เที่ยวภูเก็ต 3 วัน 2 คืน ถึงจะมาหน้าฝนแต่ก็เที่ยวชิคๆได้ (SR)


สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นี่ก็เป็นการเขียนรีวิวท่องเที่ยวครั้งแรก
ถ้าผิดพลาดยังไงก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะคะ
จริงๆอยากเขียนรีวิวท่องเที่ยวมานานมากแล้ว
แต่ติดอยู่อย่างเดียวเลย ติดขี้เกียจ แหะๆ

เอาละมาเข้าเรื่องกันดีกว่า…
ถึงตอนนี้จะไม่ใช่ช่วงปิดเทอมแต่เราก็ว่างงง
เด็กจบใหม่อย่างเราจะทราบกันดี เดินหางานบ้าง
นอนอืดบ้าง ก็คิดๆนะชีวิตมันจะเรื่อยๆไปไหม

ก็เลยจัดกิจกรรมเที่ยวมันซะเลย!
ไม่อยากให้ใครมาแซวว่ายังไม่มีงานทำอีกหรอ
ก็ฉันเที่ยวน่ะจะเอาเวลาไปหางานตอนหน๊ายย
/สะบัดผมแล้วหมุนตัว ก้าวเท้าซ้าย-ขวาอย่างมีจังหวะ ชะ ชะ ช่าา


จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้
เพื่อนตัวดีของเราไปเห็นโปรของสายการบิน
“Thai Smile ชวนเพื่อนเที่ยวยกแก๊ง”
ราคาเริ่มต้นที่ 888 บาท/คน/เที่ยว

เห๊ยยแบบเธอมาได้ทันเวลาพอดี อย่างกับรู้จายย55555
ก็ปรึกษาหารือตกลงปลงใจกันอยู่นาน
สรุปเลือกวันเดินทางเป็นวันที่ 23–25 มิถุนายน

การเดินทางของเราในครั้งนี้
เราปรึกษากับเพื่อนว่าจะเที่ยวให้คุ้มค่าที่สุด
แต่ประเด็นคือต้องเอากระเป๋าเจ้าปัญหาไปเก็บที่โรงแรมก่อน

เพื่อนเลยแนะนำบริการสุดเลิศที่ได้จากพี่ที่รู้จักกัน
นั่นคือบริการ Airportels นั่นเอง
ส่วนมันคือบริการอะไรนั้นอย่าพึ่งงง เอ้ารวมกันมาฟังตรงนี้!!

Airportels คือบริการขนส่งกระเป๋าเดินทางและสัมภาระ
ให้กับนักเดินทางระหว่างสนามบิน-โรงแรมที่พัก
ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เราไม่ต้องหิ้วกระเป๋าไปมา
เสียเวลานั่งรอเช็คอินที่โรงแรมนานสองนาน

ฮันแน่..น่าสนใจใช่ไหมละ
ก่อนจะบอกรายละเอียด
ขอตัวไปจองตั๋วเครื่องบินก่อนนะ


ไม่รอช้าเข้าหน้าเว็บไซต์ Thai Smile
กดจองทั้งหมด 4 ที่นั่ง เลือกไฟท์บินเช้าที่สุด
เวลา 09:20 น. ไฟท์กลับขอเลือกไม่ดึกมาก
กลับเวลา 21:15 น. กะเอาให้คุ้มเที่ยวเช้าจรดเย็น
คุ้มจนที่บ้านโทรถามคืนนี้จะกลับไหม!

มาต่อกันในส่วนของการฝากกระเป๋า
ก็ขออธิบายละเอียดหน่อยๆ
เผื่อเพื่อนๆบางคนสนใจเนอะ

ในกรุงเทพมีให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ
สนามบินดอนเมือง และห้างสรรพสินค้าMBK

ในส่วนของการบริการขนส่งสัมภาระก็มี 2 แบบด้วยกัน
แบบแรกคือนำสัมภาระไปฝากหน้าเคาท์เตอร์
โดยต้องขนสัมภาระไปฝากก่อนวันเดินทางจะดีที่สุด
สามารถฝากล่วงหน้าก่อนวันเดินทางได้สูงสุดถึง 3 วัน

แบบที่สองคือ Door To Door แปลตรงตัวก็คือประตูถึงประตู
บริการนี้ก็จะมีพนักงานมารับกระเป๋าของเราถึงหน้าบ้าน
แล้วนำไปส่งถึงที่พัก

ในส่วนของราคาก็ตกใบละ 800 บาท
จะใบใหญ่แค่ไหน น้ำหนักเท่าไหร่ก็ราคาเดียวกัน

เก๋ๆไหมละเธอออ
ใครพร๊อบเยอะก็จัดหนักได้สบายบรื้อ
ตราบใดที่กระเป๋าไม่ฉีกขา
ใส่เข้าไปเถอะเธอจ๋า ปริได้แต่อย่าแตก5555

ส่วนระยะเวลาในการส่งแบบปกติ
สามารถรอรับสัมภาระได้เร็วที่สุดคือ 4 ชั่วโมง
แต่ถ้าอยากส่งเร่งด่วนก็บวกเพิ่มอีก 200 บาท
รอรับสัมภาระได้เร็วสุดคือ 2 ชั่วโมง

แต่อย่ากังวลไปกระเป๋าไปถึงที่พักก่อนเราซะอีก
เรื่องความปลอดภัยก็ไม่ต้องกลัวนะ
เขามีประกันกระเป๋าให้ ไฮโซสุดๆ

ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมลองค้นหาหรือสอบถาม
ได้ที่หน้าเพจ www.airportels.asia/booking
หรือจะเป็น Facebook ก็มีเช่นกัน

ส่วนเพื่อนๆสะดวกแบบไหนก็ลองดูนะ
ส่วนเราขอเลือกใช้บริการแบบ door to door
อันเนื่องมาจากความขี้เกียจของเรา
ที่เหนือกว่าเหตุผลใดๆ ว๊ะ ฮ่ะ ฮ่า

