Entrepreneurship School Program — หลักสูตรธุรกิจสำหรับเด็กมัธยม (1/2)

โรงเรียนมัธยมที่สอนเด็กให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์

Peesamac
Peesamac
Jul 23 · 6 min read

ก่อนอื่นเลย เนื่องจากสิ่งที่เราได้ทดลองทำมาและอยากจะมาแชร์น้ันมีเยอะมาก ผมขอแบ่งบทความออกเป็น 2 ตอนย่อย โดยตอนแรกจะเป็น ‘WHY & WHAT’ (หลักสูตรนี้คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง) ส่วนตอนที่สองจะเป็น ‘HOW’ (การออกแบบหลักสูตรที่เราใช้) ถ้าใครอยากอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบหลักสูตร สามารถกดไปอ่านตอนที่สองก่อนได้เลยครับ [ตอนที่ 2 : กดที่นี่]


เรื่องย่อตอนที่ 1 :

  • BASE ได้ไปเปิดวิชาใหม่ที่ โรงเรียนเพลินพัฒนาในหลักสูตรผู้ประกอบการให้น้องๆ ม.ปลายมาเป็นระยะเวลา 1 ปี มีอะไรที่น่าสนใจเยอะมาก มาดูผลลัพธ์ที่ได้จาก 1 ปีกัน (ตุ๊กตานิทานไทยโบราณ เพลงลูกทุ่งแนวใหม่ อาหารแท่งถือกินได้ สบู่พกพาสำหรับนักกีฬา ปากกาเคมีไม่อันตราย)
  • อะไรคือวิชาผู้ประกอบการ และ ทำไมต้องมีวิชาผู้ประกอบการในโรงเรียน ทักษะ หรือ องค์ความรู้ต่างๆ ที่สามารถสร้างได้จากวิชาผู้ประกอบการมีอะไรบ้าง
  • แนวคิดของการสอนการเป็นผู้ประกอบการในโรงเรียนมัธยม อะไรที่เป็น Learning ที่ได้จากประสบการณ์สอนโดยตรงภายในโรงเรียนทางเลือก

ทำไมโรงเรียนต้องมีวิชาผู้ประกอบการ ?

เรื่องของธุรกิจ เป็นเรื่องของใคร?

คำถามนี้เป็นคำถามแรกที่เราถามกันตอนก่อตั้ง BASE Playhouse เราไม่เชื่อว่าความรู้ธุรกิจถูกจำกัดไว้แค่คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยคณะ Business เท่านั้น เพราะเราต่างก็สัมผัสมากับตัวอย่างชัดเจนว่า ‘ความรู้ธุรกิจ’ เนี่ยแหละ เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการหรือคนที่ทำงานประจำ การมีความรู้ธุรกิจเป็นเหมือนแต้มต่อที่ทำให้เราเข้าใจองค์รวมของโลกทุนนิยมทั้งหมดว่ามันมีกลไกการหมุนไปอย่างไร เราจะสามารถทำตัวได้ถูกกับสถานการณ์ เพราะงานที่เราทำทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งในกลไกนั้น และบางคนก็สามารถกลับด้านความรู้ธุรกิจ จากการทำในองค์กร มาต่อยอดความฝันหรือ Passion ที่มี จนสร้างอาชีพในแบบของตัวเองได้สำเร็จอีกด้วย

เราเลยเริ่ม BASE Playhouse ขึ้นมาเพื่อเปิดเป็นหลักสูตรให้น้องๆ มัธยมทั่วไทย (ตอนเขียนนี่ก็กำลังจะเข้าคอร์สครั้งที่ 20 แล้ว) เข้ามาเพื่อ เล่น เรียน รู้ กับเราได้สักพัก คำถามที่เกิดขึ้นถัดมาจาก เมธวิน CEO ของเราว่า — เป็นไปได้ไหมที่หลักสูตรธุรกิจ จะไปอยู่ในโรงเรียนมัธยม? — จากคำถามนั้น เราตอบมันด้วย action ที่เดินเข้าไปติดต่อโรงเรียนที่เปิดกว้างในนวัตกรรมการศึกษาอย่างมากแห่งหนึ่งในประเทศไทย “โรงเรียนเพลินพัฒนา​” โรงเรียนทางเลือกที่ใจดีแห่งนี้แหละครับ ที่ทำให้หลักสูตร ‘Entrepreneurship Program’ ระยะยาว 3 ปี ของเราเกิดขึ้นมาได้ และตอนนี้เรากำลังเริ่มปีที่สองอย่างเข้มข้นในปีการศึกษา 2019 นี้ เลยจะมาแชร์ให้ทุกคนที่สนใจได้ดูกันว่า เราผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรกันมาบ้าง

บรรยากาศการสอนวิชาผู้ประกอบการของเด็กมัธยมและเด็กมหาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ) ที่ BASE Playhouse มีโอกาสไปจัดให้

อะไรคือวิชาผู้ประกอบการ ?

