บทเรียนจากโรงพยาบาลจิตเวชกับการฟังที่เปลี่ยนชีวิต

https://static.pexels.com/photos/278312/pexels-photo-278312.jpeg

เคยอึดอัดจนอยากจะตะโกนออกมาดัง ๆ แต่ไม่กล้าทำมั้ยครับ … 

… การตะโกน ร้องไห้ พูดคุยระบายความในใจ เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยปลดปล่อยความทุกข์และความเก็บกดภายในจิตใจได้ แต่ … ใครจะกล้าทำล่ะ จะไปตะโกนที่ไหน อย่างไร และ เมื่อไรถึงจะเหมาะสม หรือการเล่าเรื่องให้ผู้อื่นฟัง เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคู่สนทนาของเราจะไว้ใจและเข้าใจ และรับฟังเราได้จริง ๆ

ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา จะมีตึกหนึ่งที่เป็นตึกกลุ่มงานโรงพยาบาลกลางวัน เป็นสถานที่สำหรับรองรับผู้ป่วยที่ไม่ได้พักค้างคืนที่โรงพยาบาล คนกลุ่มนี้ดูจากลักษณะภายนอกก็ดูเป็นปกติแต่พวกเขามีวิธีคิดบางอย่างที่ผิดแผกไปจนญาติ ๆ คิดว่าสมควรได้รับการรักษาจึงพามารักษาที่นี่ 

อาการที่พบบ่อยคืออาการหลงผิด คือคิดไปว่ามีคนที่ไม่รู้ว่าใคร บอกให้ทำอะไรบางอย่าง แล้วก็ต้องทำตาม เช่น เคสหนึ่งคนนี้เคยเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก ต้องการสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่สอบไม่ติด เขาทนความเสียใจไม่ได้ส่งผลให้มีอาการหลงผิด ผู้ชายคนนี้เข้ารับการรักษาอยู่สองปีจนเกิดความไว้ใจต่อพยาบาล วันหนึ่งเขานำเรื่องมาปรึกษาพยาบาลว่า “กระเป๋ารถเมล์บอกให้เขาไปสอบใหม่” พยาบาลก็ได้แต่งงว่ากระเป๋ารถเมล์จะพูดแบบนั้นได้อย่างไร จนเขาอธิบายว่า “ถ้ากระเป๋ารถเมล์ทอนเหรียญบาทใหญ่นั่นแปลว่าให้สอบเข้า ม.รัฐบาล ขนาดกลางให้เข้า ม.เอกชน และขนาดเล็กให้เข้ามหาลัยเปิด” และเขาก็เชื่อแบบนั้นจริง ๆ พยาบาลรับฟังอย่างตั้งใจและให้คำแนะนำว่าให้เขาเตรียมเงินให้พอดีกับค่ารถเมล์สิ กระเป๋ารถเมล์ก็จะไม่บอกอะไรแล้ว ต่อจากนี้เขาจะได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง 

ถัดมาอีกสองอาทิตย์ ชายคนนี้ก็มาบอกพยาบาลว่ามันได้ผล และก็รับรู้ได้ว่าก่อนหน้านี้ที่เขาเชื่อเป็นจริงเป็นจังนั้นว่ากระเป๋ารถเมล์บอกแบบนั้น แบบนี้ นั่น เขาคิดไปเองทั้งหมด

http://i.huffpost.com

อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือให้ผู้เข้ารับการรักษาได้มีโอกาสสวมบทบาทเป็นในสิ่งที่เขาจะต้องเผชิญหน้า เช่นให้สวมบทบาทเป็นเด็กเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยว เพราะว่าหลังจากนี้เขาต้องไปใช้ชีวิตปกติเป็นพนักงานเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวให้ที่บ้าน แล้วก็ให้ผู้ที่รับบทบาทเป็นลูกค้าแสดงกริยาที่เขาไม่ชอบใจ เช่น ตักพริกใส่ก๋วยเตี๋ยวเยอะ ๆ และดูปฏิกิริยาของเขา จากนั้นก็ให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการซึ่งเป็นผู้เข้ารับการรักษาด้วยกันสะท้อนว่าเขาเห็นอะไร และเขาคิดอย่างไร ซึ่งการสะท้อนกันมันทำให้เขาได้เห็นมุมมองของผู้อื่น และนำไปสู่ความเข้าใจและแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้เขาอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นได้มากขึ้น

ขั้นตอนแรกของการแก้ไขปัญหา คือการยอมรับความจริงว่ามีปัญหาก่อน เมื่อยอมรับแล้ว ก็หาหนทางในการแก้ไขมัน แต่จะไขอย่างไรล่ะ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเราป่วยไข้จนต้องเดินทางไปถึงโรงพยาบาล จะพูดกับเพื่อนก็เขิน หรือจะโพสต์ลงสเตตัสเฟสบุ๊คก็กลัวคนเขาหาว่าเพี้ยน แล้วจะทำยังไงดี 

ในโลกออนไลน์เมืองไทย มีสถานที่อยู่สถานที่หนึ่งครับ เว็บไซต์ www.moom-mong.com เป็นสังคมแห่งความเข้าใจที่จะเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานดี ๆ เพื่อให้ผู้ที่ท้อแท้ ไม่มีกำลังใจในชีวิตได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความคิด ให้กำลังใจกันและกัน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน หรือจะเริ่มเข้าไปทำความรู้จักพวกเขาจากแฟนเพจในเฟซบุ๊คก็ได้ที่เพจเฟซบุ๊ค “มุมมอง”

เพราะเราทุกคนต่างมีปัญหาบางอย่างที่อยากระบายออก แต่ไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ เพราะการรับฟังความคิดเห็นเชิงบวกจากคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราตัดสินใจสิ่งสำคัญ ๆ ในชีวิตได้ดีมากขึ้น ถ้าอยากระบายความรู้สึก และได้รับกำลังใจดี ๆ สังคมแห่งความเข้าใจพร้อมที่จะเข้าใจคุณเสมอ … 

Pui Pastel

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.