ขั้นตอนการใช้บริการ Airportels ก็ไม่ยุ่งยาก
กดเข้าเว็บไซต์ www.airportels.asia/booking

กรอกข้อมูลสถานที่รับสัมภาระ
วัน เวลา
ที่พักที่ต้องการให้ไปส่ง
จำนวนกระเป๋า

แค่นี้ก็เรียบร้อยย
ถึงท่าอากาศยานภูเก็ตก็เที่ยวต่อได้เล๊ยยย

ขั้นตอนต่อมาเราก็ขออาสาวางแผนการเดินทาง
อันเนื่องมาจากภูเก็ตใครๆก็รู้ของกินเขาเลื่องชื่อ
เขาว่าดี คนรีวิวเขาบอกว่าอร่อย
เหยื่อการตลาดอย่างเราก็ไม่รอช้า
ร้านไหนดีบุ๊คไว้ แล้วหาที่เที่ยวใกล้ๆเป็นอันจบปิ๊ง 😆

โดยก่อนเดินทาง 2 วัน
พวกเรามีเหตุขัดข้องนิดหน่อย
เนื่องจากจะไม่มีคนอยู่บ้าน
ทำให้พี่ๆ Airportels
ไม่สามารถเข้ามารับกระเป๋าที่บ้านได้
เลยแวะมาฝากกระเป๋า
ที่สนามบินสุวรรณภูมิแทน

และนี่คือกระเป๋าเจ้ากรรมของพวกเรา
ไป 3 วัน มีความใหญ่เวอร์วังอลังการ


DAY 1

และแล้วก็ถึงวันที่ต้องออกเดินทางตื่นเต้นหน่อยๆ
พึ่งเคยขึ้นเครื่องบินครั้งแรก สะเดอะมาก
ไม่มีเพื่อนนี่แย่แน่ๆ เดินตามเพื่อนต้อยๆ
เพื่อนทำไรเราทำตาม

ตอนนี้ก็เข้าสู่โหมดหน้าฝน
ฟ้าที่ครึ้มยังไม่เท่าใจเราตอนนี้
แต่ต้องไม่หวั่นจ้า โนสนโนแคร์
จ่ายตังไปแล้วต้องไปให้ถึงที่สุด

เราเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอน 08:20 น.
เช็คอินเสร็จก็รอขึ้นเครื่อง
เที่ยวบินเราเวลา 09:20 น.
ถึงท่าอากาศยานภูเก็ต 10:45 น.

พึ่งรู้ทีหลังว่ามีเพื่อนไปเพิ่มอีก 2 คน
รวมกันแล้วทริปนี้ไป 6 คน
ซึ่ง 2 คนนั้นได้รออยู่ที่ภูเก็ตแล้ว
กำลังนั่งสาปแช่งพวกเราที่ยังไม่ขึ้นเครื่อง

ระหว่างเดินทางก็ขอหม่ำๆของว่างซะหน่อย
ขอบอกก่อนเลยเราเป็นโรคแพ้ยานพาหนะ
อยู่ด้วยกันไม่ได้ จะมีอาการตาปรือ
เปลือกตาจะหนักหน่อยๆ คล้ายจะต้องนอน

กำลังเคลิ้มได้ที่ แต่ดั๊นนนถึงซะก่อน
ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงหน่อยๆ
เราก็ถึงท่าอากาศยานภูเก็ตกันแล้ว
ฟ้ากำลังเปิดถือเป็นสัญญาณอันดี

เดินไปจุดนัดพบเพื่อรวมแก๊ง
ตอนนี้ก็อยู่กัน 6 คน ไม่ขาดไม่เกิน
ป่ะพร้อมเที่ยวว ไม่ต้องแบกกระเป๋า
ไม่ต้องรอเช็คอิน ดีไหมละพวกเธอ ย๊าฮู้วววว

ใกล้ๆสนามบินแบบนี้คงพลาดไม่ได้กับ
“อุทยานแห่งชาติสิรินาถ หาดในยาง”
ค่าบริการ 40 บาท/รถ

ที่นี่มีความร่มรื่นสูงมาก
บวกกับฝนที่พึ่งหยุดตกทำให้ ณ ตอนนี้
อากาศดีเป็นพิเศษ เราเดินเท้าถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ

ไม่ค่อยมีรูปวิวมาอวดเท่าไหร่
มีแต่นายแบบ 3 หนุ่ม
มัวแต่แย่งกันเป็นนายแบบ
สิ่งที่พวกเรามักจะได้ยินจนชินหูคือ
ถ่ายรูปให้หน่อย ไม่สวย เอาใหม่

เดินเรียบๆริมชายหาด
จุดประสงค์คืออยากไปถ่ายรูปเครื่องบินที่กำลังบินขึ้น
ยืนรออยู่พักใหญ่ก็เห็นเครื่องกำลังขึ้น
มันเร็วมากกกกกกก กดชัตเตอร์รัวๆๆ

ถึงจะได้รูปไม่เป็นที่พอใจก็ต้องย้ายทัพหนีก่อน
เห็นเมฆฝนมาแต่ไกล เดินเร็วสักหน่อยแล้วกัน
แต่แค่เดินเร็วมันยังไม่พอ วิ่งค่ะเพื่อน วิ่งงงงงง

เหนื่อยมากก แถมฝนไล่มาถึงพวกเราซะก่อน
ตกหนักมากอย่างกับจะชะล้างบาปร่างกายนี้

ตอนนี้ก็เกือบเที่ยงละ พอออกจากหาดในยาง
ข้างนอกดูปกติดี อยู่ภูเก็ตฝนตกไม่ทั่วฟ้า
จะมีเมฆฝนไล่เราไปเรื่อยๆทุกที่ทุกแห่งหน ยิ่งกว่าโดนไล่ล่า

พวกเราแวะรับประทานอาหารเที่ยงที่ “ลกเที้ยน”
ที่นี้คือศูนย์รวมร้านอาหารพื้นเมืองของภูเก็ต
ได้เมนูมาก็สั่งๆๆ ราคาที่นี้ค่อนข้างยุติธรรมนะ
รสชาติอาหารก็ใช้ได้เลยแหละ

หมี่ฮกเกี้ยน รสชาติจะคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา
แต่กลิ่นจะมีความพิเศษ เส้นมีความเหนียวนุ่ม

ตักคีบเพลินๆเดี๋ยวเดียวหมดชามไม่รู้ตัว เพราะมันน้อย เอ๊ยยอร่อย

เปาะเปี๊ยะสด บอกรสชาติไม่ค่อยถูก แต่น้ำจิ้มที่นี่จะมีความหวานนำมีรสของซอสบ๊วยนิดๆ มีไส้เป็นมันแกวผัด หมูแดง กุนเชียง เต้าหูทอดหั่นชิ้นเล็ก หอมเจียว ผักกาดหอม ถั่วงอกลวก ผักชี โดยประมาณ

โอ้เอ๋วของดีที่ใครๆก็แนะนำมา หน้าตาดูเหมือนน้ำแข็งใสธรรมดา แต่ความพิเศษของมันคือ ท็อปปิ้ง เจ้าตัวโอ้เอ๋วคือวุ้นใส ที่ได้จากเมล็ดโอ้เอ๋วที่แช่น้ำแล้วนำเมือกโอ้เอ้วมาผสมกับเมือกของกล้วยน้ำว้า เพื่อให้เกาะตัวเป็นก้อน ใส่ถั่วแดง เฉาก๊วย น้ำเชื่อม และน้ำแข็งใส
กินแก้ร้อนใน ลดการกระหายน้ำ
สดชื่นนนนสุดๆ

โลบะ เครื่องในหมูทอด
ที่ภูเก็ตนิยมทานเป็นของว่าง
นั่นแหน่มีสาระด้วยนะเออ!

โลบะกินกับน้ำจิ้มรสหวานอมเปรี้ยว
ทำจากมะขามเปียกเคี่ยวกับน้ำตาลใส่พริกป่น
ส่วนของที่ร้านเรารู้สึกว่าน้ำจิ้มจะติดรสหวานหน่อยๆ
อันนี้ถ่ายไม่ทันกินกันไวมากกก
จะจับกล้องมาถ่ายก็กลัวเสียเปรียบ
ณ เวลานี้จับตะเกียบดีกว่า!

นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องดื่มอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นหมวดชา หรือน้ำปั่น
ก็สั่งได้ เพราะราคาย่อมเยาว์อยู่มาก
มื้อนี้รวมทั้งหมด เสียหายไป 565 บาท

จ่ายตังกันเสร็จก็ขึ้นรถเดินทางไปยัง “จุดชมวิวเขารัง”
ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ถึงซะแล้ว
เขารังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทะเล
และตัวเมืองภูเก็ต

ถ้ามาตอนฟ้ามืดแล้วน่าจะสวยอยู่ไม่น้อย
แต่เวลามีจำกัด หลังถ่ายรูปเล่น
เจ้าเมฆฝนก็ไล่มาอีกแล้วว
แต่คราวนี้ไม่ได้กินฉันหรอก เผ่นไปขึ้นรถทัน ว๊ะ ฮ่า ฮ่า

ฝนตกค่อนข้างหนักพวกเราจึงตัดสินใจไปที่พัก
สำหรับวันแรกเราจองที่พักในเมืองนั่นก็คือ “Fulfill hostel”

ภายในอาคารจะคุมโทนด้วยสีเหลือง
ทำให้ที่นี้ดูน่ารักสดใส แถมเป็นสียอดฮิตในช่วงนี้อีกด้วย

เข้าที่พักมาก็พบกับกระเป๋า
เห็นนางแบบนี้นั่ง bangkok airways มาเด้อสู
หรูกว่าฉันอี๊กกก

ทำการเช็คอินก่อนเลย
ราคาตกคืนละ 300 บาท/คน
5 คน = 1500 บาท
น้องอีกคนกลับไปนอนบ้าน
เนื่องจากเป็นคนภูเก็ต

กุญแจเสียค่ามัดจำดอกละ 300
ถ้าอยากทานอาหารเช้า ก็คิดเพิ่มอีก
คนละ 100 บาท

Reception อยู่ 07:00–22:00 น.
ซึ่งถ้าเราจะมาหลัง 22:00 น.
ก็สามารถเข้าได้เพราะประตูเป็นระบบอัตโนมัติ
แค่อย่าลืมบัตรกับกุญแจก็พอ

ที่ Fulfill hostel จะเป็นวิวเมือง
มีทั้งหมด 4 ชั้นด้วยกัน
พวกเราได้พักที่ชั้น 3

ห้องของเราจะเป็นห้อง Twin (เตียงคู่)
ห้องมีขนาดเล็กกำลังดี ไม่ได้ดูน่าอึดอัด

และก็จะมีอีกห้อง ที่เป็นห้องรวม
ใครที่มา 4 คน ก็นอนด้วยกันได้
เม้าส์กันเพลิน อยู่ด้วยกันชิลๆ
แบบราคาประหยัด

ซึ่งชั้น 3 จะมีพื้นที่ส่วนรวม
แบ่งเป็นห้องน้ำ 4 ห้อง ห้องอาบน้ำ 4 ห้อง
มีไดร์เป่าผม สบู่ ยาสระผม แต่ไม่มียาสีฟันนะเออ
แล้วก็อย่าตกใจไป ห้องน้ำมีประตูปิดนะ

