DAY 4 EP.2 บทเรียนอันล้ำค่า..ห้องเรียนในป่าใหญ่

“ปลูกคน แล้วค่อยปลูกป่า คือการพัฒนาที่ยั่งยืน อยากให้คนรักต้นไม้ เรียนแต่ในห้องก็ไม่ช่วยอะไรมากมายหรอก การเรียนรู้ในสถานที่จริงสิ สร้างทั้งความรักและความรู้ที่มีค่ายิ่ง”

หลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จพวกเราก็บึ่งรถออกเดินทางไปยังหมู่บ้านบวกหญ้า เพื่อนๆวนาพัฒน์รุ่นสองของเราอีก3คน พี่จ้า ตาล และขนุนก็จะมาด้วย เพื่อไปพบปะ พูดคุยกับผู้ปกครองบ้านบวกหญ้า เมื่อไปถึงเราก็นั่งล้อมวงกันเป็นหมู่คณะ รับฟังถึงปัญหาต่างๆที่มีในหมู่บ้าน

ผู้นำท้าวความให้ฟังว่า

-ตั้งแต่ ร.5 ยอมเสียดินแดน คนแถวนี้ก็เลยเป็นญาติกันคนไทยคนลาวก็เลือดเดียวกันนั่นแหละ พอคอมมิวนิสแตกก็ต่างคนต่างหนีที่นี่ติดกับประเทศลาวเลย เดินเท้า 6–7 กิโลก็ข้ามประเทศแล้ว ถ้าวัวควายหลุดไปในเขตบ้านเค้านี่ โดนเรียกค่าไถ่หลายบาทเลยนะ แต่ถ้าฝั่งเค้าข้ามมาไม่โดนหรอก เพราะฝั่งเค้ามีทหารคอยถือปืนยิง เราเลยต้องทำตัวน่ารักหน่อย ที่นี่มีสองกลุ่ม เพราะช่วงที่มีคอมมิวนิสต์ ทหารป่ากับทหารไทยก็ต่างเกณฑ์คนในหมู่บ้านไปเป็นพวก เพราะฉะนั้นบางเรื่องก็พูดไม่ค่อยได้ เช่น เรื่อง พระแก้วมรกตเป็นของใคร เป็นต้น

  • ในในตอนแรกทางหมู่บ้านบวกหญ้ายังไม่ยอมรับการให้ความช่วยเหลือจากมูลนิธิปิดทองฯ เพราะในตอนแรกๆมีมูลนิธิอื่นๆเข้ามาอาสาให้ความช่วยเหลือ แนะนำให้ปลูกพืชต่างๆแต่ก็ไม่ได้หาตลาดให้ ไม่มีคนรับซื้อ แล้วก็ไปพวกเขาจึงโค่นต้นไม้ทิ้งหมด แต่ก็แง้มใจให้มูลนิธิปิดทองนะ เพราะเค้าใช้ อสพ. เป็นคนเชื่อมโยงระหว่างมูลนิธิและหมู่บ้าน หมู่บ้านรู้สึกว่า อสพ.เป็นพวกเดียวกัน ส่วนทางมูลนิธิก็ได้ป้อนสารที่ต้องการให้ชาวบ้านทำผ่านอสพ.ไป

อสพ. ทำงานกับชุมชนทำไรบ้าง??>>สำรวจแปลง พูดคุยกับชาวบ้านเจ้าของแปลง ตรวจว่าต้นไม้เจริญเติบโตไหม ถ้าไม่ หรือมีโรค ก้แนะนำวิธีแก้เอายาไปให้พ่น ทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้เขาทำเอง เพื่อที่ว่าถ้าไม่มีเราจะได้ดูแลตัวเองได้

ในส่วนของโรงเรียนของหมู่บ้านบวกหญ้าในข่วงแรกยังไม่มีโรงเรียน จึงต้องส่งเด็กไปเรียนหมู่บ้านไกลๆ ต่อมาชาวบ้านก็ได้ช่วยกันสร้างโรงเรียนขึ้น แ่ต่ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนกำลังครู ที่นี่ครูคนเดียวสอนตั้งแต่ ป.1–6 ถ้าหากเอาครูข้างนอกขึ้นมาสอน พวกข้าราชการ ก้จะทำงานไม่เต็มที่ เนื่องจากวันศุกร์คือวันเสาน้อง (คือวันที่สอนแบบจับฉ่าย ลวกๆไม่สนใจผลลัพธ์เนื่องจากรีบกลับบ้าน) ส่วนใหญ่วิชาที่สอนวันเสาน้อง เช่น วิชาพละ เกษตร ปล่อยให้เด็กเล่น เด็กทำด้วยตัวเอง แต่ถ้าเปนครูในพื้นที่ ก้จะสอนได้ทุกวัน ใช้ภาษารั้วได้

