พื้นที่ส่วนตัว — ปัญหาเพศศึกษาที่สังคมไทยไม่เคยสอน

http://samsung-wallpapers.com/Love/2160x1920/2014/0109/4703.html

เด็กผู้หญิงป.สองคนหนึ่ง ถูกเพื่อนชายข้างบ้านขอให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย เธอยอมทำตามไปเพราะไม่รู้ว่านั่นคือเพศสัมพันธ์ หลังจากที่เธอโตพอที่จะรู้ความ เธอเกลียดตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีมลทิน พยายามฆ่าตัวตายหลายต่อหลายหน แม้เรื่องราวจะผ่านไปเป็นสิบปี คนที่ข่มขืนเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิต และเอาเรื่องในวัยเด็กมาเยาะเย้ยและข่มขู่เธอ หนทางเดียวที่จะระบายความเจ็บปวดสำหรับผู้หญิงคนนั้นคือการเล่าเรื่องราวลงใน Pantip

ชีวิตอันแสนเศร้าของ จขกท สะท้อนให้เห็นปัญหาของการสอนเพศศึกษาในเมืองไทย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเพราะเธอไม่รู้จัก “พื้นที่ส่วนตัว”

ครูโบว์-ณัฏฐา มหัทธนา เจ้าของเพจ Talk With Kru Bow และวิทยากรอิสระ ได้ให้ความเห็นว่า สำนึกเรื่อง “พื้นที่ส่วนตัว” ที่หมายถึงอวัยวะใดในร่างกายที่ต้องสงวนไว้ไม่ให้ใครเห็น ไม่ให้ใครจับ และเด็กจำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้ก่อน “เข้าโรงเรียน”

ในการสอนเรื่องดังกล่าวสามารถทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยการใช้ตุ๊กตาเป็นสื่อ และใช้คำอธิบายว่า “หน้าอก, ก้น และอวัยวะเพศ เป็นสิ่งที่ต้องไม่เปิดเผยต่อคนอื่น ไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายได้”

https://www.pinterest.com/pin/9359111697482457/

การจะสอนเรื่องแบบนี้อย่างตรงไปตรงมาได้ จำเป็นต้องแก้มายาคติที่ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอับอายเสียก่อน มีใครเคยตั้งคำถามดูไหมว่าทำไมพ่อแม่ไม่สามารถสอนเรื่องเพศกับลูกอย่างที่ควรจะสอนได้ ไม่ใช่เพราะตอนพ่อแม่เป็นเด็กได้ถูกปลูกฝังความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการพูดเรื่องเพศจากทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนหรอกหรือ

การเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาของไทยเป็นวาระถกเถียงกันมาเนิ่นนาน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่เด็กจะต้องได้เรียนรู้เพื่อให้เด็กได้รู้เท่าทันและมีเกราะคุ้มกัน ส่วนอีกฝ่ายกลับมองในทำนองที่ว่า การสอนเพศศึกษาเหมือนเป็นดาบสองคม แทนที่จะเป็นผลดีอาจจะกลายเป็นการชี้โพรงให้กระรอก อาจเป็นการส่งเสริมให้มีการชิงสุกก่อนห่าม

ความกลัวว่าถ้าพูดเรื่องเพศแล้วจะทำให้คนอยากรู้อยากลอง ทำให้พ่อแม่ไม่กล้าสอนลูกแต่เนิ่นๆ คิดว่าถ้าไม่รู้เรื่องเพศก็คงไม่ไปมีเพศสัมพันธ์กับใคร บางคนก็คิดว่าลูกของตนเด็กเกินเข้าใจ บ้างก็เลี่ยงบาลีผลักภาระให้โรงเรียนไปซะ

อย่างในเคสจาก Pantip ที่ยกมาจะเห็นได้ว่า ถึงการรู้เรื่องเพศอาจจะนำมาซึ่งการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร แต่การไม่รู้เรื่องเพศทำให้เจ้าตัวตกเป็นเหยื่อของคนที่รู้ได้โดยง่าย ซึ่งนั่นส่งผลกระทบต่อจิตใจร้ายแรงกว่าการมีเพศสัมพันธ์เพราะอยากรู้อยากลองด้วยซ้ำ

ในอเมริกา มีภาพ meme อันหนึ่งที่เป็นกระแสฮือฮาในอินเตอร์เน็ตในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เป็นรูปของเด็กสาววัย 5 ขวบ ที่มาพร้อมกับโคว้ต
“หนูอายุ 5 ขวบ ร่างกายของหนูเป็นของหนู อย่าบังคับหนูให้กอดหรือหอมแก้มใคร” meme ดังกล่าวถูกแชร์ไปมากกว่า 170,000 ครั้ง

นอกจากภาพนี้แล้วมีบทความจาก Katia Hetter ผู้สื่อข่าวจาก CNN ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ เธอเขียนบทความที่ชื่อว่า “I don’t own my child’s body” หรือ “ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายลูกตัวเอง” เธอเล่าประสบการณ์การสอนเรื่อง “พื้นที่ส่วนตัว” แก่ลูกสาววัย 3 ขวบ ระหว่างที่เธอกับลูกไปเยี่ยมบ้านคุณยาย

“แม่อยากให้ลูกไปกอดคุณยายนะ แต่ลูกไม่ต้องทำก็ได้ถ้าไม่สบายใจ”

เธอบอกกับลูกสาวแบบนั้นเพราะเชื่อว่าการให้ลูกตัวเองแสดงความรักผ่านการสัมผัสโดยไม่เต็มใจ เป็นการสื่อสารให้ลูกตัวเองไม่เห็นค่าในร่างกายของตน

เธอเชื่อว่าการให้ลูกกอดคุณยายทั้งๆที่ไม่เต็มใจ เพื่อให้คุณยายแฮปปี้ อาจไปปลูกฝังให้ลูกสาวตัวเองยอมให้ผู้ชายสัมผัสเธอในที่ที่ไม่ควรเพื่อให้ฝ่ายชายรู้สึกดีในอนาคต

Katia ได้กล่าวไว้ในบทความว่าเธออยากให้ลูกแสดงความรักในแบบที่ลูกของเธอเป็นจริงๆ ในเวลาที่ลูกของเธอสมัครใจ

ผู้เขียนขอปิดท้ายบทความด้วยตัวอย่างของเด็กผู้หญิงที่เข้าใจเรื่องพื้นที่ส่วนตัวและสามารถปฏิเสธการสัมผัสอย่างไม่ถูกต้องจากอีกฝ่ายได้ เป็นฉากจากในหนังเรื่อง Soldier’s Daughter Never Cries (1998) ซีนดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในนาทีที่ 31

หนึ่งในหนทางทำลายมายาคติได้อย่างถาวรคือการรู้เท่าทันและส่งต่อมันไปให้คนอื่น เราหวังว่าเคสที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกระทู้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ถ้าเราทุกคนช่วยกันปลูกฝังค่านิยมทางเพศใหม่ว่า “เรื่องเพศคุยได้” และ “ต้องคุยแต่เนิ่นๆ” โดยไม่มีความเหนียมอายแต่อย่างใด

การเข้าใจพื้นที่ส่วนตัวช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องการยอมรับและปฏิเสธเซ็กซ์ด้วยตัวเองโดยไม่มีใครต้องมาครอบงำความคิด

เรามาสร้างค่านิยมเรื่องเพศกันใหม่ด้วยกันนะ

Woody Koo