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองตอนอยู่มหาวิทยาลัยว่า ‘ผู้ประกอบการ​ (Entrepreneur)’ หรือ ‘เจ้าของกิจการ’ เนี่ย จำเป็นต้องมีมหาวิทยาลัยมาสอนด้วยหรอ ที่มาของความคิดนี้ของผมก็เกิดจากการฟังเพื่อนเล่าวิธีการสร้างธุรกิจของอากงที่บ้านจนกลายเป็นธุรกิจพันล้าน หรือ ไอดอลอย่าง ‘สตีฟ จ็อบส์’ หรือ ‘มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก’ สองคนนี้ที่สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรม แถมในมุมธุรกิจ พวกเขาก็ยังมี Business Model มารองรับแบบไม่เจ๊งอีกด้วย ถ้าคนเหล่านี้ทำแล้วไม่เจ๊ง แปลว่าจริงๆ ไม่ต้องเรียน ก็ไม่เจ๊งหรือเปล่า

คำตอบแบบนี้ของผมอาจจะโลกสวยเกินไปในโลกแห่งความจริง จริงๆ แล้วถ้ามองตามหลักวิชาการหน่อยๆ คนเราจะเก่งขึ้นได้ ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อม บริบท ความบังเอิญ ต้นทุน ที่ทำให้เขาเหล่านั้นเกิด Competency หรือสมรรถนะ หรือผมชอบเรียกกับตัวเองง่ายๆ ว่า ‘ความเก่ง’ ขึ้นมาให้ได้ เพราะการจะเก่งในเรื่องๆ หนึ่งได้นั้น เขาต้องมีทั้ง ‘ความรู้’ ที่จำเป็น (เช่น วิธีคิดกำไรขาดทุน ความรู้เฉพาะทางเช่นการ Coding) ‘ทักษะ’ (เช่นการจัดการคน การคุยกับคน) และ ‘ทัศนคติ’ ที่เหมาะสม (เช่น การมองโอกาสใหม่ๆ เสมอ) ถ้าเปลี่ยนหัวมามองแบบนี้ แน่นอนว่า คนที่อยู่ในที่ที่เหมาะสม เขาก็กลายเป็นผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ถ้าใครไม่ได้อยู่ในบริบทแบบนั้นละ เราจะสร้างมันได้ไหม และคำถามที่สำคัญกว่า ก็คือ เราจะสร้างมันในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เรียกว่า “ห้องเรียน” ของเราได้หรือไม่ ด้วยต่างหาก

จริงๆ แล้วนิยามของผู้ประกอบการในงาน Research ทั่วโลกมีจำนวนมาก แต่ผมขอ เริ่มจากมุมมองของคำว่า ‘ความเป็นผู้ประกอบการ’ หรือ Entrepreneurship กันก่อนดีกว่า ผมขอยกคำอธิบายง่ายๆ จากนิยามของ ศาสตราจารย์ Howard Stevenson ผู้เป็นเจ้าพ่อในวงการการศึกษาด้านการเป็นผู้ประกอบการที่ Harvard Business School (HBS) ว่า

“Entrepreneurship is the pursuit of opportunity beyond resources controlled”
ความเป็นผู้ประกอบการ คือการแสวงหาโอกาสที่อยู่นอกเหนือทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัด

แน่นอนครับ นิยามง่ายๆ แบบนี้ แต่การที่เราจะสร้างให้คนๆ นึง มีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาในตัว เราจะทำอย่างไรได้บ้าง สำหรับการออกแบบหลักสูตรนี้ให้กับโรงเรียนเพลินพัฒนา เราสร้างหลักสูตรให้มีระยะเวลา 3 ปี และมีเนื้อหาที่ต่อกันตลอด 3 ปี น้องๆ จะได้เรียนต่อเนื่องตั้งแต่ม.4 ถึงม.6 โดยช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้อยู่ คือเข้าปีที่ 2 ที่ได้เราได้มาสอนน้องๆ กันแล้ว

ปี 2018 : เป็นวิชาเลือกให้นักเรียน GRADE 10–12 (ม.4-ม.6)
>
น้องๆ ที่สนใจสามารถเลือกลงเรียนได้
> เรียนเป็นเวลา 1 ปี ชั้นละ 3 คาบ
> ตัดเกรดเหมือนวิชาทั่วไป แต่เราใช้ ‘Gamified Grading System’ หรือ การใช้กลไกของเกมในการตัดเกรดเพื่อให้น้องๆ ไม่เบื่อ
> เป็นหลักสูตรต่อเนื่องในอนาคต ดังนั้น Grade 10 ที่เรียนปีนี้ พอขึ้นไปเป็น Grade 11 ที่อยากเรียนอีก ก็ต้องมีเนื้อหาที่ต่อยอดจากเรียนปีที่แล้ว

ปี 2019 (ปีนี้) : เป็นวิชาหลักให้นักเรียน GRADE 10–12 (ม.4-ม.6)
(จากความสำคัญของเนื้อหาและผลลัพธ์ที่ออกมาในปีแรก ทำให้ทางโรงเรียนตัดสินใจเปลี่ยนจากวิชาเลือก เป็นวิชาหลักแล้วครับ)
> น้องๆ ทุกคนในสายศิลป์จะได้เรียนวิชานี้
> เวลาเรียนในปีนี้ยังคงเท่าเดิม คือชั้นละ 3 คาบ
> ต้องปู backgroud น้องๆ ที่ไม่ได้เรียนปีที่แล้ว เพื่อเรียนต่อในปีนี้ให้ได้


เรียนวิชานี้แล้วได้อะไร?

โลกของเราตอนนี้ต้องการคนแบบนี้ครับ — Doers, Makers, Cutting-edge thinkers ผู้ลงมือทำ ผู้สร้างสิ่งใหม่ๆ และนักคิดล้ำสมัย — เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมากระดับวินาที คนกลุ่มนี้จึงจะมาช่วยตอบสนองการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้กับโลกใบนี้ คำถามคือ..

ใครเป็นผู้ผลิตคนกลุ่มนี้ให้กับโลกใบนี้ครับ ?

ก.)โรงเรียน
ข.) พ่อแม่
ค.) นักเรียน

โดยเฉพาะ ‘วิชาผู้ประกอบการ’ หรือ ‘ความรู้ในโลกธุรกิจ’ บางทีก็มีการโยนไปให้ ง.) ภาคธุรกิจ เป็นคนติววิชาเหล่านั้นซะอย่างนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วคำตอบที่ดีที่สุดก็คือ การร่วมมือกันมากกว่าครับ ถึงจะสร้างคนแบบที่เราต้องการขึ้นมาให้กับโลกใบนี้ได้

ข้อดีอย่างมากของการมีวิชาผู้ประกอบการก็คือ ถ้าจะทำให้เด็กสักคน มีความสามารถตามนิยามข้างต้นได้ เขาต้องผ่านการเติมความรู้ การฝึกฝน และการมองโลกแบบใหม่ๆ อย่างมากมาย ทำให้ระหว่างทางการเรียนรู้ เขาเกิดการวิเคราะห์ถึงปัจจัยสำคัญด้วย ความคิดเชิงวิพากษ์​ (Critical Thinking) ใช้ ความคิดสร้างสรรค์ ที่มีอยู่ในตัว (Creativity) มองหาโอกาสมาสร้างสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ระหว่างความผิดพลาดที่เป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ จะช่วยทำให้เขาสร้างความมั่นใจ และความมุ่งมั่นได้อย่างมาก และแน่นอนว่าธุรกิจไม่ได้ทำด้วยตัวคนเดียว เขายังได้ฝึก การสื่อสาร (Communication) และ การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) ไปในตัว (ครบ 4C ทันที) ยิ่งในปัจจุบันที่เด็กเหล่านี้มีโลก Digital อยู่ในกำมืออยู่แล้ว ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างให้เขากลายเป็น ‘นักแก้ไขปัญหา (Problem Solvers)’ ตัวเป้ง ที่แม้ว่าผลของการเรียนรู้ในวิชานี้ เด็กบางกลุ่มอาจจะไม่ได้ไปถึงขั้นเปิดธุรกิจขึ้นมาทุกคน แต่พวกเขาก็สามารถนำทักษะและมุมมองต่างๆ ที่ได้เหล่านี้ ไปออกแบบงานในฝัน ที่แต่ละคนอยากจะทำในอนาคตได้อย่างแน่นอน

‘วิชาการเป็นผู้ประกอบการ’ เหมือนเป็นแพ็คของกระบวนการเรียนรู้ ที่อัดแน่นไปด้วยทักษะและมุมมองสำคัญๆ .. เป็นเหมือนอาวุธลับที่ให้เขาพกติดตัวไป

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ การออกแบบเป้าหมายการเรียนรู้ (Learning Outcome) ของเรา ที่ต้องการจะทำให้วิชาเลือกนี้ กลายเป็นระยะเวลา 3 ปี ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของน้องๆ ที่จะสามารถมาเติมความรู้ ฝึกทักษะ สร้างมุมมองใหม่ๆ ผ่านกิจกรรมแบบเกม อันเป็นกลไกหลักของเรา


OUTCOMES SHOWCASE

มาดูกันว่าจบ 1 ปีของหลักสูตร Entrepreneurship Program ของเราที่โรงเรียนเพลินพัฒนา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน เป็นอย่างไรบ้าง เราเห็นอะไรจากโปรเจคของน้องๆ แตกต่างอย่างไรจากที่เราวางแผนไว้ มีอะไรที่ Surprise เรา มีอะไรที่ดราม่า น้ำตาร่วง มีอะไรที่สนุกเกิดขึ้นบ้าง และที่สำคัญ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเอาของมาโชว์ เราไปดูกันดีกว่าว่าภายใน 1 ปี เด็กแต่ละชั้นสร้างอะไรขึ้นมาบ้าง ไปดูกันได้เลยครับ..

GRADE 10 (มัธยมศึกษาปีที่ 4) — ปีของการสร้างไอเดียธุรกิจ

เป้าหมายที่เราอยากได้จากชั้นนี้คือการสร้างต้นแบบธุรกิจ หรือ Prototype ขึ้นมาจริงๆ ไปลองสัมภาษณ์ว่าที่ผู้ใช้หรือว่าที่ลูกค้าจริงๆ ว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน เอามาปรับปรุงให้เป็นต้นแบบเวอร์ชั่นที่ลูกค้าเป้าหมายทุกคนเห็น ต้องอยากซื้อทั้งหมด สิ่งที่เราสอนในชั้นนี้เป็นกระบวนการคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking ที่ลงลึกมากจนไปถึงแก่นของนักออกแบบที่แท้จริง ไปดูกันว่าผลงานน้องๆ ได้ออกมาเป็นแบบไหนบ้าง

1. นิทานกอดนอน
Team
: อัน อิง พลอย ซาซ่า
Problem and Starting point : สี่คนนี้บอกว่าอยากทำโปรเจคต่อจากวิชาศิลปะ ที่นำนิทานพื้นบ้าน มาใส่ในตุ๊กตา ให้เด็กๆ สามารถกอดไปด้วย และเรียนรู้เรื่องราวความเป็นไทยไปด้วยพร้อมกัน ภายใต้ชื่อเก๋ๆ ว่า “นิทานกอดนอน” ซึ่งเกิดจากไอเดีย ที่น้องๆ ต้องการยกระดับนิทานพื้นบ้านของไทย มาอยู่ในตุ๊กตาผ้าห่ม ที่ให้เด็กกอดนอนได้ คำถามแรกที่เราถามกลุ่มนี้คือ ขายใคร ทำไมเขาต้องซื้อ และเขาจะซื้อมันเพราะอะไร Insight ที่น้องกลุ่มนี้ต้องการแก้คือ เด็กเหงา ไม่มีเพื่อน พ่อแม่ก็อยากได้ของเล่นที่ทั้งสนุกและให้ความรู้ นอกจากนี้ ยังได้แทรกเรื่องราว วัฒนธรรม ที่เด็กยุคใหม่ไม่ค่อยได้รู้จัก เข้าไปด้วยพร้อมๆ กัน นอกจากนิทานกอดนอน ทีมนี้ยังใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปด้วยการทำเป็นเว็บไซต์ให้เลือกสร้างตุ๊กตาตามใจแบบ Customized ได้ เก๋ๆ แค่ไหน ไปดู Present กัน

2. ยกระดับเพลงลูกทุ่ง
Team :
กัน
Problem and Starting point
: น้องกัน พูดว่าผมจะทำเพลงลูกทุ่งแนวใหม่ พวกเราก็อูหูวกันเลยทีเดียว เรารู้อยู่แล้วว่าน้องคนนี้ชอบเรื่องเพลง สามารถทำเพลงได้ พอกันตอบคำถามนี้มา เราเลยเชียร์ว่าทำเลย ปัญหาหลักๆ ที่กันอยากจะแก้คือ ภาพลักษณ์ของเพลงลูกทุ่ง ที่เกิดจากคนไทยบางกลุ่มดูถูกคนไทยกันเอง ทำให้กลุ่มคนฟังบางคนโดนหาว่าเชย ทั้งที่จริงๆ เป็นสิ่งที่มีเสนห์มากๆ วิธีการที่กันทำคือการแต่งเพลง Cover ด้วยเครื่องดนตรีสมัยใหม่ แต่ยังคงความเป็นต้นฉบับอยู่ โดยเพลงที่กันเลือกมาคือ สาวนาสั่งแฟน เดี๋ยวลองไปฟังกัน โดยส่วนแรกเป็นเพลงจาก Original และส่วนที่สองเป็นที่กันทำเองโดยยังไม่ได้ใส่เนื้อเพลงไป แต่เป็นดนตรีไปก่อน

3. รองเท้าแบดซ่อมได้
Team :
ปุ้น
Problem and Starting point
: ปุ้นเป็นเด็กที่เล่นแบดจนเป็นแชมป์มาหลายสนาม ต้องบินไปบินมาเพื่อมาเพื่อแข่งแบดหลายๆ ประเทศ เลยไม่ค่อยมีโอกาสเข้าห้องเรียนของเรา แต่ทุกครั้งที่เข้ามาปุ้นก็จะถามว่าพี่ให้ทำไรบ้าง เราให้ปุ้นเลือกว่าอยากทำไอเดียอะไร ปุ้นบอกว่าอยากเริ่มจากปัญหาที่เขาเจอบ่อยๆ ตอนเขาไปแข่ง นั่นคือ รองเท้าแบด ที่มันมากมักจะขาดที่จุดเดิมๆ ซ้ำๆ เนื่องจากนักแบด ถ้าตีดีๆ จะต้องลากเท้า แล้วรองเท้าจะเป็นรูโบ๋ตรงปลายเท้าด้านที่ลาก เราเห็นด้วยกับปัญหานี้มาก เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และมีวิธีแก้ปัจจุบันก็คือการซื้อใหม่ทุกๆ สองสัปดาห์ จึงลองให้ปุ้นคิดหลายๆ วิธีออกมา ไม่ว่ามันจะบ้า ประหลาดแค่ไหน เช่น เปลี่ยนสนามไปเลย หรือแม้แต่ ไม่ใส่รองเท้าตี จนสุดท้ายปุ้นสรุปมาเป็นไอเดียที่พอจะใช้ได้จริง ได้แก่ แผ่นซ่อมรองเท้าแบด แบบลอกติดได้ เมื่อไหร่ที่รองเท้าขาด ก็ลอกมันออกมาติดได้ ที่สำคัญ ปุ้นลองทำต้นแบบจริงๆ แบบภาพด้านล่าง

4. รองเท้าที่มีสไตล์ของเด็กวัยรุ่นชัดเจน
Team :
เคนนี่ และ ลูกหิน
Problem and Starting point :
สองคนนี้ชอบรองเท้า และให้ความรู้ใหม่กับเราว่ารองเท้าของเด็กยุคนี้ มันแพงเหยียบหมื่น โอ้วม่าย พอเราถามลึกขึ้น และให้สกัด Insight ของการซื้อมา ก็พบว่ากลุ่มที่ซื้อลองเท้าประเภทนี้ ซื้อไปเพราะสะสม หรือใส่เพื่อแสดงความเป็นตัวเอง ดังนั้นไอเดียที่กลุ่มนี้จะทำก็คือ ทำรองเท้าที่ทำให้วัยรุ่นทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น มีเอกลักษณ์ชัดเจน และยังคลาสสิก

GRADE 11 (มัธยมศึกษาปีที่ 5) — ปีกลยุทธ์ธุรกิจกับผู้นำหลากหลายสไตล์

เนื่องจากเนื้อหาของชั้นนี้เป็นด้านการบริหารธุรกิจและการ Commercialization และกระบวนการสอนจะทำผ่าน Simulation-based learning ดังนั้นจึงไม่มีชิ้นงานจับต้องได้มาโชว์กัน เลยเอา Reflection Part ในส่วนของการเกมวางกลยุทธ์ธุรกิจกันว่าตาไหนที่ตัดสินใจได้ดี ตาไหนที่มีข้อต้องปรับปรุงบ้าง

GRADE 12 (มัธยมศึกษาปีที่ 6) — ปีของการทำจริง ต้มสบู่จริง ผัดอาหารกันจริงๆ

สำหรับชั้น 12 เราวางเป้าหมายว่าน้องว่าต้องทำจริง ขายจริง อย่างน้อยก้ต้องทำให้มันออกมาเป็น Product แบบ MVP ไปขายลูกค้ากลุ่ม Early adopter ให้ได้ เราให้น้องๆ ลองบอกไอเดียที่อยากทำตามความสนใจมาคร่าวๆ แล้วเอามาเช็คว่า สินค้าเหล่านั้น มี Insight จริงๆ หรือเปล่า มีคนอยากได้จริงๆ หรือไม่ เพราะถึงไอเดียที่คิดจะเจ๋ง จะว้าวแค่ไหน แต่ถ้าไอเดียนั้นไม่มีคนต้องการ มันก็กลายเป็นธุรกิจไม่ได้ หลังจากที่ถามและพัฒนาไอเดียน้องๆ หลายรอบ เราก็ได้ Final Concept เป็นไอเดียแก้ปัญหาที่มีอยู่จริงสามอย่าง ได้แก่

  1. สบู่เม็ด สำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ หรือต้องพกพาบ่อยๆ เช่น นักกีฬา คนที่ไปออกกำลังกาย
  2. อาหารเช้าที่กินบนรถได้ อิ่มและได้สารอาหารครบถ้วน สำหรับคนที่ต้องการทานมื้อเช้า แต่ต้องการความเร็ว และความสะดวกในการรับประทาน
  3. ปากกาเคมีปลอดสารพิษ ที่สามารถเขียนกระดานได้โดยใช้หมึกปลอดสารพิษ ไม่ทำลายสุขภาพทั้งกลิ่น และตอนสัมผัส

ทั้ง 3 ไอเดียได้รับการ verify ผ่านการทำ Prototype กันมาหลายเวอร์ชั่นมากเพื่อเช็คให้ได้ว่า ไอเดียเหล่านั้นสามารถ “มีคนต้องการจริง” “ทำได้จริง” และ “ได้กำไรจริง”
ลองไปดูรูปของแต่ละกลุ่มกันดีกว่า ว่าตอนทำ เป็นอย่างไรกันบ้าง

รูปด้านบนเป็นของโปรเจคสบู่ (ตี๋ ภัทร กาย) และโปรเจคทำหมึก (ศรุต ซัมเมอร์ ภีม) ในช่วงแรกๆ ที่น้องๆ เปลี่ยนไปมาหลายเวอร์ชั่น หลังจากผลิตจริงแล้วไม่เวิร์คเท่าที่คิด ถือว่าเป็นการเรียนรู้จริงว่าตอนที่ต้องทำ Feasibility ในมุมการผลิต มันยากและต้องปรับเปลี่ยนหลายครั้งแค่ไหนกว่าจะผลิตได้ตามที่เราคิดเอาไว้

ลองไปดูตัวอย่างจากกลุ่มของ ซิ่วหงส์ เมจิ ปอ แก้ม วิ้น กันดีกว่าครับ ว่า Prototype แก้ปัญหาอาหารเช้า ที่ต้องการทำบางอย่างขึ้นมาให้กินได้ง่ายๆ แบบทันเวลา แต่สารอาหารยังครบถ้วนอยู่ออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง

หน้าตาอาหารเวอร์ชั่นแรก บอกได้เลยน่ากลัวมากก แล้วคนที่ต้องทดสอบก็เป็นพี่ๆ แบบเราๆ นี่แหละครับ แต่รสชาติก็ไม่ได้ดูแย่ขนาดนั้นนะ ผมว่าโอเคเลย ติดตรงที่ข้อจำกัดเรื่องการเก็บและการทอด น้องๆ เลยแก้ปัญหาออกมาในเวอร์ชั่นสอง ที่เรียกได้ว่า อร่อยมาก ทำขายได้เลยทีเดียว

น้องๆ ได้ไอเดียจากไส้กรอกอีสาน แต่ข้างในเป็นข้าวรสชาดต่างๆ ที่คุณแม่สามารถซื้อไปใส่ช่องแข็งและทอดเร็วๆ ได้ตอนเช้า
มาดูว่าตอนพี่ๆ ชิมเวอร์ชั่นสุดท้ายแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ต้องยอมรับเลยว่า น้องๆ ชั้น 12 เก่งจริง ที่ต้อง manage ชีวิตการสอบเข้าของตัวเองกับต้องแบ่งเวลามาทำโปรเจคสร้างธุรกิจ และได้ผลออกมาดีขนาดนี้ ในมุมพี่ๆ ก็รู้สึกว่าทุกคนเก่งมาก และไอเดียและผลงานที่ได้ออกมาก็เจ๋งมากๆ เสียดายเวลาเรียนน้อยไปหน่อย ไม่อย่างนั้นเราจะให้ไปขายจริง ซึ่งปี 2019 นี้ ไม่พลาดแน่นอน

บทเรียนที่เราได้จากการสอน 1 ปี

แน่นอนว่า มีทั้งสิ่งที่เราชอบ มีทั้งคลาสที่สนุกมาก มีทั้งคลาสที่มีปัญหาต้องแก้ และมีสิ่งที่เราต้องปรับปรุงจากปีที่ผ่านมามากมาย เราขอเล่าไปทีละข้อเลยละกันนะครับ

  1. ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่ากับ Personalized learning
    ตั้งแต่เรารู้จักแนวคิดของ Personalized Learning เราก็นำมาใช้ในห้องเรียนเราทันที ตอนแรกเราแพลนจะสอนโดยเอาเคสธุรกิจดังๆ มาใช้ เรายกมันทิ้งไป และไปเริ่มที่ตัวน้องๆ ก่อน โดยให้น้องๆ เริ่มจากความชอบและความสนใจของตัวเอง สำหรับเด็กเพลินพัฒนา น้องๆ ทุกคนต้องทำโปรเจค Problem-Based Learning (PBL) กันอยู่แล้ว มันคงจะดีมาก ถ้าน้องๆ ได้ทำในเรื่องที่ชอบ แล้วเปลี่ยนมันมาเป็นไอเดียธุรกิจด้วย ผลที่ออกมาก็คือ น้องๆ หลายคนที่ได้ทำในเรื่องที่ชอบ ก็ดูไม่เหนื่อยกับมันมากนัก แม้จะต้องทำอะไรเยอะๆ เราให้งานเป็นโปรเจคค่อนข้างเยอะ แต่อย่างน้อยก็ยังสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นโปรเจคที่เขาเลือกมาแล้ว แม้มันจะไม่ได้ดึงดูดเท่าเกมที่เขาเล่นตลอดเวลา แต่เขาก็ยังให้ความสนใจกับมันได้อยู่และอินอยู่เสมอ เมื่อได้ทำโปรเจค
  2. ปลอดภัย ไม่สอน และให้หาเอง
    เรามั่นใจตั้งแต่คาบแรกๆ แล้วว่าเด็กเพลินพัฒนามีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว เราไม่เคยคิดว่าน้องๆ ของเราจะทำไม่ได้เลย ดังนั้นจึงมีคาบนึงที่เรา ‘กล้า ที่จะไม่สอน แค่หยิบโจทย์มาให้ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ก็คือ เราจะต้องสร้างความไว้วางใจให้กับน้องๆ ให้พวกเขารู้สึกว่าห้องเรียนนี้ ‘ปลอดภัย’ ที่น้องๆ ทุกคนจะกล้าพอที่จะริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ด้วยตัวเอง
  3. เกมการเรียนรู้ทำให้การแข่งขันเชิงบวกเกิดขึ้นได้
    เราได้ใช้กลไกของเกมตามคอนเซ็ปแบบ Gamification ที่เราใช้ในทุกหลักสูตรและทุก Product ของ BASE Playhouse มาใช้ในห้องเรียนนี้เยอะมากๆ เราพยายามบาลานซ์ ต้องยอมรับว่าไม่ใช่แค่น้องที่ต้องสู้กับแรงจูงใจของเกมที่สนุก การเม้าส์กับเพื่อนอย่างมันส์ๆ เพื่อหันเหมาเรียนกับเราเท่านั้น เราในฐานะครูผู้สร้างการเรียนรู้ ก็ต้องช่วยพวกเขาสร้าง Motivation ในการเรียน ด้วยการใช้กลไกของเกมมาช่วย ซึ่งผลออกมาดีทีเดียวครับ ทุกคลาสที่มีกลไกของเกมมา เด็กๆ มี Engagement มากขึ้นเยอะ
  4. ทักษะชีวิตคือสิ่งที่เราหยอดเพิ่มไปได้เรื่อยๆ
    ตอนเราสอนเรื่อง Prototyping สิ่งที่เราตั้งใจไม่ใช่แค่เขาจะนำไอเดียธุรกิจที่ได้ไปทดสอบอย่างไร แต่เราอยากให้เขานำสิ่งนี้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิต ว่าถ้าเขามีความชอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาจะทดสอบมันอย่างไร จะรู้ได้ไงว่าการทดสอบนั้นตอบโจทย์ที่เขาอยากรู้จริงๆ และใช้วิธีใด เพราะการค้นพบความชอบและพัฒนาความสนใจในมุมเรานั้น แทบจะเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าความรู้ธุรกิจที่เราให้ซะอีก Prototyping เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราให้น้องๆ ฝึกในคาบ และเราสามารถใส่สิ่งที่เรียกว่าทักษะชีวิต ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ สอดแทรกลงไปได้ด้วยเช่นกัน
  5. เวลาเป็นสิ่งสำคัญ
    การให้เวลากับน้องๆ ในการทำโปรเจค และค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้ประสบความสำเร็จ เวลาในคาบที่ไม่ใช่เวลาพักผ่อนหลังเลิกเรียนของน้องๆ จำเป็นมากๆ ต่อการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ตัวน้องเองที่ต้องบริหารเวลาให้ดี และไม่ใช่แค่ตัวน้องๆ เอง พวกเราในฐานะคนสอน ก็ต้องใช้เวลาในการปรับหลักสูตรให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือน้องๆ แต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นแหละครับ การปรับตัวคือความสวยงามของการเป็นผู้ประกอบการ

โดยสรุปแล้ว ผลที่เราได้ใน 1 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างตรงกับเป้าหมายการเรียนรู้ที่เราตั้งไว้มากๆ ครับ กระบวนการแบบนี้สามารถวัดผลได้ตอนท้ายเทอมที่เราจะให้น้องๆ อธิบายสิ่งที่ทำมาทั้งปี แล้วเมื่อมีน้องๆ มาบอกเราตอนท้ายเทอมว่า

“ขอบคุณพวกพี่มากๆ เลยนะคะ วิชาของพี่เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของหนู และทำให้หนูเข้าใจโลกนี้มากขึ้นเยอะเลย”

เมื่อถึงตอนนั้นแหละครับ คือตอนที่เรารู้แล้วว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอดนั้นได้ผล!


แลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้ !

ความตั้งใจในการเขียนบทความนี้ของผมคือการแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของเราให้กับคนที่สนใจไปต่อยอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ตั้งแต่กระแส Startup เข้ามา หลายๆ มหาวิทยาลัย กำลังเปลี่ยนแนวทางการสอนไปในทาง Entrepreneurial University ซึ่งผมเชื่อว่าผลที่ออกมามันต้องดีแน่นอนครับ อย่างน้อยน้องๆ ก็มีโอกาสเรียนความรู้ที่เขาจะได้เจอจริงในอนาคตไว้ก่อน ได้มีเวลาฝึกฝนทักษะที่สำคัญก่อน สำหรับพวกเราที่โฟกัสกับเด็กมัธยมมาตั้งแต่แรก เราก็เห็นศักยภาพอันไม่มีขีดจำกัดของเด็กวัยนี้ เราเชื่อว่าการที่เด็กวัยนี้ได้เรียนรู้อะไรแบบนี้ตั้งแต่ต้นจะปลดล็อกขีดจำกัดของเขาได้เร็วยิ่งขึ้น เขาตัดสินใจชีวิตของเขาได้อิสระมากขึ้น และเลือกเส้นทางที่มั่นคงมากขึ้น เราเริ่มเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงวิชาในโรงเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กมากขึ้น มีวิชาที่น่าสนใจจำนวนมากโผล่มา เราก็ดีใจที่เราเป็นหนึ่งในวิชาเหล่านั้นให้กับน้องๆ ในฐานะที่เราเป็นนักการศึกษาที่อยากจะพัฒนาการศึกษาไทยไปด้วยกัน หากมีอะไรให้ช่วย มีอะไรแลกเปลี่ยนกัน ก็สามารถติดต่อมาได้เลยนะครับ ทาง BASE Playhouse ยินดีช่วยเสมอ

ยังไม่จบครับ ยังเหลืออีกตอน ไปดูกันว่า BASE Playhouse ใช้วิธีการไหนบ้างในการสร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมา และไปดูกันว่าเราออกแบบการเรียนรู้ของเราอย่างไรบ้าง

ตอนที่ 2 : Entrepreneurship School Program — ออกแบบหลักสูตรธุรกิจสำหรับเด็กมัธยม (2/2)


สำหรับใครที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น คุณครู หรือ อาจารย์จากมหาวิทยาลัย ที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรืออยากให้ทีม BASE Playhouse นำหลักสูตรนี้ไปจัดให้ที่สถานศึกษา สามารถติดต่อเรามาได้โดยตรงเลยนะครับ

ช่องทางติดต่อ BASE Playhouse
Line@ : click HERE
Facebook Messenger : click HERE
Facebook Page : /BASEPlayhouse
Official Site : www.baseplayhouse.co
Email : connect@baseplayhouse.co
Tel : 08–8269–9799

BASE Playhouse

21st Century Skills & Entrepreneurship for New Generations

Peesamac

Written by

Peesamac

Co-founder, Learning Designer and Thinking at BASE Playhouse. Empowering Young Generation with Future Skill and Tecnology.

BASE Playhouse

21st Century Skills & Entrepreneurship for New Generations

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade