ขุดให้ลึก! ถึงต้นตอความคูลของวัฒนธรรมคนผิวสี (Black Culture) ที่คนทั้งโลกต้องยอมใจ!

อยู่ๆ ก็อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับคนผิวสีขึ้นมาหลังจากดูหนังเรื่อง “Moonlight” จบ

สิ่งที่ดึงดูดให้เราต้องเททุกนัดเพื่อหาเวลาว่างไปดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะแค่ “Moonlight” มีสิทธิ์ลุ้นเข้าฟาดรางวัลออสการ์เบียดกับคู่แข่งสุดเริ่ดอย่าง “La La Land” เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเด็นของหนังที่เล่าอยู่บน 3 ก้อนซึ่งค่อนข้างที่จะดราม่ามากที่สุดในโลกมนุษย์ คือ

คนผิวสี / ความจน / เกย์

“Moonlight” directed by Barry Jenkins, based on the play In Moonlight Black Boys Look Blue by Tarell Alvin McCraney.

อื้อหือ.. ความสุดชายขอบนี้.. แค่รู้ว่า 3 issues นี้จะมาร้อยเรียงบนแผ่นฟิล์มเดียวกันก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อกแล้วอ่ะ

ตลอดเวลา 2 ชั่วโมง หนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนคิดถึงตัวเองในวัยเด็กที่กำลังค้นหาตัวตนและพบเจอส่วนผสมบ่มเพาะพฤติกรรมวัยเด็กที่ส่งผลถึงความเป็นตัวเราในปัจจุบัน ด้วยเนื้อหานี้เองที่มาพร้อมกับสุนทรียะของหนังในทุกองค์ประกอบที่ทั้งสวยงามและสื่อความหมายได้เป็นอย่างดีทำให้รู้สึกและสัมผัสได้จริงๆ

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือหนังพาเราเข้าสู่สังคมแอฟริกัน-อเมริกันภายในชุมชนเล็กๆ ในไมอามี่ ทำให้ได้ฟังจังหวะและวิธีการพูดภาษาอังกฤษที่บอกตรงๆ ว่าฟังไม่รู้เรื่อง (โดยเฉพาะฉากแรก) การฟังเพลง Hip Hop R&B รวมไปถึงสไตล์ของคนผิวสี ทั้งการใส่เสื้อผ้าสีจัดจ้าน ลายพร้อย ทรงผมหยิกฟูถักเดรดล็อค เครื่องประดับสีทองชิ้นใหญ่ ทั้งสร้อย กำไล ไปจนถึงที่ครอบฟัน ที่ตัดกับผิวสีดำขลับของพวกเขา ที่ทำให้แบบว่าโคตรจะโดดเด่น

ไม่ใช่แค่ในภาพยนตร์เท่านั้น เมื่อเราซูมเอ้าท์มามองศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะจากฝั่งอเมริกา เราก็จะเห็นคนผิวสียืนเด่นหราอยู่ในหลายแวดวง ไม่ว่าจะเป็น รายการโทรทัศน์ ดนตรี กีฬา เสื้อผ้า ตลอดจนการใช้ภาษา แม้กระทั่งการแสดงท่าทาง (อย่างการยักคอในแนวเดียวกับไหล่แล้วยกนิ้วชี้พร้อมคว่ำปาก //เอ๋า! ทำตามกันอยู่ล่ะสิ) ฯลฯ ที่ต่างก็ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมของคนผิวสีไม่มากก็น้อย ยิ่งช่วงสิบกว่าปีหลังมานี้ Black Culture แผ่ขยายกลายเป็นเทรนด์กระแสหลักทั่วอเมริกาลามไปทั่วโลก ศิลปินและนักกีฬาผิวสีก้าวขึ้นมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลแถวหน้าของวงการ วัยรุ่นฝรั่งรวมไปถึงเซเลบริตี้ทุกชนชั้นต่างแต่งตัวในสไตล์คนผิวสี พูดแบบแรพโย่ว (ดูอย่าง Iggy Azalea กับแรพสำเนียงคนดำเก๊ของนาง) ตามเทรนด์ Big Booty และอีกหลายกระแสมากมาย ที่ทำให้ทุกคนต้องยอมรับอย่างพร้อมเพรียงกันว่า Black Culture คือความคูลที่แท้จริง

Kanye West. Jay-Z, Beyoncé, Barack Obama

แต่เมื่อขุดลึกไปยังต้นตอของความคูลแบบ Black Culture ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจุดกำเนิดจาก..

“ความเป็นทาส” หรือ “Slavery”

เพื่อตอบคำถามว่าคนผิวสีไปเอาสไตล์คูลๆ มาจากไหน ต้องเริ่มจากประวัติศาสตร์ที่อยู่หลังฉากของมัน ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมและสไตล์ในทุกวันนี้ เราต้องพูดถึง “ความเป็นทาส” ..มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถลบล้างออกได้ว่านี่คือสิ่งที่หล่อหลอมความเป็น Black Culture — Realmenrealstyle.com

วัฒนธรรมแอฟริกัน-อเมริกัน หรือ Black Culture เป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน กับ วัฒนธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งหรือแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดย Black Culture มีรากฐานจากสิ่งที่เรียกว่า Middle Passage หรือประสบการณ์ในช่วงเวลาระหว่างการถูกค้าทาส จากทวีปแอฟริกามาสู่อเมริกา

(เหมือนอ่านเลคเชอร์มะ? พักก่อนมะ? ให้พัก 2 บรรทัด..

.

.

..อ่ะ อ่านต่อ)

ในปี 1619 ณ เมืองเจมส์ทาวน์ในรัฐเวอร์จิเนีย ทาสชาวแอฟริกันกลุ่มแรกมาถึงในฐานะแรงงานเพื่อปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชเศรษฐกิจอย่าง ยาสูบ โดยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับชาวผิวขาวเจ้าของสวน (ที่ไม่ใช่สวนลำไย) แต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัดและเผชิญความยากเข็ญที่ทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่าง “ปากกัดตีนถีบ” อยู่ตลอดเวลา นี่เองจึงเป็นรอยเลื่อนสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมแอฟริกัน-อเมริกันเริ่มก่อเกลียวขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา

ลองนึกสภาพนะ สมัยนั้นที่ยังไม่มีเครื่องจักรทุ่นแรง เจ้านายบางทีก็ต้องลงมาทำงานใกล้ชิดกับทาส ก็จะซึมซับวิถีชีวิตซึ่งกันและกันอย่างไม่รู้ตัว บางประเพณีของทาสในตอนนั้นได้วิวัฒนาการมาเป็นประเพณีส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันในปัจจุบัน

จังหวะการตีกลอง ปรบมือ เคาะเท้าที่ถูกคิดค้นมาเพื่อเป็น “โค้ดลับ” ในการสื่อสารกันเองระหว่างทาสแอฟริกัน กลับกลายมาเป็นหนึ่งในรูปแบบของอันโดดเด่นของดนตรีร่วมสมัยและการเต้นรำของชาวอเมริกัน

ภาษาพูด (แปร่งๆ ที่ฟังเหมือนรหัสเท่ๆ) กลายมาเป็นวิธีหลักในการคงรักษาไว้ซึ่งประวัติศาสตร์และข้อมูลทางวัฒนธรรมอื่นๆ เพราะตอนนั้นทาสส่วนใหญ่ถูกห้ามไม่ให้อ่านหรือเขียน

ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุด! คือรูปแบบการใช้ชีวิตอันดิ้นรนที่ตั้งอยู่บนความกลัวและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หรือที่เรียกว่า “Living on the edge / Living dangerously” ของชาวทาสเนี่ยเป็นสิ่งที่ยั่วยวนให้เจ้านาย (คนผิวขาว) อยากก้าวข้ามเขตแดนต้องห้ามนี้ เพื่อสัมผัสกับความผิดแปลกและน่ารังเกียจของสังคมทาสมากยิ่งขึ้น (อูยยย ความจำเลยรัก) ด้วยการเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับทาส ตลอดจนพยายามเลียนแบบวิธีและสำเนียงการพูดอีกด้วย โดยพบหลักฐานจากนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งเล่าว่า เจ้านายบางคนถึงกับตีทาสของตนที่ออกเสียงสำเนียงภาษาอังกฤษแบบถูกต้องอีกต่างหาก (เอ๋า!?) ซึ่งเขาว่ากันว่าภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันตอนใต้ก็มาจากการระบาดของแสลงที่บรรดาทาสเขาพูดกัน

(อ่ะให้พักอีกหนึ่งรอบ! คลิกเพลงแม่ฟังซะ)

ไลฟ์สไตล์แบบ “Living on the edge” ของชาวแอฟริกัน-อเมริกันนี่เองที่เป็นคำเฉลยเรื่องราวความเป็นมาของความคูลแบบ Black Culture ที่ทุกคนต่างยกให้เป็น Macro-trend แห่งอเมริกาที่ใครๆ ก็อยากทำตาม ดูอย่าง Justin Bieber กับรอยสักอันเร้าใจของนางให้อารมณ์แบบผู้ชายดิบเถื่อน หรือเด็กวัยรุ่นที่ชอบเลียนแบบพฤติกรรมซ่าๆ นี่ก็ใช่เลย

แม้ว่า Black Culture จะเป็นนิยามของความ “คูล” แต่ตัว Black People เองก็ยังไม่ได้รับการนิยามแบบนั้นสักเท่าไหร่ ด้วยเหตุการณ์หลายอย่างในโลกทุกวันนี้ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

แต่ความพยายามผลักดันให้เกิด “ความเท่าเทียมกันเรื่องชาติพันธุ์และสีผิว” ก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตัวศิลปินผิวสีเท่านั้นที่คอยเป็นกระบอกเสียงเรื่องนี้ แต่ยังรวมไปถึงแบรนด์ต่างๆ หรือแฟชั่นดีไซเนอร์ด้วยเช่นกัน

#Nudeforall by NAJA | Nicholas K show at New York Fashion Week 2017 (Photo by Neilson Barnard)

ในฐานะตัวแทนของคนผิวแทน ขอกล่าวสั้นๆ ว่า “โลกสวยงามได้เพราะความหลากหลาย” วันนี้นับถือตัวตนอันเป็นธรรมชาติของ Black People ที่ทำให้วัฒนธรรมของพวกเขาสุดยอดได้ในทุกวันนี้

บอกเลอ ยอมใจ..