จะแก้ปัญหาท้องไม่พร้อมอย่างไร ถ้าผู้ใหญ่ยังไม่กล้าพูดเรื่องเพศ

เป็นคำถามในใจของเสมอในสมัยมัธยม เมื่อมีใครสักคนนำพลาสติคฟรอยส์เรืองแสงที่ข้างในบรรจุถุงยางอยู่ข้างในมาแจกในโรงเรียนชายล้วนแบบผมว่า จะให้ผมเอาไปใช้กับใครดี? หรือว่า แจกๆมาเนี้ยมันช่วยไม่ให้วัยรุ่นท้องกันจริงๆหรอวะ? จนวันนี้ผมถึงรู้ว่าในประเทศสหรัฐ การแจกจ่ายถุงยางและความรู้พวกนี้ มันสามารถลดชีวิตของคนที่อาจจะพังเพราะท้องตอนเรียนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้วิธีการแจกถุงยางใส่มือแค่ปีละครั้งแบบที่โรงเรียนของผมก็ตาม

ปีที่ผ่านมาเด็กวัยรุ่นอายุระหว่าง 15–19 ปี ในสหรัฐมีอัตราการท้องโดยไม่ตั้งใจ/ก่อนวัยอันควรลดลงถึง 9% และเป็นปีที่เด็กวัยรุ่นของอเมริกามีอัตราท้องโดยไม่ตั้งใจต่ำที่สุด และหากนำไปเทียบกับอัตราการท้องก่อนวัยอันควรของปี 1991 จะเห็นว่าลดลงไปกว่า 67% พวกเขาทำได้อย่างไร?

Dr. John Stutsman ออกมาบอกว่าสิ่งที่ทำให้เกิดตัวเลขพวกนี้ไม่ใช่เพราะภาครัฐสร้างจิตสำนึกหรือปรับเปลี่ยนจริยธรรมในตัวเด็กวัยรุ่นของพวกเขา แต่เป็นเพราะว่าเด็กวัยรุ่นได้รู้วิธีการป้องกันและมีความสามารถในการเข้าถึงเครื่องมือการป้องกันการตั้งครรภ์มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำสามารถที่จะเข้าถึงเครื่องมือป้องกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะทางกลุ่มผู้ผลิตปรับราคาของถุงยางหรือยาคุม แต่เป็นเพราะการออกแบบสวัสดิการของรัฐตั้งแต่สมัยของรัฐบาล Obama

Obama health care ได้ทำให้มีผู้หญิงกว่า 55 ล้านคนสามารถเข้าถึงวิธีการในการควบคุมการตั้งครรภ์ทั้งหลายฟรี เหมือนกับคำประกาศของ Obama ในปี 2014 ที่ว่า ‘คนที่ควรจะตัดสินว่าสุขภาพของคุณควรจะได้รับไม่ใช่นายหน้าประกันของคุณ แต่คนที่ควรจะมีสิทธิในการเลือกว่าคุณควรจะมีสุขภาพแบบไหนมีแค่ตัวคุณคนเดียว’ 

แต่ภายใต้นโยบายประกันสุขภาพใหม่ของ Trump นายจ้างมีสิทธิในการจะเลือกว่าจะให้ประกันสุขภาพที่ลูกจ้างจะได้รับครอบคลุมในส่วนของการคุมกำเนิดหรือไม่ ทำให้มีผู้ออกมาประท้วงเป็นจำนวนมาก หลายคนคาดเดาว่าสิ่งนี้จะส่งผลต่อการคุมกำเนิดของคนและจะไปเพิ่มอัตราการท้องในวัยรุ่นให้กลับมาสูงขึ้น

https://www.flickr.com/photos/ladawnaspics/7029981403

จากสถิติของ National conference of state legislature ปรากฏว่ามีเด็กผู้หญิงที่ท้องไปเรียนไปเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่จะสามารถเรียนจบได้ในวัย 22 ปี พวกเธอยังมีโอกาสจะเผชิญกับการมีปัญหาทางการเงินมากกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ และถ้ามองปัญหาในภาคใหญ่ รัฐต้องเสียเงินภาษีในการดูแลผู้ที่ท้องก่อนแต่ง มากกว่าการเสียเงินภาษีในการเพิ่มศักยภาพในการคุมกำเนิดของวัยรุ่น

สำหรับ Dr. John Stuntsman เขาบอกว่าเขาอายกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิด แต่สำหรับตัวเขา เขาพยายามจะช่วยคนไข้ของเขาให้สามารถตั้งครรภ์เมื่อพวกเขาต้องการและพร้อมที่จะสร้างครอบครัวจริงๆ

ในประเทศไทย จากสถิติของกรมสาธารณสุข อัตราการท้องก่อนวัยอันควรนั้นพุ่งสูงขึ้นมาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2543 ที่อยู่ที่ 31.9 รายจาก 1000 คน จนมาถึงในปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 51.2 ต่อ 1000 คน

มาตรการที่ประเทศไทยใช้เป็นวิธีการเชิงนามธรรม เช่นการสร้างความเข้าใจ การกระจายความรู้ การรงณรงค์ การเฝ้าระวัง ฯลฯ แต่วิธีเหล่านี้ประเทศของเราดำเนินการมาเป็นเวลานานมากแล้วไม่ใช่หรือ? ตัวเลขกลับชี้ว่าปัญหาไม่ได้ลดลงแต่มากขึ้นไปอีก

ถ้าหากเราสามารถทำให้สวัสดิการในเรื่องการคุมกำเนิดเกิดขึ้นได้จริง สิ่งเหล่านี้น่าจะไม่ใช่แค่ลดอัตราการท้องในวัยรุ่น แต่อาจจะลดสถานะของเรื่องเพศ จากเรื่องน่าอายให้กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับกันอย่างที่ประเทศอื่นเขายอมรับได้

pot