การเรียนแบบท่องจำไม่ช่วยสร้างแรงงาน
ที่มีฝีมือ แถมทำลายอนาคตเศรษฐกิจไทย


“เราจะก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0”
“เราจะเป็น Digital Hub ของอาเซียน”
“เราจะสร้าง Smart City”

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำกล่าวเหล่านี้จากสื่อต่างๆ เป้าหมายที่โปรดเจคต์เหล่านั้นอยากไปให้ถึงดูยิ่งใหญ่ และน่าตื่นตาตื่นใจมากๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่จะดับฝันอันสวยหรูเหล่านั้น เพราะเรายังมี “แรงงานมีฝีมือ” ไม่พอเพียง

“การขาดแรงงานมีฝีมือจะฉุดรั้งไม่ให้โครงการเหล่านั้นสำเร็จ เราขาดแคลนแรงงานมีฝีมือและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาที่จะรับมือกับเงินลงทุนมหาศาลในอนาคต”

นี่คือความเห็นของ ดร. ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asian Review 

เช่นเดียวกับผลการสำรวจระดับการเพิ่มผลผลิตและบรรยากาศการลงทุนในไทย (PICS) ในปี 2015 และ 2017 ในเรื่องปัญหาที่นักลงทุนจากต่างชาติไม่ลงทุนในไทย พบว่านอกจากเรื่องการเมืองแล้ว การขาดแคลนแรงงานมีฝีมือมีส่วนพอๆ กัน

ประเทศไทยกำลังจะเข้าไปเป็นสังคมผู้สูงอายุ ที่มีประชากรอายุ 65 จะมีมากถึง 1 ใน 5 ของประเทศ และนั่นคือเหตุผลที่ว่าเราต้องฝากความหวังไว้ที่ความรู้ความสามารถของน้องๆ มัธยม ณ ปัจจุบัน ที่จะมาขับเคลื่อนในอีก 10 ปีข้างหน้า

ว่าแต่… เราจะพึ่งพาคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร ถ้าตอนนี้การศึกษาเราไม่ได้ไปไกลกว่าการท่องจำไปสอบ

“นักเรียนเรียนคณิตศาสตร์ไปเพื่อสอบ แต่ไม่ได้เรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหาและการใช้เหตุผล”

“อาจารย์ก็แค่ให้นักเรียนท่องจำตำราวิชาวิทยาศาสตร์ไปทั้งหมดเพื่อทำข้อสอบ”

กล่าวโดย ผศ. อรรถพล อนันตวรสกุล นักการศึกษา

การเรียนการสอนแบบท่องจำที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี ทำให้เด็กไทยขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ และนั่นส่งผลให้เด็กไทยเข้าใจวิชาที่ตัวเองเรียนน้อยลงเรื่อยๆ

https://teen.mthai.com/app/uploads/2016/03/on-050214.jpg

คะแนนเฉลี่ยของการสอบ O-Net ห้าวิชาหลักพบว่าเด็กไทยโดยเฉลี่ยทำคะแนนได้ไม่ถึง 50% ในปีการศึกษา 2558 วิชาคณิตศาสตร์ทำได้ 26.59% ภาษาอังกฤษได้ 24.98% วิทยาศาสตร์ได้ 33.40% ส่วนสังคมได้ 39.70% ส่วนของปีที่แล้ว คณิตศาสตร์ได้ 24.88% ภาษาอังกฤษได้ 27.76% วิทยาศาสตร์ได้ 31.62% และสังคมได้ 35.89%

ถ้าขนาดหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเอง นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ผ่าน แล้วในระดับโลกล่ะ? ในปี 2015 การวัดผลของ Programme for International Student Assessment (PISA) จำนวน 70 ประเทศทั่วโลก สิงคโปร์ได้อันดับหนึ่ง ส่วนไทยอยู่ที่ 55 จาก 70 ประเทศที่ทดสอบ (ในขณะที่เวียดนามได้อันดับ 8)

เราจะพัฒนาการศึกษาอย่างไร?

ในมุมมองผู้นำประเทศ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเชื่อว่า เราต้องเรียนรู้จากเมืองนอก แต่จะต้องไม่ลอกเขา

“การศึกษาไทย ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้อย่างเป็นระบบ จะไปเอาอย่างการศึกษาประเทศฟินแลนด์ บรูไน และสิงคโปร์ ที่มีการประเมินว่าการศึกษาดี เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการศึกษาของไทย แบ่งระบบการศึกษาออกเป็นรายกลุ่ม ทั้งทักษะชีวิต อาชีพ และด้านการสื่อสาร ที่ต้องปรับระบบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันตนเอง”

อาจเป็นเพราะความคิดนี้ ทำให้ประเทศเรามีโครงการพัฒนาการศึกษาในแบบเฉพาะตัวที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กในด้านอื่นๆ นอกจากวิชาการ เน้นการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน (Project-based learning) สร้างทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R (ทักษะด้านการอ่าน, การเขียน และคณิตศาสร์) และ 4C (ทักษะด้านการวิเคราะห์, การสื่อสาร, ความร่วมมือ และความคิดสร้างสรรค์) ซึ่งเริ่มจากการอบรมครูให้เข้าใจเรื่องการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และให้ครูเอาสิ่งที่ได้ไปสอนเด็ก

http://www.qlf.or.th/

ฟังดูดีใช่ไหม แต่รอบ 2–3 ปีที่ผ่านมามันก็ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ (อย่างเช่นที่เห็นจากคะแนน O-Net และ PISA) นั่นอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาไทยยังคงชินกับรูปแบบเดิมๆ โดยเฉพาะระบบราชการที่มีลำดับสูง-ต่ำทางอำนาจชัดเจน ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับความคิดสร้างสรรค์ หรือการกล้าคิดกล้าทำใดๆ ที่เป็นคุณลักษณะของการศึกษาที่ทางกระทรวงต้องการ

“ถ้าพูดถึงระบบการศึกษาอย่างในไทยตอนนี้ยังมีปัญหาอยู่ เพราะเป็นระบบที่รวมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางเยอะ ทำให้ไม่มีอิสระในการจัดการอย่างแท้จริงกับการศึกษา”
“ครูรุ่นก่อนนี้ก็โตมากับสังคมอีกแบบหนึ่ง โตมากับการถูกสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ ดังนั้นเวลาเป็นครู เค้าก็จะมีท่าทีใช้วิธีการแบบที่เค้าถูกสอนมาในการสอนเด็ก… ครูรุ่นใหม่ส่วนมากที่เข้าไปอยู่ในระบบ ถ้าไม่แข็งแรงพอก็จะถูกกลืนไปสู่ค่านิยมอำนาจในโรงเรียน”

นี่คือความเห็นของ ผศ. อรรถพล ที่ให้สัมภาษณ์กับ The MATTER ที่มองว่าโครงสร้างอำนาจแบบเดิมๆ อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมผ่านไปกี่ปีๆ เด็กนักเรียนไทยยังก้าวไม่พ้นการท่องจำจริงๆ ก็เป็นได้

ว่าแต่โครงการด้านการศึกษาที่ผ่านมามีแต่เรื่องการพัฒนาครูกับพัฒนาเด็ก บางทีเราอาจจะต้องพัฒนาระบบบริหารงานราชการทั้งระบบล่ะมั้ง ถึงจะก้าวข้ามข้อจำกัดไปสู่การศึกษาที่สอดคล้องกับปัจจุบัน เพื่อสร้างแรงงานมีฝีมือ รองรับ Digital Hub และ Smart City ในยุค Thailand 4.0 ได้จริงๆ

Woody Koo


One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.