Day 23 ครอบครัวกับทางเลือกทางการศึกษา
เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการเป็นลูกทัวร์ นำทีมโดยน้องทัตและน้องต้นอีกเช่นเคย ได้หลายบ้านอยู่ตั้งแต่เช้าถึงบ่าย แต่ฝนดันตกมาห่าใหญ่ เลยมาาแวะพักกันที่บ้านพ่อน้องเบธ เด็กน้อยขวัญใจพี่ๆในการมาเยือนน่านครั้งนี้ นั่งไปสัมภาษณ์ไป เกิดประเด็นอยู่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ “ครอบครัวกับทางเลือกทางการศึกษา” เห็นได้ว่า พ่อกับแม่อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือสูงๆ ไม่ต้องมาทำการเกษตรเหนื่อยเหมือนพ่อกับแม่ แต่ลูกก็ไม่อยากเรียนต่อ อยากช่วยพ่อแม่ทำสวน ทำไร่ เพราะโตมาและเคยชินกับแบบนี้ อยู่กับครอบครัวด้วยความรักมาตลอด ตามประสาเด็ก ที่ยังไม่มองถึงอนาคตตมากนัก บางครอบครัวไม่มีเงินส่งเรียนต่อ (อย่างน้องต้น เห็นแววว่าเป็นเด็กเรียนรู้ได้ดี แม่ก็จะส่งไปบวชเรียน เพราะมีโอกาสเรียนได้มากกว่า เพราะที่บ้านน้องต้นพ่อเสีย มีปัญหาทางการเงินด้วย แม่น้องต้นบอกว่า ถ้าไม่บวชเรียนก็แบกถัง คือ แบกถังพ่นยาฆ่าแมลงปลุกข้าวโพดเลย)พอถามว่า โตไปอยากทำอาชีพอะไร เด็กๆจะตอบว่า ชาวไร่ ชาวสวนค่ะ แต่พอเปิดให้ดูว่า มีอาชีพอื่นอีกนะ ถ้าตั้งใจเรียน เป็นคนเก่ง บ้านจะสวยและหลังใหญ่กว่านี้ เลย search คำว่า บ้านคุณหมอสวยๆ ให้ดู ทั้งพ่อ ทั้งเด็กๆก็ตาโต อู้หูว อยากได้บ้านแบบนี้ คราวนี้พอถามใหม่ ว่า โตไปอยากทำอาชีพอะไร เด็กๆตอบว่า อยากเป็นหมอ เลย realized ได้ว่า
ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นมีบ้านหลังใหญ่ แต่อาจเพราะพวกเค้าไม่เห็นโลกที่กว้างกว่านี้มาก่อน โดยเฉพาะเด็ก ถ้าเขารู้จุดประสงค์ของการเรียน ว่าเรียนไปเพือทำอาชีพอะไร อาชีพนี้ดีอย่างไร แล้วต้องทำอย่างไรเพื่อไปถึงจุดนั้น พัฒนาแล้วสิ่งที่ดีกว่าเป็นอย่างไร เด็กๆยิ่งปรับตัวเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่มาก พร้อมที่จะเรียนรู้ถ้าเค้ามีโอกาศได้รู้แบบ ได้รับการใส่ใจจริงๆ



ฝนเริ่มหยุดตกพอดี เด็กๆเลยชวนพาไปเดินเล่น คราวนี้ยกโขยงกันไปเลยค่ะ เพราะเพื่อนของน้องๆมาร่วมด้วย วันนี้ได้รู้จักน้องนิ่ม น้องแวว เพื่อนน้องบอมแบมและหนุงหนิง พาเดินกันไปชมสวนผลไม้ไประหว่างทางไปสัมภาษณ์ต่อ เจอผลไม้แปลกๆทั้งเสาวรสดอย ฝรั่งดอย ลูกเล็กมากเมื่อเทียบกับเมืองกรุง เสาวรสที่นี่สีเหลือง ฝรั่งที่นี่ลูกเล็ก เดินไปเดินมาน้องก็เก็บผลไม้กินกันไปตามประสาเด็กๆแถมให้พวกพี่ช่วยชิมด้วย



เดินกันไปอย่างสนุกสนานตามประสาพี่น้อง ก็มาหยุดสัมภาษณ์ที่บ้านชาวบ้านหลังหนึ่ง พบว่าเป็นบ้านที่วิกฤต พ่อไปทำงานในกทม ได้เงินเดือน12,000 บาท ส่งลูกเรียนก็หมดแล้ว ไม่ค่อยเหลือส่งมาบ้าน ไปทำงานแปลงเพาะ แค่15วัน กลับมาซื้อข้าวซื้อของก็หมดแล้ว ข้าวโพดเอย มะม่วงหิมพานเอย ปลูกได้ต้นเท่าเข่าก็ตายหมด ใบแห้ง มีที่แค่20 กว่าไร่ไกลๆ ปลูกไรก็ไม่ขึ้น ป่าไม้ก็เคยบอกจะเอาดินไปตรวจก็ยังไม่มา แปลงเพาะก็ยังไม่มา ววควายก็ไม่ค่อยเลี้ยงแล้ว เดี๋ยวมันไปกินพืชเศรษฐกิจหมด คือฟังแล้วก็งงเหมือนกันว่าทุกวันนี้แม่ใช้ชีวิตยังไง เก็บคำถามมาถามป๋ายงษ์ ป๋าบอกว่า บางทีชาวบ้าน ปลูกๆไปไม่ได้ใส่ใจจะดูแล ก็ไม่ออกดอกออกผลหรอก บางทีฉีดยาฆ่าแมลงไปโดนใบใบก็ตายสิ เห้อ เราฟังความข้างเดียวไม่ได้จริงๆ
ตกเย็นก็กลายเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กพามาเล่นที่มูลนิธิฯ แจกขนมนมเนยพร้อมเสื้อผ้า ให้น้องกลับไปฝากที่บ้านกัน ก่อนจะแยกย้ายน้องอาสาพาไปสัมภาษณ์บ้านอีกหลังนึง เราเลยได้สัมภาษณ์เกือบครบแล้ว ด้วยความไม่อยากจากกันเด็กๆเด็ดดอกไม้จากหลายบ้านมาให้เป็นของที่ระลึกแก่พี่ๆ พวกพี่ก็เตือนไม่ให้เด็ดจากบ้านคนอื่น แต่ด้วยความซนของเด็ก อย่างที่คิดแหละค่ะ ได้ดอกไม้มาให้พี่ๆกันคนละช่อ สวยๆทั้งนั้น






เวลาโพล้เพล้พอดี ทางคณะฯจากดอยตุงได้มาถึง ทางเราก็ช่วยกันจัดจานเตรียมอาหารให้พร้อมรับคณะพอดี หลังรับประทานอาหารเสร็จก็มีพิธีแนะนำตัวสานสัมพันธ์ระหว่างทีมดอยตุงเลยทีมน่าน อีกทั้งให้บอกถึงเป้าหมายในการมาที่นี่ของแต่ละคน พวกเราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแนะนำตัวครั้งนี้ด้วยค่ะ ตื่นเต้นกันมากๆ หลังจากแนะนำตัวเสร็จก็แยกย้ายกันไปพักผ่ิอน แพลนในวันพรุ่งนี้คือไปเดินป่าที่น้ำช้าง


22.00 น. แพรวและพี่ออยขอเตรียมตัวเตรียมแรงสำหรับในวันพรุ่งนี้ก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
