เพดานแห่งความสัมพันธ์ ทำไม “เพื่ิอนรักที่รักเพื่อน” ถึงเป็นแฟนกันไม่ได้

“ชั้นรักแกว่ะ”
“แกมาบอกอะไรเอาป่านนี้”

หลายคนคงจำประโยคคลาสสิคจากหนังเรื่อง “เพื่อนสนิท” ได้ แน่นอนว่าหลายคนคงมีประสบการณ์ร่วม (T T) แต่ไม่ต้องเศร้าจนเกินไปนัก เพราะจะบอกว่าไม่ใช้แค่มนุษย์ถูกคนที่ตัวเองหมายปองบอก “เราเป็นเพื่อนกันเถอะ” สัตว์ทุกชนิดล้วนมีระบบ “เพดานความสัมพันธ์” หรือ friendzone เพื่อปฏิเสธที่จะจับคู่กับสัตว์อีกตัวในสายพันธุ์เดียวกันเสมอ

Angus Bateman นักพันธุศาสตร์ ได้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า สัตว์ชนิดใดที่เพศผู้และเพศเมียมีความสามารถผลิตลูกหลานได้ไม่เท่ากัน ฝั่งที่มีข้อจำกัดมากกว่าจะวางตัว สวยเลือกได้ หรือ หล่อเลือกได้ทันที
 
เอาง่ายๆ อย่างมนุษย์เรา ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ได้หลังวัยหมดประจำเดินเมื่ออายุ 40 กว่าๆ แต่ผู้ชายอายุ 60–70 ถ้ายังฟิตร่างกายดีๆ เรื่องปั๊มลูกไม่ใช่ปัญหา ข้อจำกัดด้านอายุทำให้ผู้หญิง “เลือกได้” เพราะถ้าอีกฝั่งต้องการสร้างครอบครัวกับเธอ ต้องแย่งกันให้ไวก่อนเธอจะอายุเกิน เงื่อนไขตามธรรมชาตินี้ทำให้ในแทบทุกวัฒนธรรมผู้ชายเป็นฝ่ายออกตัวก่อนและสู้ศึกชิงนางกับชายอื่น
 
ในยุค 60 นักวิจัย ได้นำเสนอแนวคิดการจับคู่ของมนุษย์ว่า “คนเราคบหรือรวมกลุ่มกันจากความคล้ายคลึงร่วมกัน” เช่น นิสัยเหมือนกัน หรือ ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน ตามทฤษฎี Similarity/Attraction Theory ด้วยเหตุนี้คนที่เป็นแฟนกันคือเพื่อนที่มีความเข้ากันได้มากที่สุด
 
ไม่แปลกเลยว่าฝั่งผู้ชายมักเป็นฝ่ายโดนหักอกมากกว่าผู้หญิง เพราะในการคัดเลือก คุณสมบัติของของแคนดิเดตมันแต่ละคนไม่ได้สุดโต่งขนาด “ไม่อยากให้เธอเข้ามาใกล้ ใช้ลมหายใจร่วมกัน” กับ “เราเกิดมาเป็นของกันและกัน นี่คือบัญชาของสรวงสวรรค์” มันก็เลยมีพื้นที่สีเทาที่ “ก็เข้ากันได้ แต่ยังไม่ใช่” นี่คือหัวใจสำคัญของ friendzone 
 
นอกจากนี้ การที่ทั้งสองฝ่ายเป็นเพื่อนกันมาก่อน ทำให้ฝ่ายที่ตกหลุมรักก่อนลำบากใจที่จะแสดงออกตรงๆ นั่นทำให้พวกเขาเลือกที่จะทำดีให้อย่างเงียบๆ รอวันที่ความรักผลิบานเต็มที่แล้วเปิดเผยทีเดียว วิธีนี้ฟังดูดี แต่น่าเสียดายที่การปิดทองหลังพระ ทำให้อีกฝ่ายมองความดีนั้นเป็นของตาย เลยไม่อินกับมันเท่าที่อีกฝ่ายส่งใจให้ไป สุดท้ายก็จบลงที่ “นก” ไปตามฟอร์ม

แล้วทำไมคนเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน พอสารภาพรักแล้วโดนอีกฝ่ายปฏิเสธ ถึงเจ็บเจียนตาย บ้างก็ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะกลับมาคุยกันได้ ถ้ามองดีๆ สองคนไม่ได้เป็นแฟนกัน ฝ่ายที่โดนหักอกก็ไม่ได้เสียอะไรไปนี่นา ก็แค่กลับมาเป็นเหมือนวันก่อนบอกรักเอง

คนเราเฮิร์ทเพราะรู้สึก “ไม่แฟร์” เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกมากเท่ากับที่ตัวเองส่งไป และอึดอัดเพราะไม่รู้ว่าจะเติมเต็มความคาดหวัง (ที่ไม่ควรมีตั้งแต่แรก) อย่างไร โดยทั่วไป สัญชาตญานของมนุษย์จะกระตุ้นสมองส่วน Anterior Cingulate Cortex ให้รู้สึกเจ็บปวดที่เจอคนๆนั้นอีก กระตุ้นให้ตัวเองต้อง move on ไปหาคนใหม่ เพื่อต่อยอดเผ่าพันธุ์ในอนาคต

แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะไม่วนลูป “มีความสัมพันธ์ที่ชนเพดาน” ล่ะ Jeremy Nicholson ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ให้ความเห็นว่า

  1. ปรับปรุงบุคลิกภาพตัวเองให้น่าดึงดูด
  2. หาคนใหม่
  3. มั่นใจและกล้าแสดงความรู้สึกออกไป

4. เข้าใจอีกฝ่ายและปรับความสัมพันธ์ให้ทั้งสองคนเป็น taker และ giver พอๆ กัน

ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยได้

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าความสัมพันธ์ของคุณกับคนที่คุณรู้สึกดีด้วยจะลงเอยอย่างไร คนๆ เดียวไม่สามารถตัดสินคุณค่าของคุณทั้งชีวิตได้ และอย่างน้อยที่สุด เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงตระหนักดีว่า “อกหักเป็นเรื่องธรรมชาติ” แล้วจะกลัวอะไรอีกเล่า? รักใครก็รักเลยดิ


Like what you read? Give We Think a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.