ประเทศไทยเผยรายละเอียดของกฏหมายคริปโต อนุมัติ 7 สกุลเงินดิจิตอลให้ถูกกฏหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) ได้เปิดเผยรายละเอียดกฏหมายสำหรับคริปโตเคอเรนซี่และการระดมทุน ICO ร่วมถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต, ค่าธรรมเนียม และ รายชื่อสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับอนุมัติ ประกอบด้วยเหรียญ Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Stellar

อนุมัติคริปโตเคอเรนซี่

ก.ล.ต ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเกี่ยวเนื่องกับรายละเอียด กฏหมายคริปโตเคอเรนซี่ของประเทศ และ การกำกับ ICO มาตรการดังกล่าวได้รับอนุมัติจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน และ คาดว่าจะมีผลภายในเดือนนี้ อ้างอิงจากแหล่งข่าวท้องถิ่น “แนวทางที่เสนอได้ผ่านการพิจารณาจากสาธารณชนในหลายๆช่องทาง” อ้างอิงจาก MGR Online

การประกาศนี้ได้ทำตามแนวทางของ พ.ร.ก ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมเป็นต้นไปโดยมี ก.ล.ต. ที่รับผิดชอบด้านระเบียบข้อบังคับต่อคริปโตเคอเรนซี่ นอกจากนี้ยังทำตามแนวทางตามประกาศก่อนหน้านี้ในด้านการเก็บภาษีเช่นกัน

ตามที่ รองเลขาธิการของ ก.ล.ต. นางทิพยสุดา ถาวรามร ขอบเขตการกำกับดูเลของคณะกรรมาธิการได้แก่ ICOs, การแลกเปลี่ยนคริปโต, บริษัท นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์, ตัวแทนจำหน่าย และ อื่นๆ โดยต้องได้รับการอนุญาตจากกระทรวงการคลัง, รายงานจากบางกอกโพสต์

“ก.ล.ต. จะอนุญาตให้ 7สกุลเงินดิจิตอล ใช้ในการทำ ICOs และ การเทรด ได้แก่ บิทคอย, อีเธอเรียม, บิทคอย แคช, อีเธอเรียม คลาสสิค, ริปเปิ้ล และ สเตลล่า”
“หลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. ใช้ในการประเมินคู่เทรดของคริปโตเคอเรนซี่ คือ ความน่าเชื่อถือของ consensus และ สภาพคล่องของสกุลดิจิตอล” สำนักข่าว ไทยรัฐเสริมว่าทั้ง 7 สกุลดิจิตอลนี้ได้รับอนุญาตเนื่องจากเป็นสกุลเงินที่ไม่ได้ส่งเสริมความเป็นส่วนตัว”

ใบอนุญาต

อ้างอิงจากบางกอกโพสต์ ก.ล.ต. คาดว่าจะมีบริษัทจำนวน 10 บริษัทที่จะยื่นขอใบอนุญาต กว่าครึ่งนึงจะยื่นขอเป็นที่แลกเปลี่ยนคริปโต และ ที่เหลือยื่นขอเป็น โบรกเกอร์ และ ดีลเลอร์ โดยที่รับแลกเปลี่ยนคริปโตนั้นมีเวลายื่นถึงวันที่ 14 สิงหาคม

“ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุกคน รวมถึง ผู้ออก ICO, ที่แลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล, โบรกเกอร์ และ ดีลเลอร์ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมของสกุลเงินดิจิตอล จะต้องจดทะเบียนกับ ก.ล.ต. ภายใน 90 วันนับจากวันที่มีผลบังคับใช้ ผู้เข้าร่วมต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลังในการดำเนินธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล”

บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้นที่จะสามารถขอใบอนุญาตได้ และได้รับรองจากกระทรวงการคลัง โดยมีค่าธรรมเนียมล่วงหน้า 5 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2.5 ล้านบาทต่อ การแจกจ่ายโทเค็น และ การดำเนินการที่เกี่ยวเนื่องกับคริปโตเคอเรนซี่ ค่าธรรมเนียมสำหรับบริษัท นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.5 ล้านบาท และ ดีลเลอร์ของสกุลเงินดิจิตอล 2 ล้านบาท

ค่าธรรมเนียมรายปีและทุนจดทะเบียน

มีการเก็บค่าธรรมเนียมรายปี 0.002% จากวอลลุ่มการเทรดทั้งหมด สำหรับที่รับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล (เว็บแลกเปลี่ยน) และ 0.001% สำหรับวอลลุ่มการเทรดของบริษัท นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอยู่ที่ 500,000 บาท, ไม่เกิน 20 ล้านบาท สำหรับเว็บแลกเปลี่ยน และ 250,000 บาท, ไม่เกิน 5 ล้านบาท สำหรับบริษัทนายหน้า

ทุนจดทะเบียนสำหรับบริษัทรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอลกำหนดไว้ที่ 50 ล้านบาท โดยเป็นประเภทเว็บแลกเปลี่ยนแบบรวมศูนย์ 25 ล้านบาทสำหรับโบรกเกอร์ เว็บแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์อยู่ที่ 10 ล้านบาท และ นายหน้าแบบกระจายศูนย์อยู่ที่ 5 ล้านบาท แต่ไม่มีการแจ้งเพิ่มเติมว่าเว็บแลกเปลี่ยน หรือ หน้านายในรูปแบบกระจายศูนย์แต่ไม่มีบริษัทเกี่ยวข้องจะมีการกำกับอย่างไร

นอกจากนี้ โบรกเกอร์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิตอลต้องมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในขณะที่ดีลเลอร์ต้องมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท

ข้อจำกัดของ ICO

เพื่อให้ได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต. ผู้ออกโทเค็น ต้องระบุอย่างชัดเจนถึงประเภทของโทเค็นที่ออก และ ข้อมูลการลงทุน ICO portals ต้องมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 5 ล้านบาท และ ต้องดูแล ICO อย่างน้อย 1 ปี

ไม่มีการจำกัดจำนวน ICO ที่สามารถเสนอให้กับสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ได้ แต่มีการกำหนดเงินลงทุนของรายย่อยรายละ 300,000 บาทต่อโปรเจ็ค ICO หรือไม่เกิน 70% ของมูลค่ารวมของเหรียญที่เสนอ

อ้างอิงจากแหล่งข่าว

“ผู้ขายดิจิตอลโทเค็นที่ไม่ได้รับอนุญาตและผู้ที่จัดตั้งสัมมนาที่ไม่ได้รับอนุญาตเพื่อเรียกร้องการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ จะถูกปรับไม่เกินสองเท่าของมูลค่าของธุรกรรมดิจิทัลหรือไม่น้อยกว่า 500,000 บาท นอกจากนี้ยังมีโอกาสจำคุกไม่เกิน 2 ปี”