ปัญหาทางหมู่บ้านที่อยากให้มีการพัฒนาแก้ไข คือ การพัฒนาในเรื่องของป่าและน้ำ

  • ป่า ให้มีการปลูกผืนป่าเพิ่มทดแทนป่าใช้สอยที่ต้องปลูก 700 ไร่ ตอนนี้ได้500กว่าไร่
  • น้ำ บางที่การเข้าถึงของน้ำเพื่อการเกษตรยังคงไปไม่ทั่วถึงเพราะเนื่องจากความจำกัดของเขตพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่สูงน้ำเข้าถึงได้ยาก
  • ครอบครัวของชาวบ้านอยากส่งลูกไปเรียนหนังสือ อยากให้ลูก หลานเรียนสูงๆและกลับมาพัฒนาหมู่บ้านตัวเอง ตอนนี้ปัญหาคือลูกหลานไปทำงานไกล ในเมืองบ้าง กทมบ้าง ต่างจังหวัดได้ เพื่อส่งเงินกลับเข้ามาให้ครอบครัวเพราะ พอถึงหน้าเก็บเกี่ยว เงินที่ลงทุนไปกลับแทบไม่เหลือเลย

มั่นใจไหมว่า ถ้าหมู่บ้านพัฒนา การเกษตรสร้างมูลค่าได้มากขึ้นรายได้ดีขึ้น ลูกๆจะกลับมา?

>> มั่นใจว่าลูกหลานจะกลับมาเพราะตอนนี้เค้าก้เอาตังมาหุ้นปลูกป่าเศรษฐกิจในพื้นที่เค้าแล้ว เค้าต้องกลับมาเก็บเกี่ยวผลผลิตเค้าเมื่อถึงเวลา

“จริงๆแล้วหมู่บ้านเราพัฒนาได้เร็ว ชาวบ้านก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงหากทำให้คุณภาพชีวิตพวกเขาดีขึ้นอยู่แล้ว ลองกลับมาในที่นี่อีกสัก 3 ปีสิ จะต้องพัฒนาไปมากกว่านี้แน่นอน ”

ผู้นำได้กล่าวทิ้งท้ายไว้…

รีสอร์ทกลางนา

ที่ขุนน่านนี่ คิดว่า มีเสน่ห์อะไรพอจะพัฒนาให้เป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้

>> บรรยากาศ หน้าหนาว เพราะมีหมอกเยอะมาก นั่งชมพระอาทิตตก ดวงตะวันออกเร็วแต่ตกช้า กลางวันยาวนานให้ทำ activity ได้มากมายมีน้ำบ่อ คือ ตาน้ำ ทานได้ซึ่งจะหอมหวาน แต่ตอนนี้ยังกินไม่ได้เพราะเพิ่งทิ้งไว้ปีเดียวสารเคมีที่ทำไร่ข้างบนยังตกค้างอยู่

มีบ่อเกลือ คือน้ำเค็มที่ตกตะกอนเป็นเกลือได้ อยู่ใน 3 หมู่บ้านได้แก่ บ่อหลวง บ่อและเปียงก่อ

พิธีพีคๆมีอะไรบ้างคะ?

3พิธีคลาสสิก ของคนทำนาไร่ พิธีดอกแดง พิธีกินสโลด พิธีรับขวัญข้าว พิธีกรรมคล้ายๆกันคือ นำหมู ไก่ หมา มาเชือดที่ไล่ บูชาผี แล้วนำกลับไปทานเป็นมงคล

เมื่อฟังผู้ปกครองของหมู่บ้านบวกหญ้าพูดจบ ก็ถึงเวลาที่หยุดตื่นเต้นไม่ได้เพราะพวกเราจะได้ไป “เดินป่า”กัน เพื่อนๆอีก3คนของเราก็ไปเดินด้วย นำทริปโดยพี่จอน หัวหน้ามูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ศูนย์ ขุนน่าน ระยะเวลาในการเดินประมาณ 2 ชั่วโมงเบาๆ ฝนตกพรำๆ ทำให้เดินยากขึ้นไปอีกระดับ ต้องไปหาไม้มาพยุง วิวสวยเกินร้อย มองเห็นหุบเขาเป็นลูกๆ สุดลุกหูลูกตา ต้องลองมาสัมผัสบรรยากาศสักครั้งถึงจะบอกต่อความรู้สึกได้ !

