DAY20 วนาพัฒน์รุ่นสอง มองสิ่งที่สัมผัสได้ความว่า …
วันนี้เข้าใจที่ทพ.ดร. สุธี สุขสุเดช และเพื่อนๆพี่ๆจากคณะทันตแพทย์ มธ.ที่เคยทำโครงการทำฟันในชนบท พูดแล้วว่า ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะรู้


จริงๆวันนี้เราจะได้ไปสร้างฝายกัน แต่เนื่องจากว่า ฝนตกติดต่อกันหลายวัน น้ำป่ามาเยอะมาก น้ำแรงมาก เราจึงต้องเลื่อนกันไปก่อน เราก็กลับมาพร้อมหน้ากันเหมือนเดิม นั่งพูดคุยว่า จากการที่ไปสัมพาษณ์ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้าน แต่ละคน เจออะไรยังไงมาบ้าง แล้วก็ได้นั่งคุยกับ ผอ.สมรส ผู้อำนวยการ ฝ่ายปฏิบัติการงานภาคสนามของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ผอ.เป็นกันเองมาก ท่านเคยเป็นทหารแถวพยุหะบ้านออยมาก่อน คราวนี้ถูกคอกันเลยค่ะ เล่นแบตกัน ถามไถ่กันไป พยุหะร้านทิดเทองอร่อยนะ บลาๆ ผอ.ท่านใจดีมาก จากนั้นเราก็ประชุมกันเอง ได้ความว่า
- มุมมองจุดประสงค์ของคนที่หวังดียื่นมือมาพัฒนาหมู่บ้าน กับตัวชาวบ้านเองไม่ตรงกัน เราอาจมองว่าชาวบ้านน่าจะพัฒนาแบบนี้ๆ เพื่อไปได้ไกลกว่านี้ แต่ชาวบ้านมองว่า แค่มีกินแค่นี้ ก็มีความสุขแล้ว พอแล้ว เราจึงserch ไปที่คำว่า เศรษฐศาสตร์ความสุข เจอข้อความเด็ดที่ว่า นโยบายการพัฒนาส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้หรือความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นหลักในการประเมินค่าความกินดีอยู่ดี หรืออรรถประโยชน์ของบุคคลหรือสังคม การวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องมักเน้นไปที่กระบวนการตัดสินใจเลือกและแบบแผนความพึงพอใจในการบริโภคสินค้าและบริการ ภายใต้เงินงบประมาณที่มีจำกัด จึงดูคล้ายกับว่านิยามของสวัสดิการสังคมค่อนข้างจะแคบลงกว่าเดิม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องของรายได้หรือความมั่งคั่งทางวัตถุ ร่วมกับปัจจัยอื่นๆที่ไม่ใช่วัตถุในการก่อให้เกิดอรรถประโยชน์สูงสุดแก่แต่ละบุคคลและสังคมเพื่อประกอบการกำหนดนโยบายการพัฒนา เช่น ปัจจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคม และความรู้สึก ที่ไม่สามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับกลไกตลาดมาใช้ได้ เป็นต้น
- โลกที่หมุนไป เด็กมีความอยากมากกว่าผู้ใหญ่ และสื่อ เช่นละคร เป็นตัวกระตุ้นความอยากของคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่ได้ไปสัมผัส ความเป็นมหานครด้วยตัวเอง เค้ารับรู้ว่ามีอะไรที่โลกพัฒนาไปแล้วผ่านทางTVและสื่อในinternetที่เขาเสพนีแ่หละ และแน่นอน ในอนาคต ความต้องการรายได้ต้องเพิ่มขึ้น หวังเพียงพึ่งพาผลผลิตทางการเกษตรอย่างเดียวคงไม่พอ คิดว่าน่าเป็นสันญานที่ดีที่ทำให้คนที่นี่ผลักดันตัวเองมากว่าทำการเกษตร ไทยแลนขยับไป2.0 3.0 สักทีั
-เห็นว่า ควรมีการสนับสนุนให้ชาวบ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มในเเต่ละเรื่องไปเลย ซึ่ง ทางมูลนิธิ พยายามทำแต่ยังไม่เกิดให้เห็นภาพที่แข็งแกร่งตอนนี้ สร้างคอนเนคชันให้กลุ่มชาวบ้าน
- ชาวบ้านไม่มีความรู้เรื่องกำจัดขยะเลย เด็กๆก็ไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องนี้
- เรื่องการศึกษาของเด็กๆเป็นที่น่าเป็นห่วงมาก แทบไม่มีค่านิยมให้ความสำคัญกับการศึกษา คะแนนต่ำ บางคนโตแล้วแต่ยังอ่านไม่ค่อยออกเขียนไม่ค่อยได้ เราจึงคิดเล่นๆกันว่า ทำไมไม่ทำให้การศึกษาที่นี่โดดเด่นเรื่องการเกษตรซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กๆถนัดไปเลย หรือใช้เกณฑ์วัดโอเนตที่แตกต่างจากส่วนกลางเพราะเอาข้อสอบส่วนกลางมาวัดกับที่นี่ ผลลัพธ์มันต่างมากเพราะปัจจัยอะไรหลายๆอย่างก็ต่างกันมาก ออยจึงโทรปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ชื่อดร. กิตตินันท์ ครุฑพงษ์ ท่านให้ความเห็นว่า
แทนที่เราจะลดมาตรฐานให้ต่ำลงสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งทำไมเราไม่พยายามหาทางทำให้เค้ามีมาตรฐานที่สูงขึ้น ล่ะ
การที่เราจะไปดูว่าควรใช้หลักการประเมิณไหนมาจับ เราต้องไปดูว่าเค้าเรียนหลักสูตรอะไร ปัจจุบันมีหลักสูตรที่ใกล้เคียงคือ ศูนย์การเรียนชุมชนบนที่สูง ในสังกัดกศน/ โรงเรียนตชด ซึ่งใช้หลักสูตรแกนกลาง70 % หลักสูตรสถานศึกษาปรับเอง30% ซึ่งสมเด็จพระเทพฯก็ทรงเป็นห่วงและทรงดูแลเรื่องนี้อยู่ ทำมาประมานห้าหกปีแล้ว
ดร.แนบลิงค์เรื่องการศึกษาที่ราบสูงให้มาศึกษาเพิ่มเติมด้วย
23.15 พรุ่งนี้ออยกับแพรวจะพาไปดูความน่ารักของเด็กๆที่นี่กัน ^^
