10 อันดับสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงสุด

1. Bitcoin

Bitcoin ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 โดย Satoshi Nakamoto บุคคลลึกลับที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน Bitcoin เป็นหน่วยเงินใช้ชื่อย่อสกุลเงินว่า BTC ซึ่งใช้เครือข่ายบล็อกเชนแบบเปิดในการจัดเก็บข้อมูล ทําให้ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือแก้ไขข้อมูลที่บันทึกอยู่บน blockchain ได้ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูวิดีโอ (What is Bitcoin in 2 minutes) ของ Bitkub Academy ตามลิ้งค์นี้เลย

2. Ethereum

Ethereum เป็นชื่อของบล็อกเชนหนึ่งซึ่งมีเหรียญหรือ cryptocurrency ชื่อ Ether (ชื่อย่อสกุลเงิน: ETH) ถูกสร้างในปี 2013 โดย Vitalik Buterin โปรแกรมเมอร์หนุ่ม ชาวรัสเซีย เขาเล็งเห็นศักยภาพของ crypto และ blockchain ที่มากว่าแค่เป็นสกุลเงินดิจิตัล โดย ETH จะเป็นเหมือน general purpose blockchain หรือ blockchain เอนกประสงค์ที่ทำได้หลายอย่างที่บล็อกเชนสามารถทำได้ เช่น Smart Contracts และข้อตกลงทางการเงินเป็นต้น สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูวิดีโอ (What is Ethereum and How is it Different From Bitcoin?) ของ Bitkub Academy ตามลิ้งค์นี้เลย

3. Ripple

Ripple ถูกสร้างขึ้นในปี 2012 โดยบริษัท Ripple Labs ที่มี Chris Larsen เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สกุลเงินของ Ripple ใช้ชื่อย่อว่า XRP ที่มีไว้ใช้สําหรับการชำระเงินหรือโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินและธนาคารทั่วโลก แพลตฟอร์มของ Ripple จะแตกต่างจากสกุลเงินตัวอื่นๆ เพราะ XRP ใช้เครือข่าย RippleNet ซึ่งเป็นระบบปิดที่ให้ใช้งานเฉพาะธนาคารที่ลงทะเบียนกับ Ripple เท่านั้น และการยืนยันธุรกรรมทั้งหมดนั้น จะถูกควบคุมโดยบริษัท Ripple แต่เพียงผู้เดียว

4. Bitcoin Cash

Bitcoin Cash (ชื่อย่อสกุลเงิน: BCH) คือสกุลเงินที่กำเนิดจากการแยกออกของตัวเหรียญ Bitcoin หรือการทำ Hard Fork นั่นเอง ซึ่งหมายความว่าเครือข่าย Blockchain ของ Bitcoin จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของ BTC และอีกส่วนเป็นของ BCH การเกิดขึ้นของ Bitcoin Cash เป็นเพราะว่า Bitcoin (BTC) นั้นรองรับได้แค่ 100 ธุรกรรมต่อบล็อก หรือ 1MB ซึ่งถือว่าช้าและมีปริมาณธุรกรรมที่รอการตรวจสอบเป็นจำนวนมาก จึงเกิดการโต้แย้งขึ้นระหว่างนักพัฒนาของทั้งสองกลุ่ม สุดท้ายแล้วกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับปัญหาการ Scaling ของ BTC จำเป็นต้องแยกออกมาเป็นอีกเหรียญ นั่นก็คือ BCH

5. EOS

EOS เป็นอีกสกุลเงินดิจิทัลที่มีความสามารถในการสร้างแอพพลิเคชันแบบกระจาย (Decentralized Application)โดยใช้ Smart Contracts ในการกําหนดเงื่อนไขต่างๆ เทคโนโลยีที่ EOS ใช้จะคล้ายๆกับของ Ethereum แต่ EOS สามารถทําธุรกรรมได้มากกว่า 1 แสนต่อวินาที เมื่อเทียบกับ ETH ที่ทำได้แค่ 13 ธุรกรรมต่อวินาที และที่สําคัญคือ EOS นั้นไม่มีค่าธรรมเนียมหรือค่า Gas เหมือน ETH

6. Stellar

Stellar (ชื่อย่อสกุลเงิน: XLM) เปิดตัวในปี 2014 โดยนาย Jed McCaleb เป็นสกุลเงินที่ถูกพัฒนาขึ้นต่อจากสกุลเงิน XRP (Ripple) ที่เน้นให้บุคคลทั่วไปใช้ในการชําระเงินและโอนเงิน เช่น โอนเงินไปต่างประเทศ ต่างสกุล หรือแม้กระทั่งเสนอขายสกุลเงินที่เรามีอยู่

7. Litecoin

Litecoin (ชื่อย่อสกุลเงิน: LTC) ถูกสร้างขึ้นในปี 2011 โดยนาย Charlie Lee ซึ่ง LTC นั้นมีคุณสมบัติคล้ายๆกับ Bitcoin แต่สิ่งที่แตกต่างคือ LTC มีค่าธรรมเนียมในการโอนที่ถูกกว่า Bitcoin และมีความเร็วในการยืนยันธุรกรรม โดยเฉลี่ย 2.5 นาที เมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่ต้องใช้เวลาถึง 10 นาที

8. Tether

Tether (ชื่อย่อสกุลเงิน: USDT) ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2014 โดย บริษัท Tether ที่มีนาย Brock Pierce เป็นผู้ก่อตั้ง USDT คือสกุลเงินดิจิทัลประเภท Stablecoin หรือสกุลเงินที่มีค่าคงที่ โดยที่มาของทุกๆ 1 USDT จะถูกค้ำประกันด้วยเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ ที่มีอยู่ในบัญชีของบริษัท Tether จุดประสงค์หลักของ USDT คือการรักษามูลค่าของเงินดิจิทัลที่มีอยู่ใน cryptocurrency exchange เพราะหลายที่ไม่สามารถเปลี่ยนเงินดิจิทัลมาเป็น fiat currency ได้

9. Cardano

Cardano (ชื่อย่อสกุลเงิน: ADA)คือ แพลตฟอร์ม Smart Contracts ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2015 เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนา Cryptocurrency ให้มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม ทางผู้พัฒนากล่าวว่า Cardano เป็น Blockchain Generation 3 ที่ระบุและแก้ไขปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นในบล็อกเชนยุคก่อนๆ ซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในการเพิ่มขยาย (Scalability), ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) และ ความยั่งยืน (Sustainability) ผ่านสถาปัตยกรรมแบบเป็นลำดับชั้น (layered architecture)

10. Monero

Monero (ชื่อย่อสกุลเงิน: XMR) เป็นเงินดิจิทัลสกุลนึงที่เปิดตัวในปี 2014 โดยเน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เทคโนโลยีที่ Monero ใช้คือ ระบบ Ring Signature ที่ซ่อน address ของคนที่ทำการส่งธุรกรรม Ring Confidential Transactions (RingCT) เพื่อซ่อนปริมาณการทำธุรกรรม และ Stealth Address เพื่อซ่อน address ของคนที่ทำการรับธุรกรรม