อีกทั้งยังมีโซนนั่งเล่น ห้องครัว และที่ตากผ้า
ใครอยากจะซักผ้าก็มีบริการให้
ยอดตู้ไปโลดด

พวกเราฆ่าเวลาด้วยการนั่งดูหนัง
มีเสียงฝนตกหนักๆ เปิดหนังสักเรื่อง
นั่งคุยชิลๆกับเพื่อนก็สนุกไปอีกแบบ

ฝนก็เริ่มตกปอยๆ ถ้าจะรอให้หยุดสนิท
คาดว่าคงไม่ได้ไปไหน ตอนนี้ก็ 5 โมงกว่าๆ
พวกเราออกเดินทางไป “ตลาดปล่อยของ”

กังวนอยู่นานกลัวตลาดไม่เปิด
พอไปถึงก็ตั้งแผงเกิน 60% แล้ว
ลุยหาของกินเล่นกันซะหน่อย

ไปกินปลาหมึกมา ไม้ละ 20 บาท
จัดไป 2 ไม้ น้ำจิ้มโอเค ความเผ็ดกลางๆ
ไม่ถึงกับร้องหาน้ำ
แต่ร้องหาปลาหมึกอีกไม้แทน
ก็มันเด็ดนี่นา

ถัดไปร้านข้างๆ
ทาโกยากิลูกเบิ้มใส้ปลาหมึก
ไหนลองดูสิ๊ เจ๊เจ้าของร้านก็ทำให้ร้อนๆ
ราสซอย โรยสาหร่าย

และแล้วก็มาอยู่ในมือเรา
เอ้ออมันดีนะปลาหมึกชิ้นโตกัดแล้วกรุบๆ
ลูกแรกยังเคี้ยวไม่ละเอียดดีก็ยัดลูกที่สองตาม
เดี๋ยวเพื่อนแย่งกินหมด ไม่ได้เรื่องนี้เราไม่ยอม
เมนูนี้ราคา 70 บาท

ตบท้ายด้วยน้ำร้านนมโต
สั่งชานมไข่มุก ราคา 35 บาท ถือว่าใช้ได้

เดินเล่นที่ตลาดได้สักพัก
ก็ขับรถมาแวะรับประทานอาหารตามข้างทาง
นั่นคือ โอต้าว อารมณ์คล้ายๆผัดไท หอยทอด

ส่วนผสมหลักๆจะมีหอยนางรม เผือก กากหมู
เคี้ยวเข้าไปคำแรกจะหนึบๆแป้ง มีความมันนิดๆ
กินคู่กับผักกาดดองก็อร่อยจะตัดเลี่ยนได้ดี

ร้านนี้จะอยู่ตรงข้ามร้าน “คา-นา-ล่า”
บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง โพนยางคำ
มื้อนี้หมดไป 316 บาท

ส่วนหน้าตาของโอต้าวนั้นยังเป็นความลับ
เพราะเรากินกันไม่ได้ถ่าย5555

บรรยากาศเย็นๆแบบนี้ขับรถผ่านร้านนั่งชิล
ก็ขอนั่งฟั่งดนตรีสดสักหน่อย
แอบมานั่งชิลที่ร้าน “ฮัวพาน ภาค3”
ที่ภาค3 เห็นเขาบอกกันว่าย้ายร้านมาแล้ว3รอบ

เฟรนซ์ฟรายทอดใหม่กรอบๆ
ให้เยอะมาก ชอบเป็นการส่วนตัว ฮิฮิ

ตอนนี้ก็เกือบๆจะ 5 ทุ่มและ
นั่งกินบรรยากาศกันได้ชั่วโมงกว่า
ก็ออกเดินทางไปกิน โรตีน้ำแกง

ถึงร้านปุ๊บรุ่นน้องเป็นคนภูเก็ตสั่ง “สองหนึ่ง”
งงเลยขอคำอธิบายด่วนเมนูไรเนี่ยรสชาติเป็นไงงง

พอมันพูดก็ถึงบางอ้อ
ที่นี่เขาจะสั่งโรตีน้ำแกงว่า “สองหนึ่ง”
หมายความว่า สั่งโรตีสองแผ่น ไข่ดาวหนึ่งใบ

ถ้า “สองสอง” หมายความว่า
สั่งโรตีสองแผ่น ไข่ดาวสองใบ
โอเค เข้าใจ สั่งกินได้ ลุย!

แป้งจะมีความนุ่ม ทานคู่กับมัสมั่นไก่คือดี
ที่ร้านจะมีบริการชาร้อนให้ดื่มฟรี
เขาว่ากันว่าคนภูเก็ตชอบนั่งดื่มชาร้อนแล้วพูดคุยกัน

นอกเหนือจากนั่นพวกเราก็สั่งเครื่องดื่มเพิ่ม
นมแพะ ชาเย็น นมเย็น
มื้อนี้หมดไป 285 บาท

กินกันทั้งวันจริงๆ ตอนนี้ก็ตึงๆกันละ
ตึงทั้งตา ตึงทั้งพุง ได้เวลากลับที่พัก

เราถึงที่พักตอนเที่ยงคืนนิดๆ
แยกย้ายพักผ่อนตามอัธยาศัย
งีบหลับเอาแรง พรุ่งนี้ลุยต่อ เฮ้!


DAY 2

ตั้งนาฬิกาปลุกตื่นตั้งแต่ 7 โมง
คิดว่าตื่นเช้าที่สุดแล้วไม่มีใครตื่นก่อนเราแน่ๆ
มั่นใจ มั่นหน้า เตรียมไปถากถางเพื่อน

แต่ที่ไหนได้เพื่อนอีก 2 คนตื่นตั้งแต่ตี 5 กว่า
เงียบค่ะ เนียนๆไปทำอย่างอื่นดีกว่า55555

พวกนางไปถ่ายรูปไทม์แลปแถวที่พักซึ่ง
ใกล้กับชิโนโปรตุกีส เมืองเก่าที่มีสไตล์งดงาม

มานั่งดูรูปย้อนหลัง..
จึงพึ่งรู้ว่าแอบไปถ่ายรูปตอนกลางคืนด้วย

แค่นั้นยังไม่พอ ยังแอบไปกินโรตีน้ำแกง
ร้ายกาจสุดๆ

หลังแต่งตัวเสร็จก็มูฟตัวไปชั้น 1
สามารถรับประทานอาหารได้
ตั้งแต่เวลา 07:30–10.00 น.

อาหารเช้าก็จะง่ายๆ เบาๆรองท้อง
จะมีพวกขนมปังปิ้ง แยมสตอเบอรี่
คอร์นเฟลก นมรสจืด น้ำส้ม

ระหว่างที่กินข้าวเช้า
ก็กดเรียกใช้บริการ Airportels

“ไม่อยากให้การท่องเที่ยวของคุณต้องสะดุด
นึกถึง Airportels”

อยู่ดีๆก็มีคำคมขึ้นมาเฉย
เหมือนโดนเล่นของใส่ ฮาาา

นั่งทานข้าวเสร็จสักพัก
พี่ๆ Airportels ก็มารับกระเป๋าเรา
เพื่อนำไปส่งที่พักที่ใหม่
แต่จะเป็นที่ไหนต้องติดตามนะ

ตอนนี้ก็ 10 โมงกว่าๆ
ด้วยความที่อาหารเช้าไม่เพียงพอ
ต่อกระเพาะอาหาร พวกเราก็เดินทางไป

ร้าน “โชคชัยติ่มซำ” นอกจากติ่มซำแล้ว
ก็ยังมีอีกหลายหลายเมนู อาทิเช่น ข้าวต้ม
ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว

พอนั่งที่โต๊ะปุ๊บทางร้านจะยกถาดที่ใส่ติ่มซำ
หลากหลายอย่างมาวางไว้ที่โต๊ะ
ใครอยากกินอันไหนก็ยกออกมา
อันที่ไม่กินก็ไว้ในถาดที่เดิม
หรืออยากกินอะไรเพิ่มเติมให้สั่งได้เลย

รสชาติของติ่มซำอยู่ในระดับกลาง
น้ำจิ้มมีให้เลือกถึง 3 น้ำจิ้มด้วยกัน
“จิ๊กโฉ่ว” “เสี่ยวโบ๋ย”(จะใช้พริกแดงปั่น
ผสมกับสูตรของทางร้าน จะได้รสเผ็ดนิดๆ)
อันสุดท้ายคือ “น้ำจิ้มบ๋วย”
คนที่นี่ส่วนใหญ่จะนิยมกินเสี่ยวโบ๋ยซะมากกว่า

นอกจากนี้ก็ยังสั่งขนมจีนมาด้วย
มีขนมจีนหลนปู กับขนมจีนน้ำพริก

ความเห็นส่วนตัวของเรา
ยังไม่เด็ดเท่าที่ควร
ไม่ค่อยเข้มข้น

เก็บของกันเสร็จแล้วมุ่งสู่สถานีต่อไป “วัดไชยธาราม”
หรือวัดฉลอง จุดเด่นของวัดฉลองนั้น
เป็นวัดที่ถือได้ว่ามีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม

ภายในวัดนั้นยังมีพระบรมสารีริกธาตุของหลวงพ่อแช่ม
และยังมีพระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมีประกาศ
ที่สวยงามตระการตาอีกด้วย

ได้ชมความงดงามของวัดนี้กันไปแล้ว
ยังมีอีกวัดหนึ่งค่ะที่เราไม่ไปไม่ได้เลย
นอกจากจะเป็นวัดแล้วยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม
อีกจุดหนึ่งเลยล่ะค่ะ

นั่นคือ “วัดพระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคิรี” หรือวัดพระใหญ่

การเดินทางไม่ยากแค่ต้องนั่งรถขึ้นเขา
เน้น นั่งรถขึ้นเขาค่ะ !!! จะเดินก็ได้นะ
เพราะส่วนใหญ่ชาวต่างชาติที่เป็น backpacker จะเดิน
ถือได้ว่าเป็นสิ่งท้าทายสำหรับ backpacker มากค่ะ

หลังจากที่เราผ่านอุปสรรคในการขึ้นเขามาแล้ว
ถือว่าไม่ผิดหวังสำหรับความลำบากครั้งนี้เลย
เมื่อขึ้นมาปุ๊ปก็จะเห็นพระพุทธรูปสูงใหญ่ตระการตา
ให้เราได้กราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล

ส่วนจุดชมวิวที่เราได้โม้ไว้นั้น
ก็เห็นวิวอันสวยงามไม่แพ้กัน
แถมมีลิงให้ถ่ายรูปเล่นด้วย

อ๊ะๆ มีป้ายคำเตือนนะคะ
ห้ามให้อาหารลิงและแตะต้องตัวลิงเด็ดขาด
เพราะลิงอาจจะทำร้ายเราได้ค่ะ

ตอนนี้ก็อิ่มบุญกันถ้วนหน้า
ขอออกเดินทางต่ออย่างต่อเนื่อง
พวกเราจึงเดินทางไป หาดราไวย์

เป็นหาดที่มีร้านอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก
แต่พวกเราไม่ได้แวะกินข้าวกัน
แต่จะพามาชมบรรยากาศของหาดราไวย์

แถมเจอเด็กน้อยน่ารัก
จับมาเป็นนายแบบด้วยซะเลย
ไม่เคอะเขินกล้องกันด้วยนะ

หาดราไวย์ไม่ค่อยนิยมเล่นน้ำในหาดนี้กัน
ส่วนใหญ่เป็นจุดสำหรับขึ้นเรือของนักท่องเที่ยว
ไปยังเกาะต่างๆ

ตอนนี้ก็ประมาณบ่าย3เศษๆละ
เป็นเวลาที่เหมาะไปดูพระอาทิตย์ตกดิน

ทำไทม์แล็บเก๋ๆ อ๊ะๆ อย่าพึ่งงง
พระอาทิตย์ตกดินอะไรตอนบ่าย3
น้องบอกว่าถ้าไปหลังจากนี้
จะจองที่ดูพระอาทิตย์ไม่ทันค่ะ

เพราะที่ที่เราจะไปเป็นที่ๆยอดฮิต
สำหรับการถ่ายรูป นั่นคือ “แหลมพรหมเทพ”

ขึ้นเขาอีกแล้วละค่ะท่านผู้ช๊มมม
โชคดีที่เราไม่ต้องแบกกระเป๋าให้ยุ่งยาก
ไม่งั้นชะนีอย่างอิชั้นกลับที่พัก
ตั้งแต่ไหว้พระแล้วล่ะค่ะ โฮะ โฮะ โฮะ

แวะซื้อเสบียงที่ 7–11 ก่อน
ข้างบนอาหารน่าจะแพง
เราต้องไหวตัวทัน ตุนไว้ก่อนน

ตลอดการเดินทางก็โม้ๆๆกันไปเรื่อย
จนมาถึงที่หมายแล้ว
แต่สิ่งที่เราไม่คิดว่ามันจะตามมาก็คือเมฆฝนค่ะ
ไม่เป็นไร เราปักตะไคร้เรียบร้อยแล้ว
ที่เหลือก็แค่สวดมนต์ภาวนาไม่ให้ฝนตกค่ะ ฮี่ๆ

การมาในครั้งนี้ก็ไม่ผิดหวังเช่นเคยค่ะ
แหลมพรหมเทพสวยมากจริงๆ

ท้องทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
นักท่องเที่ยววันนี้เยอะมาก

เอาล่ะ เราให้เพื่อนหาที่ถ่ายไทม์แล็บ
ส่วนเราก็หาที่ถ่ายรูปเก๋ๆ

นี่ก็เป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิต
ที่นักท่องเที่ยวต่อคิวกันถ่ายรูป

พระอาทิตย์ตกแล้ว
แสงที่สาดส่องมาสวยมากๆ
ผิวทะเลระยิบระยับด้วยแสงของพระอาทิตย์

เรายืนมองจนกระทั้งพระอาทิตย์
ลับขอบฟ้าไป..

จวบจนเวลา 1 ทุ่ม
สัญญานท้องของเราเริ่มมาละค่ะ หิววว~
ในหัวมีแค่นี้จริงๆ

ขึ้นรถปุ๊ปก็เคลียร์ๆกันว่าจะกินที่ไหนดี
ก็ได้คำตอบว่าไปกินที่หาดป่าตอง
ไม่รู้อะไรดลใจเหมือนกัน
ทั้งๆที่รู้ว่าแถวนั้นอาหารแพง

หลังจากจอดรถปุ๊บก็ตระเวนหาร้านกันยกใหญ่
แต่ละร้านไม่รู้แข่งกันแพงไปไหน
จนมาเจอร้าน “……”
ไม่ขอประสงค์ออกนาม

แต่เป็นที่รู้กันดีกว่า
แถวป่าตองอาหารแพงทุกร้าน ฮือออ

คิดว่าราคาหารกัน 6 คนน่าจะได้อยู่
ก็สั่งกันแบบเกรงใจ
ไม่ได้เกรงใจกันเองนะ เกรงใจราคา5555
สวนเราไม่กล้าสั่ง ให้เป็นหน้าที่เพื่อนแล้วกัน

ก็สั่งอาหารเป็นเซ็ตทะเลย่าง
ข้าวผัดปูจานใหญ่
ข้าวผัดกุ้งจานใหญ่
ต้มยำกุ้ง
ผัดเปรี้ยวหวานปลากระพง
ปลากระพงทอดน้ำปลา

สิ่งที่อึ้งไปกว่าอาหารคือค่าน้ำค่ะพี่น้อง
soft drink ทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำเปล่า
ราคา 100 บาทค่ะ
เลยสั่งน้ำอัดลม 1 กระป๋องต่อ 2 คน ฮ่าๆๆๆ

ความหวังตอนนั้นคือเอาว้ะ
แพงก็ต้องได้อาหารที่อร่อยและสดใหม่
แต่เปล่าเลยค่ะ กุ้ง ปลาหมึกไม่สดเลย

สรุปเสียดายอาหารมื้อนี้มากเลยค่ะ
อย่าว่าเรานะ
ถือว่ามารีวิวให้ทุกคนรู้ละกันเนอะ
มื้อนี้เสียค่าบาดเจ็บไป 3479 บาทค่ะ
กรีดร้องในใจไม่มีใครได้ยิน ฮือออ

อย่างเคยถ่ายรูปมาไม่ครบ
หิวมากกไม่ไหวแล้ววว

หลังจากที่กินอะไรเสร็จเรียบร้อย
ด้วยความที่มาถึงที่นี่แล้วจะไม่เดิน
สตรีทวอร์คที่ภูเก็ตมันก็ไม่ได้ค่ะท่านผู้ชม

ถือว่ามาเปิดหูเปิดตาเนอะ
ระหว่างทางก็จะมีคนหลอกล่อเรา
โชว์ป้ายต่างๆนาๆ
ต้องใจแข็งนะคะ อย่าไปสนใจ55555

ช่วงที่เราไปไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่น
ทำให้คนไม่ค่อยเยอะมาก
เดินกันแบบสบายๆ

เดินจนสุดทางแล้วก็วกกลับไปที่รถ
เดินทางกลับที่พักแสนสุขของเรากัน

ตอนนี้เป็นเวลา 22:40
ถึงที่พักของเราเรียบร้อย

ที่พักที่สองคือ “Doolay Hostel”
ติดกับหาดกะรน ได้วิวทะเลเต็มๆ
ราคาก็ไม่แรงอย่างที่คิด ตกคนละ 250 บาท

ถ้าหากมากับเพื่อนหลายคน
ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้พักด้วยกันนะ
ถ้ามากันเยอะห้องนั้นก็แทบจะเป็นของเราเลยแหละ

บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างดี
เนื่องจากเป็นโซนที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างมาเยอะ

ในส่วนของห้องนอนนั้นก็มีพื้นที่ให้เดินสะดวก
เตียงนอนนิ่มๆ มีตู้ล็อคเกอร์ให้เก็บของ
ปลอดภัยหายห่วงถ้าไม่โดนงัด ฮิฮิ

เขาก็มีบริการมีสบู่ ยาสระผม ไดร์เป่าผมให้
แต่ไม่มีผ้าเช็ดตัว ถ้าต้องการผ้าเช็ดตัว
ทางที่พักก็มีบริการให้ ตกผืนละ 20 บาท

ห้องน้ำจะแบ่งเป็นชายและหญิง
โดยมีผ้าม่านกั้นกลางระหว่างเราหน่อยๆ
ตัวห้องน้ำก็จะมีที่อาบน้ำภายในตัว
รวมๆแล้วมีทั้งหมด 10 ห้อง

เรื่องความสะอาด หายห่วงได้เลย
ที่นี่ค่อนข้างสะอาด มีแม่บ้านคอยดูแลตลอด
แถมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มีวินัยกัน

ภายในตึกตกแต่งสวยงาม สไตล์วินเทจ
ไฟจะออกส้มๆทั่วทั้งที่พัก
มีโซนนั่งเล่น ห้องครัวจิ๋ว

บรรยากาศดีเลยใช่ไหมล่า
ตอนนี้ก็เหนื่อยมากแล้ว
ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ


DAY 3

08:00 น. คือเวลาที่ต้องทรยศร่างกาย
ตื่นแล้วก็แจ๊นไปอาบน้ำก่อนกลัวคนแย่ง
เสร็จแล้วก็เก็บของกัน

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว
ต้องกลับบ้านแล้ววว
เที่ยวให้เต็มที่สะหน่อย

09:00 น. พวกเรามารวมตัวกันที่ข้างล่าง
ทำการเช็คเอาท์และฝากกระเป๋า

เพราะเราจะใช้บริการ airportels อีกเช่นเดิม
เนื่องวันนี้เราจะต้องใช้ความคล่องแคล่ว
ในการโพสต์ท่าถ่ายรูปที่ย่านชิโน-โปตุกีส

เอาล่ะก่อนจะทำอะไรสักอย่าง
กองทัพมันต้องเดินด้วยท้องค่ะ
รู้สึกเมื่อวานเราจะกินอาหารทะเล
ไม่พอต่อความรู้สึก

ฉะนั้นวันนี้เราจะกินอีก กินให้จุใจจ

ขับรถผ่านหาดกะตะ
ก็ต้องขอวาปถ่ายรูปซะหน่อย

เช้าขนาดนี้ก็เริ่มมีผู้คนมาเล่นน้ำกันแล้ว
แต่ต้องระวังกันนิดนึง
เขาปักธงแดงไว้ เนื่องจากเป็นช่วงมรสุม
ลมค่อนข้างแรง คลื่นสูงอีกต่างหาก

แต่ชาวต่างชาติส่วนมากไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่
อาจจะชอบซะด้วยซ้ำ
มันซะใจดีหรืออะไร5555

ไหนๆ ผลัดกันถ่ายหน่อย
ฉันก็อยากมีรูปเหมือนกันนะ

หลังจากเอาเท้าแตะทรายและถ่ายรูปมาสองสามรูป
ก็นั่งรถมุ่งไปหาดราไวย์
ที่ที่เราจะมาทานอาหารทะเลในครั้งนี้

เอาอีกละ การปักตะไคร้ของเราเมื่อวานไม่ได้ผล
ฝนตกมาหนักมากกกก

พอถึงร้านอาหารก็มีพนักงานเอาร่มคันใหญ่
มารับเราที่รถค่ะ

ร้านที่เรามาทานครั้งนี้ชื่อร้าน “ศาลาลอย”
พอถึงโต๊ะ พี่พนักงานก็เอารายการอาหารมาให้ดู
ราคาอาหารในครั้งนี้เป็นมิตรมากๆ
มากเวอร์ มากสุดๆ

เอ้า สั่งสิคะรอไร ฮี่ๆ
เต็มที่ไปเลยยย ไม่ต้องสั่งแบบตะมุตะมิแล้ว

ไม่ถึงสิบห้านาที
อาหารก็เริ่มมาทีละอย่าง สองอย่าง
ยอมรับเลยค่ะอาหารอร่อยทุกอย่างจริงๆ

กินของคาวแล้วป้าที่น่ารักก็มาแนะนำของหวาน
ให้เราสั่งข้าวเหนียวมะม่วงมาลองชิม
ขอบอกเลยอร่อยมาก มะม่วงหวานตัดกับกะทิได้ดี
ข้าวเหนียวไม่หวานจนเกินไป
ทำให้กินรวมๆกันแล้วกลมกล่อม

หัวใจตรงกลางสะด้วย
มุ้งมิ้งไปอีก

มื้อนี้หมดไป 1614 บาท
ราคาเป็นมิตร น่าคบหา
ใครที่มาแนะนำร้านนี้เลย
ให้ สิบ สิบ สิบ ไปเลยจ้าาา

ของหวานสำหรับเรามันยังไม่พอ
ไปออกหากินกันต่อ มีน้องแนะนำมาว่า
ให้เป็นกินไอติมไข่ งงสิ เราก็งง
ไม่เป็นไรวันนี้แหละเราจะได้ลอง

พอมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง
ลงมือสั่งเลย ที่เราสั่งไปก็มีไอติมทอด
ไอติมทรงเครื่องและสุดท้ายไอติมไข่

ในส่วนของไอติมไข่
เขาทำให้เราเห็นจะๆเลย
โดยเขานำไข่แดงสดละเลงให้ทั่วไอติมวานิลลา
รอมันแข็งตัวแล้วเขาก็ตักเสิร์ฟค่ะ

รสชาติก็จะมีความมันของไข่แดง
กินหอมของวานิลลา แต่ไม่มีความคาวเลยนะ
สำหรับคนที่กลัวคาวอยากให้ลองกินดู
แนะนำให้กินตอนแข็งเด็ดสุดไรสุด

กินเสร็จแล้วก่อนที่เราจะไปถ่ายรูปกัน
มันมีพิพิธภัณฑ์นึงที่น่าไป
เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าประวัติของชาวจีนในภูเก็ต
ในส่วนของการเดินทางนั้นอยู่ไม่ไกลจากร้านไอติมไข่
นั่งรถไม่ถึง10นาทีก็ถึงค่ะ

และแล้วเราก็ถึง ”พิพิธภัณฑ์ไทหัว”
ลงจากรถแล้วก็ปรี่ตัวเข้าไปซื้อบัตรก่อนเลย
ราคา 50 บาท ต่อคน ถือว่าไม่แพง

พอเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ไปก็จะมีเจ้าหน้าที่
พาทัวร์รอบพิพิธภัณฑ์
บอกเล่าประวัติความเป็นมาของคนภูเก็ต
ตลอดจนอาหารพื้นเมือง

สำหรับใครที่สนใจมาเที่ยวภูเก็ต
วันแรกแนะนำให้มาที่นี่เลย
เขามีแผนที่ร้านอาหารเจ้าดัง
หลากหลายแห่งให้เราได้ชม
รวมถึงสถานที่เที่ยวด้วย

พลาดมากๆมาวันสุดท้าย55555
ก็เดินเล่นกันไปเรื่อยๆจนหนำใจ
แล้วก็เตรียมออกเดินทางต่อ

พวกเราเดินเท้ามายังย่านเมืองเก่า “ชิโนโปรตุกีส”
เป็นที่รู้จักกันดีเพราะที่แห่งนี้ดังมากในเรื่องของตึก
อาคาร บ้านเรือน ที่มีกลิ่นอายของโปรตุเกส
ถูกออกแบบมาอย่างคลาสสิคไว้ให้เราไปถ่ายรูปกันชิคๆ

ตลอดตามทางที่เดินผ่านมาก็จะพบกับร้านคาเฟ่
ร้านอาหาร ที่ตกแต่งได้อย่างน่ารักมากมาย

แต่วันที่เราไปนั้นมันตรงกับวันอาทิตย์พอดี
ก็เลยมีตลาดนัดหลาดใหญ่มาตั้งด้วย

เอาละไง ชะนีอยากถ่ายรูปอ่ะ
เลยโด้นแคร์สายตาประชาชี
จัดคอมโพสพร้อมถ่ายไปสักแชะสองแชะ

จริงๆชิโนโปรตุกีสเป็นสถานที่วันแรก
ที่เราจะมาเดินเล่น แต่ฝนตกหนัก
ทำให้ต้องเปลี่ยนแผน

วันนี้ก็ยังคงตกเช่นกัน
แต่แค่ปอยๆเท่านั้น
ทำให้เรายังสนุกกับการเดินเล่นได้
แถมเอาเสื้อกันฝนมาเป็นพร๊อพด้วยซะเลย

ถ่ายไปถ่ายมาเริ่มหิวละจ้าา
เลยซื้ออะไรรองท้องนิดหน่อยก่อนเดินทาง
เก็บท้องไว้ไปกินร้านเด็ด

ร้าน “หมี่ต้นโพธิ์” นั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
จากย่านชิโน-โปรตุกีส
หลังจากเราเดินมาสักพักก็พบร้านที่เด่นสง่า
ข้างสี่แยก เอ้า ไม่พูดพร่ำทำเพลง
ละเลงสั่งกันอย่างเต็มที่กันเลยเพื่อนพ้อง

รสชาติของหมี่ต้นโพธิ์นั้นสำหรับเรา
คิดว่าไม่ต่างจากหมี่สะปำเท่าไรค่ะ
ส่วนผสมอาจจะต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้เรายังสั่งห่อหมกปลา
อร่อยมากกก
นอกจากนี้ก็มีหมูสะเต๊ะ
เด็ดที่น้ำจิ้มนี่แหละ ต้องไปลองนะพูดเลย

หลังจากทานเสร็จแล้วก็เรียกพนักงานเก็บเงิน
มื้อนี้บาดเจ็บไปทั้งสิ้น 640 บาาค่า


เวลาผ่านไปไวเหมือนกับรีวิวที่กำลังจะจบ เสียจายย~
ตอนนี้เวลา 20:30 น.
พวกเราก็ถึงท่าอากาศยานภูเก็ตเรียบร้อย
แต่ในขณะเดียวกันกระเป๋าเราถึงบ้านแล้ว
อันตัวฉันยังอยู่ภูเก็ตอยู่เลย

เที่ยวบินเราเวลา 21:15 น. ถึงกรุงเทพ 22:35 น.
ค่อนข้างจะเพลียกันนิดหน่อย
ก็เที่ยวซะคุ้มเลย

หวังว่าการเขียนรีวิวครั้งนี้จะทำให้เพื่อนๆ
อยากออกเดินทางไปเที่ยวที่ภูเก็ตกันนะ

สุดท้ายนี้ชะนีอยากจะบอกว่า
โยนกระเป๋าทิ้งไป (ให้ airportels)
แล้วไปเที่ยวให้หนำใจกันเถอะค่ะ

บ๊ายบาย~

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade