#อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป

“อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป” ประโยคที่เข้าใจง่ายแต่ทำไม่ค่อยจะง่ายนัก หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างสะดุดตาและทำให้ผมอยากอ่านมันหลายต่อหลายครั้งเวลาเดินผ่านมุมหนังสือขายดีของร้านหนังสือ จนวันนี้ได้ซื้อกลับมาอ่านจนจบ ก็ทำให้ได้พบความลึกซึ้งของประโยคเรียบๆง่ายๆนี้มากขึ้น
บ้านใครๆก็ต้องรกทั้งนั้น
นี่เป็นสิ่งที่เป็นความเชื่อของผมก่อนหน้านี้และเป็นความจริงที่เห็นในหลายๆบ้านทั้งบ้านตัวเอง(ที่รกแบบสาหัส)และบ้านเพื่อนๆคนอื่นๆที่เคยไปล้วนแล้วแต่มีความรกอยู่ ซึ่งทุกครั้งเวลาที่ได้ดูแบบบ้านสวยๆที่จัดทุกอย่างอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่มีสิ่งของใดๆวางอยู่ก็ทำให้คิดว่าใช่สิ เพราะยังไม่มีคนอยู่นี่นา พอเข้าอยู่ปุ๊บก็ต้องมีสิ่งของมากมายตามมาทำให้บ้านมันรกอยู่ดีแม้จะแต่งบ้านให้สวยและเรียบร้อยเพียงไหนก็ตาม
บ้าน vs โรงแรม
นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ใครหลายๆคนชอบโรงแรมมากกว่าบ้าน เพราะโรงแรมสะอาดสะอ้าน ไม่มีสิ่งของใดๆรกอยู่เลย โรงแรมนั้นมีแค่สิ่งอำนวยความสะดวกเล็กน้อยแค่พอที่จะจำเป็นจริงๆ แล้วทำไมเราทำให้บ้านเหมือนโรงแรมไม่ได้กันหล่ะ
ทั้งหมดเพราะสิ่งของที่มี
เมื่อลองคิดดูสิ่งที่ต่างกันมากระหว่างบ้านและโรงแรมก็คือสิ่งของอันมากมายที่อยู่ในบ้าน ที่ประมาณสัก 80–90% ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น โดยเราคิดกันไปเองว่ามันจะจำเป็นในอนาคต หรือเป็นอดีตที่อยากจำไม่อยากจะลืม
ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้
สิ่งที่ชอบมากคือทำให้เราเข้าใจคำว่า อะไรคือสิ่งไม่จำเป็น และทำให้เราสามารถอยู่กับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ หรือการกระทำใดๆก็ตามที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งในหนังสือนี้ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมไม่จำเป็นของเราหลายๆอย่างนั้นเกิดมาจากสิ่งของที่มากมายเกินความจำเป็นในบ้าน และยังทำให้เราไม่อยากทำสิ่งที่จำเป็นแม้จะรู้ว่ามันจำเป็น เช่นการความสะอาดเพราะสิ่งของในบ้านนั้นเยอะเกินไปทำให้การทำความสะอาดนั้นดูจะยากลำบากเหลือเกิน
ความมินิมอล
ใครๆก็รู้จักการออกแบบสไตล์มินิมอลโดยออกแบบอะไรให้เรียบๆ ทำทุกอย่างให้น้อยแต่มาก ทำให้ทุกๆสิ่งดูสบายตาและหลายๆคนก็ชอบความมินิมอลนี้เสียด้วย แต่แล้วทำไมหลายๆคนที่ชอบความมินิมอลนี้กลับมีน้อยคนนักที่มีบ้านหรือที่อยู่อาศัยแบบมินิมอลเป็นของตัวเองทั้งๆที่หลายคนต้องรู้จักและเคยเห็นการออกแบบบ้านแบบมินิมอล หรือไปโรงแรมที่ออกแบบอย่างมินิมอลและคุ้นเคยกับมันอย่างดี สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้ทำให้เข้าใจว่าการที่เราจะมีชีวิตแบบมินิมอลนั้นทำอย่างไรโดยเริ่มตั้งแต่การทิ้งสิ่งของให้เหลือแต่สิ่งจำเป็นเท่านั้น และมีสิ่งของใหม่ๆเพียงสิ่งที่จำเป็น
สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนได้ห้องที่เรียบง่าย ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขมากขึ้น เริ่มมาจากการเป็น Minimalist นั่นเอง
Minimal is not a style , It’s life style
