รัฐบาลสิงคโปร์ขอความร่วมมือบริษัทเครื่องดื่มปรับสูตรให้ลดปริมาณน้ำตาลลง


โรคเบาหวานกลายเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อที่ร้ายแรงของโลก ปัจจุบันมีคนป่วยด้วยโรคนี้ประมาณ 415 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยราว 4 ล้านคน และมีผู้เสี่ยงในการเป็นเบาหวานอยู่ประมาณ 7.7 ล้านคน ตัวเลขมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนทั่วไปทานน้ำตาลมากเกินความจำเป็นในแต่ละวัน นั่นทำให้การต่อสู้กับโรคเบาหวานจึงเป็นวาระแห่งชาติ 

อย่างในประเทศสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรี Lee Hsien Loong ออกมาแถลงว่า 1 ใน 9 ของคนสิงคโปร์ป่วยเป็นเบาหวาน และเป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรงของผู้สูงอายุในสังคมปัจจุบัน ขณะที่เด็กยุคใหม่ก็ดื่มน้ำอัดลมเป็นกิจวัตร

รัฐบาลสิงคโปร์ควบคุมปริมาณน้ำตาลของเครื่องดื่มที่ขาย

ปัจจุบันสิงคโปร์มีกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกิน 6% ในโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากเพราะเด็กหาซื้อจากร้านค้าข้างนอกได้อยู่ดี ในปีนี้นายก Lee จึงขอความร่วมมือบริษัทผลิตเครื่องดื่มที่จะวางขายในสิงคโปร์ ปรับสูตรให้ลดน้ำตาลลง

ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทเนสท์เล่ที่สิงคโปร์ผู้ผลิตเครื่องดื่มชอคโกแลต กาแฟกระป๋อง และซอสปรุงอาหารออกมาขานรับนโยบายนี้ บริษัทรับปากว่าจะลดน้ำตาลลง 5% รวมถึงลดเกลือลง 10% ภายในปี 2020

ล่าสุดอีกบริษัทเครื่องดื่มอีก 7 แห่งได้แก่ Coca-Cola, F&N Foods, Malaysia Dairy Industries, Nestle, PepsiCo, Pokka และ Yeo Hiap Seng ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดน้ำตาลในเครื่องดื่มให้เหลือไม่เกิน 12% ภายในปี 2020

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ออกแถลงการว่าถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ลดน้ำตาลลงได้ตามที่กล่าวไว้ จะช่วยลดการบริโภคน้ำตาลลงได้ถึง 300,000 กิโลกรัมต่อปี

นอกจากสิงคโปร์แล้ว นานาประเทศก็เริ่มรณรงค์การลดน้ำตาลอย่างจริงจัง เช่นในสหราชอาณาจักรและชิลี เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงจะต้องถูกติดฉลากเตือน เม็กซิโกและบรูไนเก็บภาษีน้ำตาลในอัตราสูง บีบให้ผู้ผลิตต้องลดน้ำตาลลง และอีกหลายประเทศก็ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ปรับสูตรเครื่องดื่มตัวเองแบบเดียวกับสิงคโปร์

ส่วนประเทศไทยทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพกำลังทำโครงการ “คนไทยไม่กินหวาน” ให้ความรู้เรื่องการกินแก่คนไทยทุกๆ คน โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตเครื่องดื่มลดปริมาณน้ำตาลอยู่เช่นกัน 

แต่ไม่ว่าจะมีมาตรการใดออกมาก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ในตัวเราเองว่าเราจะเลือกกินน้ำตาลได้มากน้อยเพียงใด ดังเช่นที่นายก Lee กล่าวไว้

“มันต้องทำอย่างต่อเนื่อง ในการปรับพฤติกรรม การใช้ชีวิต และการกิน แต่มันจะผลดีในระยะยาว เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ทำได้”

ปล. องค์การอนามัยโลกบอกว่าปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่เหมาะสมอยู่ที่ 10% และคนเราไม่ควรทานน้ำตาลเกิน 8 ช้อนชาต่อวัน


One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.