เงินเดือน Developer เฟ้อหรือพื้นฐานเปลี่ยน

Chris
Chris
Jul 22, 2017 · 2 min read

มีคนหลายคนชอบถามผมว่า ตอนนี้เงินเดือน Developer เฟ้อเกินไปหรือเปล่า

ผมจะตอบว่า ใช่ แต่อาจจะไม่ใช่ในรูปแบบที่หลายๆ คนคิด

ก่อนอื่นถ้าจะตอบคำถามว่าเงินเดือนเฟ้อหรือไม่เฟ้อ สิ่งที่เราต้องเข้าใจก่อนคือ นิยามของเฟ้อกับไม่เฟ้อคืออะไร

ทั่วไป ถ้าเราบอกว่าเงินเฟ้อ คือ เกิด Demand ที่ไม่ยั่งยืน ไม่สมเหตุสมผล แต่คนเก็งกำไรกัน

เวลาที่ดินหรืออสังหาเฟ้อ คือ ไม่มีคนอยู่จริง แต่คนแข่งกันเก็งกำไร

เวลาหุ้นเฟ้อ คือ ทุกคนเกิด Demand ปลอมคิดว่าหุ้นน่าจะพุ่ง แต่พื้นฐานไม่เปลี่ยน

ถ้าถามว่าเงินเดือน Developer เฟ้อหรือไม่ ตอนนี้คำถามสำคัญคือ Demand ของ Developer ในตอนนี้สมเหตุสมผลมั้ย มันเกิดการเก็งกำไรหรือพื้นฐานเปลี่ยนไปแล้ว

ปัจจัยแรก: เงินไหลเข้า Startup business

แน่นอนช่วงนี้เป็นช่วงที่บูมมากของ Startup และเงินก็ไหลเข้ามาสู่วงการ IT มหาศาล

เราบอกไม่ได้ว่าเงินที่ไหลเข้ามาในวงการ Startup นั้นเป็นกระแสหรือเป็นฐานที่จะเกิดบริษัทที่ Sustainable ในระยะยาวกันแน่

ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเงินที่ไหลเข้ามาในวงการ Startup นั้นสามารถสร้างธุรกิจที่ Sustainable ในระยะยาวได้ตามอัตราเสี่ยงที่คนลงทุนคาดหวังไว้ (5–10% ของธุรกิจทั้งหมดที่ลงทุน) นั่นก็แปลว่าไม่มี Demand ปลอมเลย คือทุกอย่างเป็นไปตามที่นักลงทุนคาด ไม่ได้เก็งกำไรกันโดยไม่มีฐานแต่เกิดขึ้นจริง

ในกรณีนี้ เงินเดือนของ Developer จะปรับฐานขึ้นมาตลอดกาล

แต่คือก็มีหลายคนที่คิดว่า Startup ปัจจุบันเป็นฟองสบู่

ซึ่งถ้าสมมติเป็นแบบฟองสบู่จริง เงินลงทุนปัจจุบันมันเกินเลยพื้นฐานของวงการไป แน่นอนว่าเงินเดือนตอนนี้ก็จะมีความเฟ้อเกิดขึ้น และเมื่อฟองสบู่แตก ก็จะถูกปรับลด

ปัจจัยนี้จึงอาจจะปรับพื้นฐาน หรือแค่เฟ้อก็ได้

ปัจจัยที่สอง: การลงทุนจากต่างประเทศ

ดูจากผลสำรวจเงินเดือน Developer ในภูมิภาคแถวนี้ ผมขอยกสิงค์โปรละกัน ก็จะพบว่า ตอนนี้เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ $71,385 ต่อปี หรือ 1.4 แสนต่อเดือน (ขอบคุณสำหรับคุณ​ Nutdanai Phansooksai สำหรับทักท้วงตรงนี้ ตอนแรกนึกว่า USD)

ตอนนี้ผมก็พบว่า หลายๆ Startup และบริษัท IT เริ่มเข้ามาเปิดที่เมืองไทยและใช้ Developer ไทยเป็นหลัก

ทีนี้ถ้าเขาสามารถหา Developer ไทยที่ความสามารถพอๆ กับ Developer สิงค์โปรได้ ในราคาที่ถูกกว่ากันเกือบเท่าตัวนึง เขาจะลงทุนต่อมั้ย? ผมตอบว่าคงต่อไปเรื่อยๆ อีกนานและเป็นอีกจำนวนมหาศาล จนกว่าเงินเดือนของฝั่งเราจะไปทัดเทียมประเทศอื่น หรือค่าภาษีเราเปลี่ยนจนเกิดกำแพงในการมาลงทุนที่เมืองไทย

ดังนั้นนี่ไม่ใช่ Demand เทียม นี่คือ Sustainable demand

ถามว่าเมืองไทยมี Developer ที่เก่งทัดเทียมสิงค์โปรมั้ย? ผมตอบว่ามี แถมเป็นจำนวนพอสมควร

ยิ่งต่างประเทศเริ่มเห็นโอกาสตรงนี้ เวลาเราผลิต Developer คุณภาพ เขาก็พร้อมจะเก็บไปหมด แล้วกลุ่มบริษัทที่ยังใช้ Rate เดิม ก็จะได้รับ Developer ในคุณภาพที่ต่ำลงไป (ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานมั้ย ก็แล้วแต่รูปแบบธุรกิจ)

สำหรับปัจจัยนี้ ผมคิดว่า มีผลยกพื้นฐานให้สูงขึ้นแน่นอน

ปัจจัยที่สาม: ลักษณะการบริหารที่เปลี่ยนแปลง

การบริหารองค์กร Software ยุคใหม่ที่เรียกว่า Agile จะเน้นให้ Developer คุยกับลูกค้าหรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรง มากกว่าสมัยก่อนที่เราจะต้องมี SA, BA, PM หรือคนคั่นกลางระหว่างทีมพัฒนากับลูกค้า

แน่นอนว่าองค์กรที่บริหารในลักษณะนี้ก็จำเป็นจะต้องมี Developer ที่ฝีมือดีทั้งในแง่ของ Technical และ Communication แต่เมื่อจำนวนคนกลางลดลงไปแล้ว องค์กรเหล่านี้ก็มีเงินมาทุ่มหา Developer ฝีมือดี

ซึ่งถามว่า Developer ที่สามารถคุยกับลูกค้าโดยไม่ต้องใช้คนกลางได้มีมั้ย ผมตอบเลยว่ามีแน่นอน เห็นมาเยอะเหมือนกัน

ส่วนตัวผมเชื่อว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางบริหารที่เวิร์คกว่า

แต่ถ้าเรามองอย่างกลางๆ แล้ว ในเมื่อทีมบริหารกลุ่มนี้เลือกยอมจ่าย Developer ฝีมือดีแล้วใช้ตำแหน่งคนกลางให้น้อยลง แน่นอนว่าพื้นฐานของเงินเดือน Developer ก็จะสูงขึ้น ซึ่งก็สมเหตุสมผลกับหน้าที่รับผิดชอบที่มากขึ้นเช่นกัน

แปลว่า Developer ที่มีความสามารถพอ ก็สามารถทำงานกับบริษัทเหล่านี้ได้

ผมคิดว่า ปัจจัยนี้ส่งผลให้พื้นฐานเปลี่ยนเช่นกัน เพราะองค์กรที่บริหารลักษณะนี้คือก็มีโครงสร้างต้นทุนใหม่ที่ทำให้สามารถจ้าง Developer ราคาสูงได้อย่าง Sustainable อยู่แล้ว

ผมไม่อาจบอกได้ว่าการบริหารแบบนี้กับการมี SA, BA แบบไหนดีกว่ากัน แต่ผมบอกได้อย่างมั่นใจว่า คนที่ใช้ SA, BA น้อยลง ก็จะมีเงินจ้าง Developer ราคาสูงขึ้น และได้คนที่เก่งกว่าทีมอื่นโดยเฉลี่ย

มันก็อยู่ที่ว่าคุณเชื่อว่าวิธีไหนดีกว่ากันแหละ คิดว่า Developer เก่งๆ สำคัญกว่า หรือคิดว่า Developer กลางๆ ก็ได้ แต่ของ SA, BA ดีๆ อันนี้ผมคงตัดสินแทนไม่ได้ ผมบอกได้แค่ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนถึงมีเงินจ้าง Developer แพงขึ้น

แล้วเฟ้อมั้ยตกลง?

ผมตอบว่า “อาจจะ” เฟ้อ (จากปัจจัยแรก) แต่ต่อให้เฟ้อ ก็ไม่ได้แปลว่าสุดท้ายมันจะปรับฐานลงไปเท่าเดิมอีกต่อไป (จากปัจจัยสองและสาม) คือผมมองว่าสำหรับบางส่วนของตลาด Developer มันเกิดการเฟ้อของ Startup ที่จะต้องพยายาม Burn เงิน อันนี้ก็จริง

แต่ไม่ได้เฟ้อแบบที่ว่าจะปรับฐานกลับมาที่เดิมอีกต่อไป ฐานมันสูงขึ้นแน่นอน

เมื่อเงินเข้ามา ต้นทุนก็เปลี่ยน

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ช่วงที่ผ่านมานั้นเงินไหลเข้าวงการ IT เป็นจำนวนเยอะอย่างมหาศาลมาก

ผมมองว่าช่วงประมาณ 4 ปีหลังสุด เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของนักธุรกิจ IT (แต่ไม่ดีเท่าไหร่สำหรับผมเองที่เป็น Developer นะ) คือมันเป็นช่วงเวลาที่เกิด Arbitrage ขึ้น คือ เงินไหลเข้ามาเยอะมาก แต่ตลาดยังไม่ได้ปรับสมดุล เงินยังกระจุกอยู่บนหัว คือคนยังใช้เงินในการสร้างบริษัทสร้าง Startup อยู่ แต่เงินที่ได้ยังกระจุกบนหัว ยังไม่ได้ไหลลงไปถึง Developer หรือคนทำงานโดยตรง

แต่ถ้าคิดดีๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เงินเข้ามามากขนาดนี้แล้วค่าต้นทุนของการทำธุรกิจมันจะอยู่ที่เท่าเดิม มันก็ต้องมีคนที่เลือก Invest เงินกองนี้ลงไปกับตัวพนักงาน ตัวคนทำงาน เพื่อช่วงชิงคนเก่งอยู่แล้ว

ช่วงเวลาทองคำสำหรับ Enterprenuer ตรงนั้นมันจบแล้ว เราได้แต่มองไปข้างหน้าแล้ว Move on กับต้นทุนที่เพิ่มข้ึนจากปริมาณเงินในตลาดรวมที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นจริงๆ แล้วการที่เงินเข้ามาเยอะนั้น มันเป็นทั้งผลดีและผลเสียในเวลาเดียวกัน

เนื่องจากเงินลงทุนเหล่านั้น มิใช่ว่าเงินเหล่านั้นแค่ทำให้เกิดบริษัทขึ้นมาแข่งขัน สร้าง Startup เพียงอย่างเดียว เงินเหล่านั้นสร้างต้นทุนเพิ่มขึ้นให้วงการซอฟต์แวร์ไปในตัวด้วย

ดังนั้น บริษัทไหนที่ไม่มีปัญญาจะฉกฉวยโอกาสจากปริมาณเงินในตลาดที่มากขึ้น ก็จะใช้ชีวิตได้ลำบากมาก ไม่เพียงเพราะคู่แข่งขันเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนในการพัฒนาก็จะมากขึ้นด้วย

คุณไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้ โลกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และยิ่งวงการ IT เนี่ย เห็นชัดเลยว่า Silicon valley มีชื่อเสียงในการก้าวไปเร็วโดยไม่สนใจคนที่อยู่ข้างหลัง

การหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลของเงินลงทุน โครงการสนับสนุนจากภาครัฐ และการเกิดของ Venture capital มากมายที่หลั่งไหลเข้ามา มันจึงเป็นฝันดีของทีมงานที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า แต่เป็นฝันร้ายของบริษัทที่ต้องการจะยืนอยู่ใน Comfort zone ของตัวเองครับ

Chris’ Dialogue

เขียนเรื่องราวที่พบเจอในระหว่างชีวิตนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และชีวิตมนุษย์

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade