึ้นมาทำงานได้ เราพิมพ์งานไปน้ำตาไหลไปไม่หยุด จากนั้นก็กลับมานอนนิ่งมองเพดานไปอีก รู้สึกอยากกด shutdown สมอง ไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดๆ อีกต่อไปแล้ว (ไม่เชิงอยากหายไปจากโลก แต่เหมือนอยากจะกด reset เรื่องราวทุกอย่างรวมถึงความทรงจำในสมอง) จนสุดท้ายเรารวบรวมความกล้าตัดสินใจลางานไปหาจิตแพทย์อีกครั้งที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง


พอเข้าไปพบว่าบรรยากาศไม่ต่างอะไรกับ 24 ปีก่อนเลย เป็นอาคารเก่าๆ แสงทึมๆ ที่ต้องไปรับบัตรคิวตอนเช้าตรู่ เพื่อรอพบหมอในตอนเที่ยงๆ บ่ายๆ ระหว่างรอเราเห็นคนเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) ที่มีอาการหวาดระแวงวิ่งพล่านเพื่อหนีบรรดาแพทย์ที่พยายามจับเขามัดไว้และฉีดยาสลบ เราเห็นคนที่เป็นสมาธิสั้นที่นั่งยุกยิกไปมาและลุกขึ้นไปถามเจ้าหน้าที่อยู่เรื่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะถึงคิว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เราไม่อยากหนีปัญหาด้วยการไม่ไปพบหมอ และไม่คิดจะไปตัดสินใครอีก

หลังจากหาหมอได้ไม่กี่วัน เราก็ออกจากงาน และมารักษาตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งหนึ่งที่หมอบอกกับเราคือ Perfection is Disease และการที่เราพยายามทำทุกอย่างให้ได้ดั่งใจจนกดดันตัวเองเกินไป มันทำให้เราป่วย และยิ่งเรารู้สึกแย่ที่ต้องไปพบจิตแพทย์ เราจะยิ่งป่วยหนัก 

เราเริ่มเปิดใจยอมรับความไม่สมบูรณ์พร้อมของตัวเอง จากนั้นเราก็จะต้องเข้ากระบวนการ Cognitive behavior therapy อีกครั้ง เช่น นอนให้เป็นเวลา สร้างกิจวัตรที่เป็นรูทีน ออกกำลังกาย ปล่อยวางความคาดหวังทุกอย่างลง 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับตัวเองให้ได้ว่าอาการทางจิตต่างๆ คือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และแทนที่จะเกลียดและหาทางกำจัดมัน เราจะอยู่กับตัวเองอย่างไรให้มีความสุขในแบบของเราจะดีกว่า และนั่นทำให้เราอยากเล่าเรื่องนี้ให้ทุกๆ คนฟัง

เรากำลังดีขึ้นนะ และอยากเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนที่กำลังประสบปัญหาเช่นกัน

.
#บันทึกชีวิต #มิตรสหายท่านหนึ่ง

We Think Together