แต่หากลองมองไปดีๆก็เจอส่วนที่เป็น “นาสีดำ” เพราะใช้สารเคมีฆ่าหญ้า เผา รอน้ำเต็ม ไถละก็ค่อยปลูก.ใหม่ แต่หากมองไปทางด้านขวาจะเห็นได้ว่าเป็น “นาขั้นบันได” ซึ่งทางมูลนิธิฯ แนะนำให้ปลูกแทนการทำไร่เลื่อนลอย สังเกตได้จากในรูป(ข้างล่าง)ที่เป็นภูเขาสีน้ำตาล

หากเรามาเปรียบเทียบนาธรรมดากับ “นาขั้นบรรได” นาขั้นบันไดได้ผลผลิตมากกว่า เพราะนาธรรมดาคือบนอยู่เขา รอเทวดาเลี้ยงเทฝนลงมาแล้วน้ำก็ไหลลงไป ผลผลิตไม่มาก แต่นาขั้นบันได มีขังน้ำไว้เป็นขั้นๆทำให้มีน้ำเลี้ยงพืชให้ได้ผลผลิตมาก บางพื้นที่ก็ปลูกพืชยืนต้นเศรษฐกิจเพื่อรอวันเก็บเกี่ยว และปลุกพืชผสมผสานด้วย เดินๆต่อไปก็พบเขาหัวโล้นเต็มไปหมด ก็อีกนั่นแหละ! ยังคงเป็นปัญหาที่พยายามพัฒนาแก้ไขต่อไป เจอพืชแปลกๆที่ไม่เคยเจอหลายชนิด เช่น เฟิร์นเขากวาง เฟิร์นมอส

เฟิร์นมอสรูปซ้าย และเฟิร์นเขากวางรูปขวา ของ rare items ในผืนป่าแห่งนี้

รวมถึงของหาง่ายที่เรามองข้ามอย่าง “ขมิ้น” ไม่ใช่อะไรหรอก แต่ดันไปถามพี่เขาว่า “ต้นไม้อะไร” ่ภายนอกดูเหมือนต้นไม้วัชพืชไร้ประโยชน์ แต่เนื้อสีส้มนวล และหอมกว่าขมิ้นในเมืองกรุงเสียอีก

ขมิ้น ที่ภายนอกดูเหมือนวัชพืชธรรมดา แต่ที่รากมันมีของดีสีส้มนวล สรรพคุณมากหลายสุดๆนี่เอง

แถมยังมีต้นบอนที่ในเมืองกรุงขายกันราคาแพง แถมด้วยต้นบุกที่สาวๆชอบ เอาไว้ทำยาลดความอ้วน ทำเจเล่ไลท์ แต่ต้องผ่านหลายกรรมวิธีไม่งั้นจะคัน เสมือน คนกรุงเอาวัชพืชมาปั้นราคาแพงซื้อขายกันเลยทีเดียว

เดินไปเรื่อยๆก็มองเห็นถนนพอดี หลังจากนั้นก็มีรถมารับพวกเรากลับไปส่งที่มูลนิธิฯกินข้าวเย็นเติมพลังหลังจากผ่านศึกใหญ่เดินป่าอยู่หลายชั่วโมง

เผื่อใครขี้เกียจอ่าน ฟังๆผ่านหูได้รู้คร่าวๆก็ยังดีค่ะ ^^

ความคืบหน้าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง >> ตอนนี้กำลังเริ่มที่สามจังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่สีแดง ซึ่งเราก็จะไม่ไปแตะมาก แต่จะทำเรื่องปากท้อง นำอสพ. เอาผู้นำ นายกอบต. อบจ. ชุดแรกที่บ้านจำปูน 50–60คน ต้องให้เค้าอาสานะ พามาให้เห็นให้เกิดแรงบันดาลใจ ถ้าเค้าบอกว่า “อยากกลับไปทำที่บ้านแล้ว” วันสุดท้ายพบ คุณชาย แล้วก็คิดแผนเลย กลับบ้านลงพื้นที่ทำเลย แต่กว่าจะเอามาได้ยุ่งยากมากกว่าเรื่องจะผ่านรัฐ ผ่านกอรมน. เขต ยุ่งยาก
ดอยตุงได้บทเรียนราคาแพงเลย เช่น เป็นป่าไร้เพื่อน คืออยากให้ต้นไม้ขึ้นไวตามสูตรต่างประเทศ ก็copy มาเลยโดยการปลูกป่าสนทำให้กลายเป็นป่าที่มีระบบนิเวศน้อย ไฟป่าไหม้บ่อย และไหม้ไว ต้องมีเจ้าหน้าที่นั่งเฝ้า

และแล้วก็จบวันที่ 4 ลง จากแพรวและพี่ออย ค่ะ

04.00 น. อีกวันขออนุญาติตื่นสายหน่อย ป่วยมาตั้งแต่ก่อนมาน่าน วันนี้ตากฝนทั้งหวัน แถมข้อมูลเยอะมาก ขอสาวน้อยพักผ่อนหน่อยค่า เจอกันวันที่5 ฉบับหน้า อ่านคุณค่าชีวิตเรากันนะคะ ^^